บทที่ 9 ระวังจะเส้นเืในสมองแตก
“เซียวหลิงอวิ๋นอย่าแม้แต่จะคิดเชียว! สวะอย่างเ้าไม่คู่ควรสวมผ้าแพรผ้าไหมเหมือนอย่างข้า!”
เซียวเย่ว์หยาแทบคลั่งเพราะความหน้าด้านของเซียวหลิงอวิ๋นนางเห็นว่าอีกฝ่ายยังต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าข้ารับใช้ด้วยซ้ำจะมีสิทธิ์ใช้ของแบบเดียวกันกับตนได้อย่างไร
สีหน้าของซ่างกวนหลิวก็ดูเหมือนคนกำลังท้องผูกเช่นกันนางไม่คิดเลยว่าครั้งก่อนที่ไม่ได้ฆ่าเซียวหลิงอวิ๋นให้ตายไปจะกลายเป็การเปิดโอกาสให้นางลุกขึ้นมาเรียกร้องได้ถึงเพียงนี้แถมยังกล้าพูดถึงของสินเดิมอีก คิดว่าตนไม่กล้าลงมือกับนางงั้นหรือ!
“หึ”
เซียวหลิงอวิ๋นแค่นหัวเราะพลางมองเซียวเย่ว์หยาที่โกรธจนแทบะเิแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าดูแคลน
“พวกเ้าจะไม่ทำก็ได้ แต่ถ้าเป็แบบนั้นข่าวเื่เซียวเย่ว์หยาท้องก่อนแต่ง แถมยังเป็ลูกของหลีเทียนเหยียนว่าที่พี่เขยก็คงกระจายไปทั่วทั้งเมืองภายในเวลาไม่นาน จากนั้นก็รอดูเถอะว่าจะโดนลงโทษแบบไหน”
คำพูดนี้ได้ผลทันตาใบหน้าของซ่างกวนหลิวกับเซียวเย่ว์หยาพลันซีดเผือดเซียวเย่ว์หยาใจนพูดไม่เป็ภาษา
“เ้า...เ้ารู้ได้อย่างไร...”
“เย่ว์หยาหยุดพูด!”
ซ่างกวนหลิวรีบขัดขึ้นแต่ก็สายไปแล้ว เซียวเย่ว์หยาหลุดพูดยอมรับออกมาเอง พอรู้ตัวก็หน้าซีดเผือดมือกำแขนเสื้อของซ่างกวนหลิวแน่นด้วยความหวาดกลัว
เซียวหลิงอวิ๋นจ้องหน้าซ่างกวนหลิวด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันรอให้นางพูดอะไรออกมา
ซ่างกวนหลิวหลับตาลงอย่างยอมแพ้หายใจเข้าลึกก่อนเอ่ยยอมจำนนว่า
“ตกลง ข้าจะคืนสินเดิมของแม่เ้าเดิมทีก็ตั้งใจจะให้เมื่อเ้าหมั้นหมายอยู่แล้ว ส่วนของใช้ในเรือนของเ้าข้าจะสั่งให้ผู้ดูแลจัดหาให้ดีที่สุด แต่เ้าก็รู้ดีว่านั่นต้องใช้เวลาไม่สามารถเตรียมได้ทันที”
เซียวหลิงอวิ๋นยิ้มบางคล้ายเข้าใจสถานการณ์
“ไม่เป็ไร ข้าให้เวลาสูงสุดครึ่งเดือนหากเกินเวลานั้น...ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างเหมือนกัน”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะยิ้มพลางพูดด้วยเสียงเรียบเย็น
“จริงสิ ไม่เจอกันแค่วันเดียวไอชั่วร้ายตรงหน้าผากเ้าดูเข้มขึ้นกว่าเดิมนะระวังให้ดี...อย่าเผลออารมณ์พลุ่งพล่านจนเส้นเืในสมองแตกล่ะ”
เซียวหลิงอวิ๋นกล่าวจบก็หมุนตัวจากไปทิ้งให้เซียวเย่ว์หยากับซ่างกวนหลิวเจ็บใจแทบกระอักเื ซ่างกวนหลิวถึงกับกำมือแน่นเล็บจิกเข้าเนื้อจนเืไหลซึม
เซียวเย่ว์หยากระชากแขนเสื้อซ่างกวนหลิวพลางโวยวายอย่างร้อนรน
“ท่านแม่! ท่านจะยอมตามใจนางสารเลวนั่นได้อย่างไร!ลูกไม่อยากให้มันได้ใช้ของเหมือนกับลูก มันก็แค่มารหัวขน มันไม่คู่ควร!มันยังสาปแช่งท่านแม่อีกต่างหาก!”
ซ่างกวนหลิวฝืนระงับอารมณ์พยายามปลอบใจบุตรสาวด้วยน้ำเสียงสงบ
ซ่างกวนหลิวกล่าวปลอบเสียงเรียบ
“เย่ว์หยา อย่าโวยวายไปนัก ่นี้อย่าเพิ่งไปหาเื่เซียวหลิงอวิ๋นอีกเ้าลืมคำพูดขององค์ชายสามแล้วหรืออีกไม่นานนางจะถูกพระราชทานสมรสกับองค์ชายเก้าแล้วสวะอย่างนาง...ไม่ถึงครึ่งเดือนก็คงถูกชะตาของเขาข่มจนตายแน่นอนแม่ขอบอกเป็ครั้งสุดท้าย ่นี้อดทนไว้ก่อน รอจนเ้าตบแต่งกับองค์ชายสามแล้วนางก็จะไม่มีข้ออ้างหรือหลักฐานใดมาเล่นงานเราได้อีก ถึงตอนนั้น ต่อให้นางไม่ตายแม่ก็มีวิธีเล่นงานนางอยู่ดี”
ได้ยินเช่นนั้นเซียวเย่ว์หยาก็ยอมกล้ำกลืนเก็บความแค้นในใจไว้ครั้นนึกถึงองค์ชายสามก็หน้าแดงขึ้นมาทันทีก่อนจะโน้มตัวอิงซบซ่างกวนหลิวทำท่าทางออดอ้อนอย่างน่าสงสาร
ซ่างกวนหลิวยังครุ่นคิดถึงถ้อยคำสุดท้ายของเซียวหลิงอวิ๋นอย่างไม่สบายใจแม้จะพยายามปัดให้เป็แค่คำขู่ แต่ก็อดรู้สึกกังวลไม่ได้โชคดีที่พรุ่งนี้จะมีปรมาจารย์สื่อิญญามาเยือนแคว้นฮั่วหลีนางจะไปขอให้ทำนายดวงชะตาและทำพิธีเสริมดวงให้สบายใจเสียหน่อย
ด้านเซียวหลิงอวิ๋นหลังกลับมาถึงเรือนเก่าทรุดโทรมของตนก็เริ่มนั่งสมาธิฝึกพลังแม้ร่างกายนี้จะเต็มไปด้วยาแและอ่อนแออย่างมากแต่การฝึกพลังยังพอช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายได้บ้าง
ขณะเดียวกันในตรอกแคบฝั่งตะวันตกของเมืองหลวงแคว้นฮั่วหลีมีเรือนเล็กทรุดโทรมหลังหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางความแร้นแค้นแต่กลับอบอวลด้วยบรรยากาศอบอุ่น
ภายในห้องสลัวที่มีเพียงแสงเทียนสลัวบนโต๊ะอาหารมีเพียงกับข้าวราคาถูกวางเรียงอยู่สามจานแต่สามชีวิตที่นั่งล้อมวงอยู่กลับรับประทานด้วยความสุขใจ
เด็กหนุ่มสองคนในนั้นคือเซียวหลิงเฟิงกับเซียวหลิงเย่อีกคนคือหญิงวัยกลางคนผู้มีใบหน้าเหลืองซูบแต่ยังคงเค้าความงามในอดีตนางคือมารดาของเด็กหนุ่มทั้งสอง...หลิ่วซื่อ
ใบหน้าของนางเปี่ยมด้วยความเมตตาเอ่ยปากโน้มน้าวบุตรชายทั้งสองให้กินเยอะๆ
“ท่านแม่ พี่สาวต้องยังห่วงพวกเราแน่เลย วันนี้พี่เขายังให้เงินเราตั้งแปดเหรียญถ้าไม่ใช่เพราะนาง พรุ่งนี้ท่านแม่ก็คงไม่มีเงินซื้อยาแล้ว”
หลิ่วซื่อได้ยินแล้วก็ยิ้มอย่างปลาบปลื้มน้ำเสียงอ่อนโยน
“แน่นอนว่านางย่อมห่วงพวกเ้า ตอนเ้าลืมตาดูโลก พี่สาวเ้าดีใจนักอุ้มเ้าแทบไม่วางมือ ขนมที่นางชอบก็เอาให้เ้าหมด”
เซียวหลิงเย่ฟังแล้วหน้าบานส่วนเซียวหลิงเฟิงกลับพูดเสียงเ็า
“ห้ามรับเงินจากนางอีก แปดเหรียญนั่น ข้าจะรีบหาทางคืนให้เร็วที่สุดพรุ่งนี้ข้าจะออกไปล่าอสูรนอกเมือง ส่วนเ้าก็ไปที่ตลาด ดูว่าขายหนังอสูรได้ไหม”
หลิ่วซื่อเห็นสีหน้าเซียวหลิงเฟิงไม่ค่อยดีก็ถอนหายใจพลางเอ่ยปลอบว่า
“เฟิงเอ๋อร์...นางเป็น้องสาวของเ้านะ เ้ายังโกรธ...แค่ก แค่กๆ...ยังโกรธนางอยู่หรือ...แค่ก...”
หลิ่วซื่อไอหนักเสียงของนางสั่นเครือด้วยความเ็ปลึกถึงขั้วหัวใจ
“ท่านแม่! ท่านแม่ไม่เป็อะไรใช่ไหม!”เซียวหลิงเฟิงกับเซียวหลิงเย่ใจนหน้าเปลี่ยนสี รีบเข้าประคองตัวนาง
ใบหน้าหลิ่วซื่อซีดลงยิ่งกว่าเก่านางพยายามส่ายหน้าเบาๆ “ไม่...ไม่ต้องห่วง แค่ก...แค่ก...” แต่ไม่ทันขาดคำเืก้อนใหญ่ก็พุ่งออกจากปาก กระเซ็นลงบนพื้นดินในบ้านอย่างน่าใร่างของนางโงนเงนจะล้มลง
สองพี่น้องรีบประคองนางไว้ด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเซียวหลิงเฟิงรีบสั่งน้องชาย
“เ้าดูแลท่านแม่ไว้ ข้าจะไปตามหมอ”
เซียวหลิงเย่รีบพยักหน้าทั้งน้ำตาคลอเบ้าแต่หลิ่วซื่อกลับยื่นมือคว้าแขนเสื้อเซียวหลิงเฟิงไว้แน่น
“เฟิง...เฟิงเอ๋อร์ ไม่ต้อง...แม่ไม่เป็ไร ไม่ต้องเสียเงินอีก...”
พอเอ่ยถึงเงินเซียวหลิงเฟิงก็ชะงัก ั์ตาสะท้อนความเ็ปอยู่ภายในเขารู้ดีว่ามารดาหมายถึงอะไร
เมื่อไม่มีเงินก็ไม่มีหมอคนไหนอยากมารักษาให้
เขารู้สึกสิ้นหวังและอับจนหนทางกัดฟันแน่นก่อนจะนั่งลงข้างๆ เพียรถามมารดาว่าปวดตรงไหนแล้วช่วยเซียวหลิงเย่ดูแลนางตลอดทั้งคืน
รุ่งเช้าพอแสงแรกปรากฏเซียวหลิงเฟิงก็หยิบอุปกรณ์แล้วรีบออกนอกเมืองไปล่าอสูรส่วนเซียวหลิงเย่หลังจากป้อนยาและคอยดูจนหลิ่วซื่อหลับสนิทก็รีบหยิบหนังอสูรไม่กี่ผืนที่มีมูลค่ารวมไม่เกินสิบเหรียญไปตั้งแผงขายในตลาดทันที
ทางด้านเซียวหลิงอวิ๋นหลังกินอาหารเช้าที่คุณภาพและปริมาณดีกว่าเมื่อก่อนเสร็จนางก็นำแจกันโบราณที่สุ่มหยิบติดมือออกมาจากจวนเจิ้นกั๋วโหวไปขายแลกเป็เงินไม่กี่เหรียญแล้วนำไปซื้อหน้ากากเด็กยิ้ม พับโต๊ะพับเก้าอี้ และป้ายผ้าผืนหนึ่ง
เดิมทีนางไม่คิดจะไปตั้งแผงในเขตที่กลุ่มผู้สื่อิญญาฝึกหัดชอบรวมตัวกันแต่กลับถูกพ่อค้าแผงใกล้เคียงไล่ออกไป ไม่ให้ตั้งแผงใกล้ๆพวกตนเพราะรังเกียจที่นางดูเหมือนพวกใช้กลอุบายหลอกลวงผู้คน
เซียวหลิงอวิ๋นจึงไม่มีทางเลือกต้องมุ่งหน้าไปยังเขตตั้งแผงของกลุ่มผู้สื่อิญญาฝึกหัดที่อยู่ในบริเวณห่างไกลทว่าระหว่างทางบังเอิญเจอเซียวหลิงเย่ที่กำลังอุ้มหนังอสูรด้วยสีหน้าหม่นหมองเข้าพอดี
นางเรียกให้เขาหยุดและสอบถามจึงได้ความว่าเขาตั้งใจจะเอาหนังอสูรไปขาย แต่ถูกผู้ดูแลเย่ปฏิเสธไม่ให้ตั้งแผงเซียวหลิงอวิ๋นจึงตัดสินใจพาเขาไปยังเขตตั้งแผงของเหล่าผู้สื่อิญญาฝึกหัดด้วยกัน
เซียวหลิงเย่ดีใจมากที่ได้เจอเซียวหลิงอวิ๋นแต่เมื่อรู้ว่านางตั้งใจจะดูโหงวเฮ้งและทำนายดวง กลับมองนางด้วยความใเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยเตือนอย่างระมัดระวัง
“พี่สาว ในจวนเจิ้นกั๋วโหวท่านไม่ขาดแคลนสิ่งใดไม่จำเป็ต้องทำตัวเป็ผู้สื่อิญญาฝึกหัดหรอก หากเหงาท่านก็มาหาท่านแม่ให้สอนปักผ้าดีกว่าไหม...”
ผู้สื่อิญญาฝึกหัดเป็อาชีพที่มักถูกเหยียดหยามเพราะมีหลายกรณีที่ผู้ฝึกหัดเหล่านี้หลอกลวงชาวบ้านจนถึงขั้นมีคนเสียชีวิต
เซียวหลิงเย่ไม่อยากให้พี่สาวของตนต้องถูกรังเกียจหรือต่อว่า
แต่เซียวหลิงอวิ๋นไม่สนใจคำเตือนนางสวมหน้ากากเด็กยิ้มอย่างรื่นเริงแล้วลากเซียวหลิงเย่ไปยังพื้นที่ตั้งแผงโดยไม่สนใจใคร
เมื่อเซียวหลิงอวิ๋นเริ่มหยิบอุปกรณ์ออกมาเหล่าผู้สื่อิญญาฝึกหัดที่อยู่แถวนั้นต่างมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นแต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ลึกลับ พวกเขาทำแค่ชำเลืองตามองอย่างเงียบๆ
กลับกลายเป็เซียวหลิงเย่ที่รู้สึกอึดอัดจากสายตาคลุมเครือเ่าั้อย่างมากแต่ก็ถูกเซียวหลิงอวิ๋นกดให้นั่งลงบนเก้าอี้
เขามองพี่สาวที่จัดแผงได้อย่างคล่องแคล่ววางหนังอสูรไว้ตรงหน้าเขาอย่างเป็ระเบียบ ทว่าเมื่อเห็นป้ายผ้าบนโต๊ะที่เขียนว่า ‘ผู้สื่อิญญาของแท้’ ก็หน้าแดงด้วยความกระดากใจรีบกระซิบให้นางเก็บป้ายลง
ทว่าเซียวหลิงอวิ๋นทำเป็ไม่สนใจนั่งอย่างสบายใจรอให้ลูกค้าเดินเข้ามา