จะถือสาหรือไม่อย่างนั้นหรือ?
ถือสาแล้วอย่างไรล่ะ? หานอวิ๋นซีสามารถบอกว่าไม่ได้ได้ด้วยหรือ? ตวนมู่เหยาถามคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้วโอ้อวดเสียเหลือเกิน!
ความนิ่งของหานอวิ๋นซีทำให้นางดูเงียบมากเป็นพิเศษ
เมื่อเห็นสิ่งนี้รอยยิ้มของตวนมู่เหยาก็เผยความดูถูกมากขึ้นเรื่อยๆวันนี้นางต้องทำให้สตรีผู้นี้พูดว่า “ไม่ถือสา” ออกมาให้นางรู้ว่าแม้ว่าตอนนี้นางจะเป็นฉินหวังเฟยแต่นางก็ไม่สามารถมีปากมีเสียงอะไรในตระกูลนี้ได้! เป็นคนไม่มีตัวตน!
ตวนมู่เหยายังคนถามต่อไป“หวังเฟย ท่านไม่พูด...ท่านถือสาอย่างนั้นหรือ?”
แต่ใครจะรู้ว่าจู่ๆสายตาที่เคร่งขรึมของหานอวิ๋นซีก็มองไปทางตวนมู่เหยา และตอบอย่างเย็นชาว่า“แน่นอนว่าถือสาสิ!”
เอ่อ…
ตวนมู่เหยาที่ไม่คาดคิดนางตะลึงจนพูดไม่ออก อี้ไท่เฟยและหลงเฟยเยี่ยเองก็มองไปที่หานอวิ๋นซีด้วยกันด้วยความประหลาดใจมาก
ท่ามกลางความเงียบในห้องรอยยิ้มปรากฏบนริมฝีปากของหานอวิ๋นซี พร้อมกับพูดว่า “องค์หญิงหรงเล่อข้าล้อเล่นน่ะ ไม่ได้ทำให้เจ้าตกใจใช่หรือไม่?”
เอ่อ…
ตวนมู่เหยาที่ไม่ทันตั้งตัวอีกครั้งเมื่อเห็นใบหน้าที่ยิ้มแย้มของหานอวิ๋นซี ก็ถึงกับไม่รู้จะพูดอะไรดีแต่โชคดีที่อี้ไท่เฟยพูดออกมา “อวิ๋นซีแค่ชอบล้อเล่น เหยาเหยาอย่าไปถือสาเลย”
“ไม่หรอกเพคะ...แน่นอนว่าไม่ถือสาอยู่แล้วข้าเองก็รู้ว่านางชอบล้อเล่น” ตวนมู่เหยาด้วยรอยยิ้ม นางเองก็พูดตามน้ำไป
แต่ใครจะคิดว่าหานอวิ๋นซีจะถามต่อไปว่า“องค์หญิงหรงเล่อ ที่งานเลี้ยงเหมยฮวา ข้าชนะเจ้าเจ้าเองก็คงไม่ถือสาอะไรใช่หรือไม่?”
ทันทีที่พูดออกไปนางก็ตกใจอีกครั้ง
สีหน้าของตวนมู่เหยามืดมนนางดีใจที่เช้านี้เรื่องของมู่หรงหว่านหรูสามารถพลิกทุกอย่างที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงเหมยฮวาเมื่อวานนี้ได้อย่างน้อยข่าวก็ไม่แพร่กระจายออกไปเร็ว
ใครจะรู้ว่าอยู่ๆหานอวิ๋นซีจะพูดขึ้นมาต่อหน้าอี้ไท่เฟยและศิษย์พี่เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะทำให้นางอับอาย นางควรจะตอบไปอย่างไรดี?
“องค์หญิงหรงเล่อเจ้าไม่พูด...ไม่ใช่ว่าจริงๆ แล้วเจ้าถือสาจริงๆ ใช่หรือไม่?” สิ่งที่หานอวิ๋นซีถามคือสิ่งที่ตวนมู่เหยาถามนางเมื่อครู่ใช้วิธีเดียวกับที่นางทำ!
เมื่อเห็นว่าสตรีผู้นี้ยังกล้าที่จะยั่วยุวันนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้นางรู้ให้ได้ว่าอะไรที่เรียกว่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน!
นางเงียบไปนานขนาดนั้นทั้งยังมีทีท่าไม่ยอมปล่อยนางไป ใครจะไปรู้ว่าสตรีผู้นี้ได้คืบจะเอาศอกยังคิดที่จะยั่วยุต่อไป
แม้ว่าหานอวิ๋นซีจะไม่ชอบการแข่งขันแต่นางก็มีนิสัยหนึ่งที่ถ้านางไม่อวดพลังของนางนางจะยังคงถูกปฏิบัติเหมือนแมวป่วย!
ก่อนที่ตวนมู่เหยาจะตอบอี้ไท่เฟยก็สงสัยขึ้นมาว่า “ชนะงานเลี้ยงเหมยฮวาอย่างนั้นหรือ? เกิดอะไรขึ้น?”
“หมู่เฟยท่านยังไม่รู้ใช่หรือไม่เพคะ เมื่อวานที่สวนดอกเหมย องค์หญิงหรงเล่อพนันกับข้าหากแพ้จะไม่แต่งบทกวีอีกตลอดชีวิต แล้วข้า...ก็ชนะโดยไม่ได้ตั้งใจ”
หานอวิ๋นซีพูดอย่างสบายๆราวกับว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่อี้ไท่เฟยกลับประหลาดใจ “เจ้าชนะหรือ?”
หานอวิ๋นซียิ้มและพยักหน้าด้วยสีหน้าที่เป็นมิตร
อี้ไท่เฟยจะไปเชื่อได้อย่างไร? ในสายตาของนาง ทักษะเพียงอย่างเดียวของหานอวิ๋นซีคือวิชาพิษ สำหรับบทกวีเล่นพิณ หมากรุก และการเขียนพู่กัน สิ่งสวยงามชั้นสูงเหล่านี้นางเป็นเพียงสตรีที่มาจากครอบครัวเล็กๆ จะไปเข้าใจได้อย่างไร? การไปงานเลี้ยงเหมยฮวานางแค่ขอร้องไม่ให้หานอวิ๋นซีทำให้นางขายหน้าก็พอแล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้นบทกวีของเหยาเหยายังโด่งดังไปทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่หยุนคง!
“เหยาเหยาเรื่องนี้...จริงหรือ?” อี้ไท่เฟยถามด้วยความไม่เชื่อ
ด้วยคำถามนี้ตวนมู่เหยารู้สึกอับอายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่นางต้องแสร้งทำเป็นใจกว้างและยิ้ม “เพคะฉินหวังเฟยมีความสามารถอย่างมาก เหยาเหยายอมรับ แล้วจะให้ถือสาได้อย่างไรล่ะเพคะ?”
ถึงอี้ไท่เฟยจะเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นความจริงแต่ก็อดไม่ได้ที่จะมองหานอวิ๋นซีด้วยสายตาแปลกประหลาด
ตวนมู่เหยาเองก็มองไปด้วยความไม่พอใจเมื่อกำลังจะเปลี่ยนเรื่อง นางก็ไม่เคยคาดคิดว่า หานอวิ๋นซีจะถามคำถามต่อไป
นางพูดว่า“องค์หญิงหรงเล่อ ครั้งก่อนที่หมู่บ้านยาผี ข้าเองก็ชนะเจ้าโดยไม่ตั้งใจเจ้าก็คงไม่ถือสาอะไรเหมือนกันใช่หรือไม่?”
นี่…
ตวนมู่เหยาเกือบจะสำลักเพราะคำพูดนี้ของนางหานอวิ๋นซีหมายความว่าอย่างไร? คิดจะคิดบัญชีกับนางทีละอย่างนั้นหรือ?
เมื่อตวนมู่เหยาคิดถึงการตามหายาในหมู่บ้านครั้งก่อนนางก็รู้สึกละอายใจ ครั้งนั้นนางยังภาคภูมิใจมาก แต่ใครจะคิดว่ากลับถูกหานอวิ๋นซีหลอกทำให้ตัวเองขายหน้าไม่น้อย
ตอนนี้อี้ไท่เฟยก็รู้สึกงงงวยอีกครั้ง “ครั้งก่อนที่ตามหายา พวกเจ้าพบกันอย่างนั้นหรือ?”
หานอวิ๋นซีเล่าสั้นๆเกี่ยวกับการตามหายาครั้งก่อน ตวนมู่เหยาที่ฟังอยู่โมโหจนอยากจะสั่งให้นางหุบปากเสียตอนนี้
หลังจากที่อี้ไท่เฟยรู้สึกตกใจและภูมิใจนางก็ตระหนักว่าหานอวิ๋นซีกำลังทำให้ตวนมู่เหยาอับอายอยู่
แววตาฉายแววโกรธเคืองนางยิ้มเพื่อทำให้เรื่องต่างๆ ราบรื่น “พวกเจ้าสองคนมีโชคชะตาต่อกันหลังจากมื้อเย็นแล้ว เรามาคุยกันดีๆ กันเถอะ”
แต่ใครจะรู้ว่าหานอวิ๋นซีกลับยืนขึ้นและพูดอย่างจริงจังว่า“หมู่เฟย เย็นนี้ข้ามีนัดแล้วและยากที่จะปฏิเสธ จึงไม่สามารถร่วมทานอาหารได้ถ้าองค์หญิงหรงเล่อไม่ถือสา ข้าข้อตัวออกไปก่อน”
แม้ว่านางจะถามอี้ไท่เฟยแต่นางก็ยังมองไปที่ตวนมู่เหยาด้วยความยั่วยุในแววตาและไม่ได้ด้อยไปกว่าตวนมู่เหยาที่ดูถูกนางเมื่อครู่
องค์หญิงผู้เลอค่าท่านนี้ยังไม่ทันที่จะเข้าประตู ก็อยากจะเหยียบนางเสียแล้ว ไม่มีทาง!
นางไม่พูดอะไรก็ไม่เป็นไรหรอกแต่ทันทีที่พูดออกมา เช่นนั้นก็ต้องทำให้นางเห็นดี!
แน่นอนว่าอี้ไท่เฟยสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ตึงเครียดระหว่างคนทั้งสองนางเหลือบมองไปที่หลงเฟยเยี่ยและเห็นว่าหลงเฟยเยี่ยกำลังก้มหน้าดื่มชาด้วยท่าทางผ่อนคลาย
ทัศนคติของบุตรชายที่มีต่อองค์หญิงหรงเล่อนั้นไม่ชัดเจนอี้ไท่เฟยเองก็ไม่กล้าที่จะออกตัวแรงเกินไป นางมองหานอวิ๋นซีด้วยท่าทางไม่พอใจและพูดต่อว่า “เหยาเหยา ในเมื่ออวิ๋นซีมีนัด เราเปลี่ยนไปคุยกันวันอื่นจะดีกว่าเจ้าคงไม่ถือสาใช่หรือไม่?”
ตวนมู่เหยากำลังจะเป็นบ้าหลังจากได้ยินคำว่า“ถือสา” แต่เมื่ออี้ไท่เฟยถามอย่างสุภาพ แม้ว่านางจะไม่มีความสุข นางก็ยังแสดงท่าทางใจดีและพูดด้วยรอยยิ้ม“แน่นอนเพคะ...ข้าไม่ถือสาอยู่แล้ว!”
หานอวิ๋นซีพึงพอใจอย่างมากนางยิ้มและพูดว่า “เช่นนั้นอวิ๋นซีขอตัวออกไปก่อนนะเพคะ”
พูดจบนางก็หันหลังกลับอย่างสง่างามและเดินออกไปท่าทางการเดินของนางนั้นมีรสนิยมที่ไม่มีใครสังเกตเห็น หลงเฟยเยี่ยที่เงียบมาตลอดก็เงยหน้าขึ้นมานานแล้ว จ้องมองที่ด้านหลังของนาง พร้อมกับยกยิ้มอย่างพึงพอใจ
หานอวิ๋นซีที่ไม่ได้นัดหมายใครไว้เมื่อนางกลับมาถึงตำหนักหยุนเซี่ยน แม่นมจ้าวก็ได้เตรียมอาหารสำรับใหญ่ไว้แล้วซึ่งดูน่าอร่อยอย่างมาก
เห็นได้ชัดว่านางหิวแต่เมื่อหยิบตะเกียบขึ้นมา กลับหมดความอยากอาหารทันทีและไม่รู้จะกินอะไรดี
“หวังเฟยคืนนี้ทางฝั่งครัวเตรียมอาหารไว้มากมาย หม่อมฉันแอบเอาอาหารมาให้ท่านรีบชิมดูสิเพคะ” แม่นมจ้าวเกลี้ยกล่อม
แน่นอนว่านางรู้ว่าศิษย์น้องคนเล็กของท่านอ๋องเสด็จมาเมื่อเห็นว่าหวังเฟยไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนด้วย จึงไม่กล้าถามอะไรมาก
“ทางฝั่งนั้นเพิ่งเริ่มทานหรือ?” หานอวิ๋นซีถามอย่างเฉยเมย
“เพคะ”ท้าวนางจ้าวตอบตามความเป็นจริง
หานอวิ๋นซีคิดว่าในขณะนี้ เสวี่ยจิ่วที่ถูกผนึกมาสิบปีคงจะถูกเปิดออกแล้วหลงเฟยเยี่ยต้องชอบสุรานั้นมากแน่ๆ เขาถึงจำมันได้อย่างชัดเจน
นางใช้ตะเกียบคีบกับข้าวขึ้นมาสองสามอย่างเพื่อที่จะกินมัน แต่สุดท้ายก็เบื่ออาหารและหยุดกินไปเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและเตรียมที่จะออกไปสูดอากาศข้างนอก
แต่ใครจะคิดว่าในขณะที่นางกำลังจะออกไปก็เห็นหลงเฟยเยี่ยนั่งอยู่ในลานบ้านของนาง หันหน้าเข้าหาประตู
หานอวิ๋นซีหยุดชั่วคราวและถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัวชายผู้นี้มาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไร ไม่ไปอยู่กับแขกหรือไร เขามาทำไมกัน? หรือว่าจะมาคิดบัญชีกับนางแทนตวนมู่เหยา?
เมื่อเห็นนางถอยหลังไปความขี้เล่นบนริมฝีปากของหลงเฟยเยี่ยก็มากขึ้นเล็กน้อย และเขาถามเบาๆ ว่า“เจ้านัดกับใคร?”
หานอวิ๋นซีไม่ได้เดินไปข้างหน้ามองไปที่เขาและตอบตามจริงว่า “ข้าแค่ไม่อยากอาหาร เลยหาข้ออ้างออกมาก็เท่านั้น”
“แล้วนี่จะไปไหน?” หลงเฟยเยี่ยถามอีกครั้ง
เรื่องของท่านหรือไร? หานอวิ๋นซีบ่นอยู่ในใจ เพียงแต่ปกติแล้ว นางยังคงกลัวชายผู้นี้เล็กน้อยดังนั้นนางจึงตอบอย่างเชื่อฟังว่า “ข้าแค่อยากออกไปสูดอากาศ”
“อารมณ์ไม่ดี?” หลงเฟยเยี่ยถามอีกครั้ง
หานอวิ๋นซีหลีกเลี่ยงที่จะตอบและถามแทนว่า“เวลานี้ท่านอ๋องควรที่จะอยู่กับแขกไม่ใช่หรือไร?”
ใครจะรู้หลงเฟยเยี่ยกลับพูดว่า “ข้าเองก็ไม่อยากอาหาร แล้วก็กำลังจะออกไปสูดอากาศพอดีไปกันเถอะ”
ขณะที่เขาพูดเขาก็ลุกขึ้นและเดินออกจากลานบ้าน
หานอวิ๋นซีถึงกับชะงักไปชายผู้นี้หมายความว่าอย่างไร? ทิ้งศิษย์น้องอย่างนั้นหรือ?ไม่ใช่ว่าจะเปิดเสวี่ยจิ่วไหนั้นหรือไร? แบบนี้...จะดีหรือ?
หลงเฟยเยี่ยที่เดินไปถึงประตูลานบ้านแล้วทว่าหานอวิ๋นซียังคงยืนอยู่ที่เดิม มองแผ่นหลังที่เอาแต่ใจของเขาและความรู้สึกที่เหมือนกับไม่ใช่เรื่องจริง
หลงเฟยเยี่ยหันกลับมามองและถามอย่างเย็นชาว่า “หานอวิ๋นซี เจ้ายังไม่เดินมาอีกหรือไร?”
หานอวิ๋นซีที่กำลังลังเลทว่าแม่นมจ้าวกลับออกแรงดันหลังนางอย่างแรงไปที่ประตูโดยตรง
เมื่อหลงเฟยเยี่ยเห็นนางเดินมาก็ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ หันหลังกลับและเดินออกไปโดยไม่ส่งเสียงอีก
เมื่อเห็นสิ่งนี้หานอวิ๋นซีหันกลับไปมองที่แม่นมจ้าวอย่างดุร้ายแต่กลับไม่มีใครอยู่ข้างหลังนางแล้ว
นางมองไปที่ด้านหลังของหลงเฟยเยี่ยที่เดินออกไปอีกครั้งลังเลอยู่พักหนึ่งจากนั้นก็เดินตามไปให้ทัน
หลงเฟยเยี่ยเดินนำหน้าหานอวิ๋นซีอยู่ข้างหลังเขาโดยห่างจากเขาสามก้าว ทั้งสองคนเงียบไปตลอดทาง
เมื่อเดินผ่านสวนหานอวิ๋นซีมองไปยังลานดอกโบตั๋นของอี้ไท่เฟยและเห็นว่าทางฝั่งนั้นมีแสงไฟสว่างไสวอย่างมาก มันยากที่จะจินตนาการว่าตวนมู่เหยาจะอยู่ในอารมณ์ไหนหลังจากถูกผิดสัญญา แต่นางรู้ว่ามันจะต้องแย่มากแน่ๆ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้นางก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
ในขณะที่มองไปทางฝั่งนั้นนางก็เดินไปข้างหน้าพลาง ใครจะรู้ว่าจู่ๆ ก็ชนเข้ากับหลงเฟยเยี่ยหานอวิ๋นซีรีบถอยห่างออกไปทันที โดยคิดว่าตนเองชนเข้ากับแผ่นหลังของเขาแต่ใครจะรู้ว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น กลับพบว่าชายผู้นี้กำลังเผชิญหน้าอยู่กับนางจังๆ
เขา...หันกลับมาตั้งเมื่อไร?
“เจ้ามองอะไร?” หลงเฟยเยี่ยถาม
ความอยากรู้อยากเห็นมากเกินไปอาจนำอันตรายมาสู่ตนเองหานอวิ๋นซีที่รีบดึงสติกลับมาก็ถามอย่างไม่แน่ใจว่า “ท่านอ๋องทำไมท่านไม่อยู่ทานอาหารสักหน่อยล่ะ?”
“อาหารไม่ถูกปากข้า”หลงเฟยเยี่ยดูอารมณ์เสีย
ครั้งนี้หลังจากที่เขาพูดจบ ก็ไม่รอนางแล้วจริงๆ เขาเดินเร็วมากจนหานอวิ๋นซีต้องวิ่งเหยาะๆเพื่อตามให้ทัน
อาหารไม่ถูกปาก?
หานอวิ๋นซีครุ่นคิดกับคำพูดนี้และรู้สึกอยู่เสมอว่าในคำพูดนั้นต้องมีอะไรแต่ก็ไม่เข้าใจว่าหลงเฟยเยี่ยหมายถึงอะไรและยิ่งไม่เข้าใจว่าทัศนคติของชายผู้นี้ที่มีต่อการอภิเษกของตวนมู่เหยานั้นเป็นอย่างไร?
นางคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้และในที่สุดก็เกิดความสงสัยเป็นไปได้หรือไม่ว่าชายผู้นี้ถูกฮ่องเต้เทียนฮุยบังคับให้อภิเษกเช่นเดียวกับที่อภิเษกกับนางในตอนนั้น?
ด้วยเพราะเป็นช่วงสิ้นปีถนนจึงมีชีวิตชีวาอย่างมาก ประดับประดาไปด้วยโคมไฟผู้คนต่างจับจ่ายซื้อของสำหรับปีใหม่ไม่ว่าจะร้านค้าแผงลอยหรือหาบเร่ก็ต่างขายดิบขายดีเช่นกัน
หลังจากออกจากจวนฉินอ๋องแล้วร่างของทั้งสองก็รวมเข้ากับฝูงชนบนถนนอย่างรวดเร็วหานอวิ๋นซีมักจะเดินตามหลังหลงเฟยเยี่ยเสมอ หลงเฟยเยี่ยเองก็ไม่ได้หันกลับมามองนางแต่ก็เดินช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ราวกับกลัวว่าสตรีผู้นี้จะหลงทาง
หานอวิ๋นซีไม่รู้จริงๆว่าชายผู้นี้กำลังจะไปไหน ดังนั้นนางจึงเดินตามไปอย่างไร้จุดหมายแต่เมื่อเดินไปเรื่อยๆ นางก็หยุดลงอย่างกะทันหันและพบว่าโรงน้ำชาหมิงเซียงที่นางมาเมื่อไม่นานมานี้ถูกปิดตายไปแล้ว!