ขณะเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นเธอก็อดคิดไม่ได้ว่าทั้งพ่อและแม่จะมีความเห็นเกี่ยวกับตัวเขาอย่างไร ตอนที่เธอเดินเข้าไปนั้น บุคคลทั้งสองกำลังนั่งดูข่าวโทรทัศน์อยู่ด้วยกัน พ่อกับแม่เป็คนที่ใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาสามัญที่มีความสุขกับความเป็ไปของโลกในยุคปัจจุบันและเป็บุคคลที่เธอรักมากที่สุดในชีวิต แต่ขณะเดียวกันเธอก็รู้ว่านิคมีความไม่ธรรมดาอยู่ในตัว เขาเป็บุคคลที่เปี่ยมด้วยพลังและเสน่ห์ที่สามารถจับใจใครก็ตามไว้ได้โดยง่าย
“ผู้หญิงหรือผู้ชายล่ะลูก...?” แม่หันมาถามทันทีที่เธอทรุดตัวลงนั่งเคียงข้างบนโซฟา
พ่อหันมามอง แววรักใคร่ฉายแสงอยู่ในดวงตา
“เฮลโล...ลูกรัก...”
“สวัสดีค่ะพ่อ” เธอตอบเสียงเบา เพราะเป็มารยาทที่จะไม่พูดอะไรออกมาดัง ๆ จนกว่ารายการข่าวและพยากรณ์อากาศจะจบ “เป็ผู้หญิงค่ะแม่... หนูไม่เคยคิดมาก่อนเลยนะคะว่าเด็กแรกเกิดจะตัวเล็กกระจิริดขนาดนั้น” เธอยอมรับว่ารู้สึกตื่นใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นภาพทารกเพศหญิงที่มีความสมบูรณ์แบบเช่นนั้น
“เมื่อตอนที่ลูกเกิดลูกก็สวยมากจ้ะ” มารดาตอบด้วยน้ำเสียงราวเคลิ้มฝัน “ที่จริงแล้วลูกน่ะคลอดก่อนกำหนดเสียด้วยซ้ำ น้ำหนักตัวแค่ห้าปอนด์ครึ่งเท่านั้น แต่นั่นแหละ...เด็กที่เกิดก่อนกำหนดมักจะสวยน่ารักทุกคน...อ้าว... ยิ้มทำไมล่ะนั่น ราเชล...?”
“อ๋อ...” อารมณ์ขันของเธอเพิ่มขึ้น “หนูกำลังคิดถึงปฏิกิริยาของคนที่เป็ลุงเด็กคนนั้นตอนที่เขาเห็นแกเป็ครั้งแรกน่ะคะแม่ เนื้อตัวหน้าตาแกยับย่นออกอย่างนั้น แต่แม่ของแกก็ยังยืนยันว่าแกสวยน่ารักอยู่นั่นเอง...” เธอรู้ว่าตอนนั้นนิคต้องข่มใจไว้อย่างมากที่จะไม่แสดงอะไรที่บ่งบอกว่าเขาไม่ได้เห็นด้วยกับคำพูดของน้องสาวแม้แต่น้อยออกมา นอกจากกะพริบตาถี่ๆ เท่านั้น
“ลุงของเด็กคนนั้น..เขาไปด้วยหรือลูก?” ผู้เป็มารดาถามทันที
“ค่ะ คือตอนนี้สามีของมิสซิสเล็นนอกซ์เขายังไม่กลับจากไปทำธุระ เพราะฉะนั้นหนู...เอ๊ะ... พ่อคะ... นั่นอะไรน่ะ?” เธอถามเสียงเข้มอย่างไม่รู้ตัว มันมีอะไรบางอย่างในภาพข่าวโทรทัศน์ที่เรียกความสนใจของเธออย่างยิ่ง
“หือ...?”
“นั่นเป็รายงานข่าวเื่อะไรคะ?” เธอถามซ้ำอีกครั้ง
“อ้าว... ก็ข่าวเทนนิสไงล่ะ...” หางเสียงของบิดาบอกความรำคาญ เพราะเพียงแค่เห็นภาพเธอก็น่าจะรู้โดยเฉพาะเมื่อผู้ชายสองคนกำลังแข่งขันกันอย่างเอาเป็เอาตายเช่นนั้น
“เทนนิสอะไรคะ?” ราเชลยังถามต่อ เพราะมันมีอะไรบางอย่างที่ดึงดูดทั้งสายตาและความสนใจของเธอไว้อย่างไม่อาจเคลื่อนไปไหนได้
“ก็วิมเบิลดันน่ะสิลูก” แม่ช่วยตอบแทน “วันนี้แข่งรอบควอเตอร์-ไฟนัลแล้ว”
และผู้ชายที่กำลังต่อสู้สุดกำลังอยู่ในขณะนี้จะเป็ใครไปไม่ได้นอกเสียจากนิค...พี่ชายของเคย์นั่นเอง...!
เมื่อมาถึงตอนนี้ เธอไม่สงสัยอีกต่อไปแล้ว ว่าทำไมเขาจึงดูคุ้นตานัก เธอเคยดูเขาแข่งมาครั้งหนึ่งเมื่อตอนต้นสัปดาห์นี้เอง ทั้งยังตั้งหน้าตั้งตาเชียร์เขาสุดฤทธิ์ด้วย
และเขาก็คือนิโคลัส เซ้นท์ แคลร์ นักเทนนิสผู้มีชื่อเสียงก้องโลก ได้ชัยชนะในทัวร์นาเม้นท์ต่างๆ มานับครั้งไม่ถ้วนตลอดการแข่งขันในสิบสองปีหลังนี้ จากการที่เขาเป็นักเทนนิสมืออาชีพมาั้แ่อายุสิบแปด และคอร์ทที่เขากล่าวถึงเมื่อค่ำวันนี้ก็ไม่ใช่คอร์ทหรือศาลกฎหมายอย่างที่เธอเข้าใจ แต่เป็คอร์ทเทนนิสนั่นเอง คอร์ทเทนนิสที่เขากำลังเข้าแข่งวิมเบิลดันแชมเปี้ยนชิพอยู่...!
เธอไม่อยากเชื่อเลยว่า บัดนี้ เธอตกปากรับคำที่จะออกไปรับประทานอาหารค่ำกับนักเทนนิสผู้มีชื่อเสียงลือเลื่องแล้ว...จริงอยู่ ตอนที่เธอรับปากเขานั้นเธอไม่เคยรู้เลยว่าเขาเป็ใคร แต่ตอนนี้เธอรู้แล้ว...! เขาเป็หนึ่งในจำนวนนักเทนนิสที่กำลังเป็ดาวเด่นในรอบสิบห้าปีของอเมริกาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็ที่กล่าวขวัญว่าเขาเป็นักเทนนิสวัยสามสิบที่ถนัดในการตีด้วยมือซ้าย และกำลังได้รับการจับคู่ให้ต่อสู้กับร็อด เลเวอร์ นักเทนนิสฝีมือเยี่ยมของออสเตรเลียแม้จะเป็ที่รู้กันอยู่ว่าทั้งบียอร์น บอร์ก และจอห์น แม็คเอ็นโรว์ คอร์ทแห่งวิมเบิลดันมาตลอด 5-6 ปีหลังนี้ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ สำหรับปีนี้ นิโคลัส เซ้นท์ แคลร์ มาดมั่นว่าเขาจะเป็ผู้ได้รับชัยชนะ
เท่าที่ดูจากการเล่นของเขาจากข่าวโทรทัศน์ในวันนี้มันมีความเป็ไปได้ว่าเขาน่าจะทำได้ ในชุดกีฬาที่ประกอบด้วยกางเกงขาสั้นสีขาว เสื้อที-เชิ้ตแขนสั้น ทำให้เขาดูหล่อกว่าที่เธอเห็นหลายเท่า ปอยผมสีทองปรกอยู่บนหน้าผากชื้นเหงื่อ ดวงตาคู่สีฟ้าเหล็กแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะต้องชนะคู่ต่อสู้ของตนให้ได้
“แล้วเขาชนะหรือเปล่าคะพ่อ?” ราเชลกลั้นใจถาม
“พ่อไม่รู้หรอกนะว่าเขาที่ลูกถามน่ะหมายถึงใคร” พ่อตอบ “แต่นัดนี้นิโคลัส เซ้นท์ แคลร์เอาชนะได้อย่างง่ายดายเลยเชียวละ”
แน่ละที่เขาต้องชนะมา ไม่อย่างนั้นคงไม่อารมณ์ดีอย่างที่เห็นหรอก แต่ถ้าจะว่าไปแล้ว เธอรับนัดกินอาหารค่ำกับผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งชื่อนิค ไม่ใช่นิโคลัส เซ้นท์ แคลร์สักหน่อยเพราะเธอคงไม่สามารถออกเดตกับผู้ชายที่มีชื่อเสียงโด่งดังขนาดนั้นได้แน่ แต่เธอก็ยังมองไม่เห็นเหตุผลอยู่นั่นเองว่าเพราะเหตุใดเขาถึงมาชวนเธอ
“วันนี้แดนนี่โทรมาหาแน่ะ” แม่เอ่ยขัดจังหวะความคิดที่น่าตระหนกขึ้นมากลางคัน
“หรือคะ...?” ราเชลขมวดคิ้วย่น ไม่อยากเชื่อเลยว่า่ไม่กี่ชั่วโมงหลังนี้เธอจะลืมแดนนี่เสียสนิท...!
“รู้สึกว่าเขาแปลกใจมากนะ...ที่รู้ว่าลูกยังอยู่ที่โรงพยาบาล”
“เขาแปลกใจั้แ่ตอนหนูไปแล้วละค่ะ” ราเชลอดขุ่นใจไม่ได้เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้น “ถ้าหนูทำตามที่เขาพูดละก็ รับรองว่ามิสซิสเล็นนอกซ์คงต้องถูกทิ้งให้หาทางช่วยตัวเองต่อไปแน่”
“ตายจริง...” แม่ของเธอร้องอย่างไม่สบายใจ “นี่แสดงว่าลูกกับเขาทะเลาะกันงั้นหรือ?”
“ก็ไม่เชิงหรอกนะคะ” ราเชลตอบอ้อมแอ้ม ขณะนี้ใจเธอกำลังกังวลอยู่ว่า จะติดต่อกับนิค เซ้นท์ แคลร์ได้อย่างไร เธอ้าจะบอกกับเขาว่า...ไม่ว่าจะเป็พรุ่งนี้หรือวันไหน ๆ เธอก็ไม่สามารถรับคำเชิญไปไหนมาไหนกับเขาได้ทั้งนั้น
จริงๆ แล้วเธอสามารถโทรศัพท์ไปหาเขาได้ เพราะเขาให้เบอร์ไว้แล้ว แต่เธออยากจะพูดใส่เครื่องรับโทรศัพท์ไว้มากกว่า ไม่อยากพูดโดยตรงกับเขาเลย...
“มันไม่เชิงแบบไหนล่ะราเชล...?” เสียงแม่ถามอย่างห่วงใย “แม่ยังคิดว่าลูกชอบเขาเสียอีก”
“หนูก็...เอ้อ... ก็ยังชอบอยู่ค่ะ แต่เขาไม่พยายามเข้าใจสภาพที่มิสซิสเล็นนอกซ์กำลังเป็อยู่…” ดูเหมือนวิธีเดียวที่จะทำได้ คือฝากให้น้องสาวช่วยบอกเขาแทน
“อ๋อ... พวกผู้ชายน่ะไม่มีวันเข้าใจเื่อย่างนี้หรอกลูก” มารดาของเธอยิ้มอย่างเข้าใจในปัญหาของลูกสาว “ก็เขาไม่เคยรู้เื่แบบนี้ของผู้หญิงนี่นา”
นิค เซ้นท์ แคลร์เองก็ไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับเื่นี้ เห็นได้ชัดว่าเขาถึงกับมือไม้สั่นเมื่อรู้ว่าน้องสาวกำลังจะคลอดลูก... นิค เซ้นท์ แคลร์... โอ... เธอน่าจะจำเขาได้... ควรจะรู้ด้วยซ้ำว่าเขาคือใคร แต่อาจจะเป็เพราะเธอไม่คาดคิดว่า ตัวเองจะได้เผชิญหน้ากับนักเทนนิสผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมากกว่า ซึ่ง มันก็เป็เช่นนั้นจริงๆ นี่..! ตอนนั้นเธอยังคิดว่าเขาเป็ ทนายความเสียด้วยซ้ำ...!
รู้สึกว่าเธอกำลังสร้างความยุ่งยากให้กับตัวเองเสียแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่เธอควรจะต้องทำอย่างยิ่ง คือพาตัวเองออกมาให้พ้นเสียจากความยุ่งยากนั้น นิคบอกกับเธอว่าพรุ่งนี้เขาจะหาเวลาไปเยี่ยมน้องสาว ถ้าเช่นนั้นเธอย่อมมั่นใจได้เลยว่าเขาจะได้รับข่าวที่เธอจะเอาไปฝากไว้