บทที่ 7 ศัตรูทางแคบ
ปกติของบ่าว-สาวที่แต่งงานใหม่จะต้องอยู่แต่ในจวนหรือไม่ก็อยู่ในเรือนนอนหรือตระเวนยกน้ำชาให้ผู้ใหญ่ แต่ไม่ใช่คู่ที่เพิ่งแต่งงานอย่างคุณชายลู่และบุตรสาวอนุอย่างอ้ายเหริน
จากสายตาคนภายนอก ทั้งสองเป็เหมือนคนที่หาเช้ากินค่ำเมื่อคิดได้อดที่หัวเราะเย้ยหยัน กระทั่งต้องยกมือปิดปากกลั้นความขบขันเอาไว้ ‘คุณชายตกอับกับบุตรสาวอนุ ดูแล้วช่างสมกันดีแท้’ อ้ายเหรินจูงสามีเดินไปตามท้องถนนมาเรื่อยๆกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หอหลิวหลี
ณ หอหลิวหลี
คู่สามีภรรยาที่แต่งงานใหม่ได้มาหยุดยืนอยู่ที่หน้าหอนางโลมชั้นนำของเมืองหลวงลู่หลงอี้มองภรรยาสลับกับมองหอนางโลม ‘หวังว่านางจะไม่พาเขามายกน้ำชาให้กับแม่เล้าที่หอหลิวหลีหรอกกระมัง’เพียงแค่คิด สีหน้าหน้าของหลงอี้เริ่มย่ำแย่
“ท่านพี่เข้าไปกันเถิด”
“เข้าไปข้างใน”
ชายหนุ่มชี้นิ้วมาที่ตนเองก่อนที่จะชี้นิ้วไปทางหอนางโลม อ้ายเหรินไม่รีรอนางเดินจูงมือเขาผ่านสายตาสตรีนับสิบกำลังจ้องมาที่เขาราวกับว่าบุรุษตรงหน้าคือเนื้อชั้นดี
ทางด้านเถ้าแก่เนี้ยที่นั่งเอนกายอย่างเกียจคร้านทอดสายตาลงมาชั้นล่างด้วยความเบื่อหน่ายในมือยังมีจอกสุราสายตาชมการร่ายรำของสาวงามที่อยู่ในอาณัติของตนทว่าสายตาเฉียบคมของนางกลับมองเห็นบุรุษรูปงาม ถูกลากจูงเข้ามาในหอนางโลม
เถ้าแก่เนี้ยยกมือทาบอกเมื่อเห็นคู่ค้าลากบุรุษจูงบุรุษผู้นั้นแล้วมายืนยิ้มต่อหน้าของนาคิ้วหงส์ยกขึ้นบอกเถ้าแก่ร้านหลิวหลีเป็นัยว่าเขาคือสามีของนาง
“คารวะเถ้าแก่เนี้ยเ้าค่ะ”
“อาเหรินอย่าบอกข้านะว่าคุณชายท่านนี้คือคุณชายลู่ที่คนทั่วเมืองหลวงต่างกล่าวถึง”
เถ้าแก่เนี้ยปิงฉางร้องขึ้นเสียงดัง ขณะเดียวกันอ้ายเหรินก็พยักหน้ารับส่วนชายหนุ่มได้แต่ประสานมือคารวะเถ้าแก่เนี้ยตามหญิงสาว บรรดาหญิงคณิกาทั้งหลายที่ได้ยินเสียงเถ้าแก่เนี้ยในคราแรก ต่างชะโงกหน้ามองเขาบ้างก็ปรี่ลงมารายล้อมราวกับดาวล้อมเดือน บ้างซุบซิบบ้างส่งสายตาเชิญชวนอย่างเปิดเผย
“นี่คือสามีของข้าเ้าค่ะ คุณชายลู่หลงอี้”
“คารวะคุณชาย”
เถ้าแก่เนี้ยปิงฉางย่อตัวคารวะชายหนุ่มเช่นเดียวกัน สีหน้ายินดีเมื่อครู่หายไป เมื่อเห็นกลุ่มสตรีใต้อาณัติของนางได้เข้ามาโอบล้อมเขาเอาไว้แต่ทว่าลู่หลงอี้ยังอยู่ในความสงบนิ่ง เถ้าแก่เนี้ยปิงฉางเห็นคนของตนที่เสียมารยาทจึงตวาดขึ้นเสียงดัง
“พวกเ้านี้ ไม่มีอะไรทำกันหรืออย่างไรหากไม่มีอะไรทำก็ไปหาเครื่องประทินโฉมมาบำรุงหน้าของตนเองเสีย ดูสิ! แม้แต่มือของคุณชายยังงดงามกว่าใบหน้าของพวกเ้า!”
‘เป็จริงดังคำกล่าวของเถ้าแก่เนี้ยปิงฉาง สามีนางหล่อเหลาสุภาพมีใครบ้างที่ไม่อยากเข้าใกล้’ ส่วนเถ้าแก่เนี้ยได้แต่ถอนใจมองไปทางคุณชายลู่ที่กะพริบตาปริบๆก่อนที่จะเชิญทั้งสองเข้าไปสนทนากันในห้องรับรองแขกของหอหลิวหลี
อ้ายเหรินรินชาให้เถ้าแก่เนี้ยดื่มจนหมดจอก ขณะเดียวกันชายหนุ่มเองก็รีบรินให้อีกครั้งทำให้เถ้าแก่เนี้ยปิงฉางมีอาการเก้อเขินเล็กน้อย
“คุณชายลู่ไม่เป็ไรเ้าค่ะผู้น้อยเป็ผู้ต่ำต้อยไม่คู่ควรที่ท่านจะรินชาให้”
“อาเหรินพาข้ามาที่หอหลิวหลีแน่นอนว่าจะต้องมาพบคนพิเศษและคนสำคัญที่นางอยากให้ข้ารู้จักจะเรียกว่าต่ำต้อยได้อย่างไร”
กล่าวกันว่าสกุลลู่เป็ผู้ดีไม่ดูถูกเหยียดหยามผู้อื่นแม้กระทั่งหญิงชั้นต่ำเห็นจะเป็จริง ตระกูลลู่ช่างสั่งสอนบุตรหลานได้ดีเสียจริงแม้จะตกยากแต่ก็ยังเคร่งครัดในคำสอนเถ้าแก่ปิงฉางที่ััได้ถึงความจริงใจของชายหนุ่มที่ปฏิบัติต่อนางจึงหันไปทางอ้ายเหรินแล้วกล่าวสั่งสอน
“เ้านี้อย่างไรกัน พาคุณชายลู่มาที่แบบนี้ได้อย่างไร”
“ที่พาเขามาด้วย ก็เพราะอยากให้ท่านรู้จักสามีข้าหากเขาไปข้องแวะกับสตรีนางใด ท่านจะได้เป็หูเป็ตาให้ข้าอย่างไรเล่าเ้าคะ”นางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“คุณชายลู่อย่าถือสานางเลยนะเ้าคะ อาเหรินก็เป็เช่นนี้นางหมักสุรามาขายให้กับหอหลิวหลี ั้แ่อายุหกขวบ นางเข้าออกที่นี่จนคุ้นเคย”
“คุณชายลู่ เถ้าแก่เนี้ยปิงฉางเปรียบเหมือนญาติของข้าเ้าค่ะนางเป็คนหูตากว้างไกลรู้จักคนไปทั่ว แน่นอนว่าร้านสุราของเราที่กำลังจะเปิดนางจะเป็ลูกค้ารายใหญ่ตลอดจนหาลูกค้ารายย่อยให้กับเราด้วย”
อ้ายเหรินยิ้มตาหยี ส่วนชายหนุ่มพยักหน้าถี่ๆ แต่อีกใจกลับคิดว่า ‘นางช่างเข้าหาคนได้ถูกจริงๆ’ส่วนเถ้าแก่ปิงฉางหัวเราะร่าก่อนที่จะกล่าวแนะนำคู่สามีภรรยาที่กำลังคิดทำการค้าหลายประโยค
นับว่าไม่ง่ายเลยที่จะทำการค้าด้วยทุนรอนอันน้อยนิด แต่ใช่ว่าจะทำไม่ได้
เวลาทั้งหมดทุ่มไปกับการเดินเข้าออกร้านค้าหลายแห่งแม้แต่เถ้าแก่ที่ดูแลภัตตาคารเลื่องชื่อ ยังออกมาพูดคุยด้วยตนเองดูแล้วภรรยาของเขาคงสร้างความสัมพันธ์กับคนพวกนี้นานหลายปีมิเช่นนั้นคงถูกหมางเมินเป็แน่
ขณะที่เวลาใกล้บ่ายคล้อย ผู้คนที่เดินบนถนนเริ่มบางตา แต่ทว่าหอหลิวหลียังคงคับคั่งไปด้วยชายหนุ่ม-หญิงสาวที่เดินเข้าออกกันเป็ว่าเล่นลู่หลงอี้รั้งนางหยุดเดินก่อนที่จะควานหาผ้าเช็ดหน้ามาซับหน้าให้นางแล้วหันมาซับให้ตนเองต่อ
“อ้ายเหรินเรานั่งพักที่ร้านบะหมี่นั้นก่อนเถิด”
“เ้าค่ะ”
ชายหนุ่ม-หญิงสาวนั่งตรงกันข้ามพร้อมกับสั่งบะหมี่มาคนละชามเนื้อตุ๋นถูกส่งให้กับหญิงสาว อดไม่ได้ที่นางจะนึกถึงมารดาทุกครั้งที่มากินบะหมี่ที่ตรอกในละแวกนี้ มารดามักจะคีบเนื้อให้นางตลอดเมื่อเห็นใบหน้าเศร้าหมองหลงอี้พลันยกยิ้มขึ้น
“มีสิ่งใดหรือ”
“ข้าคิดถึงท่านแม่ หากยามนี้ข้าอยู่กับนางพวกเราคงต้องนั่งกินมื้อค่ำกันพร้อมหน้า”
“ตระกูลลู่ไม่ได้ใจจืดใจดำที่จะไม่ยอมให้เ้ากลับบ้านเพื่อเยี่ยมมารดาหรอก หากเ้าจะไปก็ขอให้บอกท่านแม่สักเล็กน้อยก็พอ”
นางพยักหน้ายิ้มตาหยี ‘คุณชายลู่ช่างเป็คนจิตใจดีนัก’อ้ายเหรินได้แต่คิด ก่อนที่นั่งกินบะหมี่ด้วยความสำราญส่วนอ้ายฉีที่ออกมาเดินเที่ยวเล่นเพื่อผ่อนคลายจากหลายวันนางทนอุดอู้แต่อยู่ในเรือน
บ่าวคนสนิทนามว่าอาเฉียว ที่มองเห็นสามี-ภรรยาที่เพิ่งแต่งงานนั่งกินบะหมี่ข้างถนนนางรีบกระตุกชายอาภรณ์ สะกิดให้คุณหนูได้ทอดมองคนทั้งสอง
“คุณหนู..นั้นคุณหนูใหญ่กับท่านเขยนิเ้าคะ”
อ้ายฉีย่นหัวคิ้วเล็กน้อย เมื่อสาวใช้ชี้มือไปทางคนทั้งสองการแต่งงานครั้งนี้ดูเหมือนว่าสองคนนั้นจะเข้ากันได้ดีทีเดียวแต่สำหรับอ้ายฉีมีหรือจะยินดีให้พี่สาวมีชีวิตที่ผาสุกในชีวิตสมรสหญิงสาวกำมือแน่นก่อนที่จะปรับอารมณ์เป็แจ่มใส
“อย่างไรก็เป็ครอบครัวเดียวกันเช่นนั้นก็ไปทักทายพวกเขาสักเล็กน้อยจะเป็ไรไป”
“เ้าค่ะ”
อ้ายฉีและอาเฉียวบ่าวคนสนิทเดินเข้าไปทักทาย พร้อมกับโปรยยิ้มให้กับคนทั้งสองสำหรับอ้ายเหรินการเจอน้องสาวนับว่าเจอศัตรูบนทางแคบโดยแท้หญิงสาวเหลือบมองไปทางสามีที่มีสีหน้าเรียบเฉยนางอดคิดในใจไม่ได้ว่าเขายังอาวรณ์ต่ออ้ายฉีอยู่
“พี่ใหญ่-พี่เขย ช่างบังเอิญนัก”
“น้องรอง นั่งด้วยกันสิ”ขณะที่อ้ายฉีกำลังจะเข้านั่งทว่าคำพูดทิ่มแทงของพี่สาวกลับทำให้นางแทบข่มอารมณ์ไม่อยู่ “ดูแล้วสีหน้าเ้าดีขึ้นไม่น้อยไม่เหมือนคนที่กำลังจะตายอย่างวันวานเลย”
เสียงกัดฟันกรอด ก่อนที่จะนั่งลงอย่างไม่คิดจะถือสาพี่สาว
“ข้าดีขึ้นมากแล้วเ้าค่ะ วันนี้จึงได้ออกมาเที่ยวเล่น”
อ้ายฉีหันมาสบตาของหลงอี้ ราวกับอาวรณ์เขาหนักหนาทั้งนี้เป้าหมายของนางคือการป่วนชีวิตคู่สมรสใหม่ ให้มีรอยร้าวอยู่ไม่เป็สุข
“คุณหนูรองเสิ่นที่ตลาดแห่งนี้ คนพลุ่งพล่านเยอะ เ้าควรระวังตัวเดี๋ยวจะป่วยไข้อีก”
“พี่หลงอี้ ข้ายังจำได้ ตอนที่เราทั้งคู่ยังเยาว์ ท่านปกป้องข้ามาตลอดแม้ว่าตอนนี้สถานะเราสองคนจะเปลี่ยนไป แต่ข้ายังเคารพท่านไม่เปลี่ยนแปลง”
หญิงสาวหลุบตาต่ำลงพร้อมยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับที่หางตาราวกับว่าผ่าน่เวลาดีๆมาเมื่อวานส่วนอ้ายเหรินยังคงเบ้ปากกล่าวกันว่าน้ำตาสาวงามมักทำให้บุรุษใจอ่อนเห็นทีจะเป็เื่จริง
ส่วนหลงอี้มองน้องสาวภรรยาด้วยความเฉยชาเพราะรู้ดีว่าควรให้ความสำคัญกับผู้ใดก่อน-หลังในสายตาเขาอ้ายฉีไม่มีความสำคัญขนาดนั้นชายหนุ่มหันมากล่าวภรรยา
“อ้ายเหรินเ้าสนทนากับน้องสาวของเ้าเถิดเดี๋ยวข้าจะไปดูประกาศของทางการสักหน่อย”
“ประกาศของทางการ? เมื่อครู่ข้าเพิ่งผ่านมาเห็นว่ามีการประกาศสอบเป็ขุนนางตำแหน่งเ้ากรมโยธาเนื่องจากเ้ากรมโยธาคนเก่าถึงแก่กรรมไป จะว่าไปการสืบทอดตำแหน่งช่างต่างจากอดีตที่ตำแหน่งขุนนาง จะสืบทอดกันในครอบครัวรุ่นต่อรุ่น”
หลงอี้ยิ้มเล็กน้อย ก่อนที่จะลุกขึ้นไปโดยไม่สนใจน้องสาวภรรยาส่วนอ้ายเหรินที่ไม่พอใจอ้ายฉีได้แต่ส่งสายตาข่มขู่
“ออกมาเดินเที่ยวเล่นไม่กี่ชั่วยามเ้ากลับรอบรู้ถึงเพียงนี้ สมกับเป็บุตรสาวเ้ากรมพิธีการเสิ่นนั่วจริงๆ”
นางไม่รอให้อีกฝ่ายโต้กลับ ร่างบางลุกขึ้นพรวดไปจ่ายเงินก่อนที่จะเดินตามสามีไปเพื่อดูประกาศทิ้งให้อ้ายฉีนั่งเจ็บใจอยู่ที่ร้านบะหมี่กับสาวใช้
“คุณหนูอย่าโมโหเดี๋ยวจะเสียสุขภาพเอาได้”อาเฉียวได้แต่ปลอบใจ