บทที่ 18 ค้นพบเบาะแส
ในสายตาของเสิ่นหนานซิง เหตุผลของพ่อแม่นั้นเข้าใจได้ แต่พฤติกรรมของตระกูลฟางกลับไม่เหมาะสมเลยสักนิด
มีคำกล่าวว่า 'ซื้อหมูต้องดูคอก' สามีภรรยาตระกูลฟางไม่สนเลยว่าพ่อเคยช่วยชีวิตเขาไว้ แต่กลับเลือกยกเลิกการหมั้นในยามที่เธอตกต่ำ แล้วจะมีอะไรต้องคุยกันต่ออีก?
"ดูเหมือนพี่หนานฮุ่ยจะสนิทกับฟางหลูเกินมากเลยนะคะ แถมยังป่าวประกาศว่าเขาเป็ของเธอ แล้วสั่งห้ามไม่ให้หนูไปยุ่งด้วย!" เสิ่นหนานซิงเปรยขึ้นด้วยท่าทางสบาย ๆ ราวกับไม่คิดอะไร
"นี่เสิ่นหนานฮุ่ยพูดเองเลยเหรอ?" ซูอวี้จู๋ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนย่อมเข้าใจเื่แย่งชิงผู้ชายดี จึงรู้สึกโกรธขึ้นมาทันที พอหันมองลูกสาวก็เห็นเพียงความไร้เดียงสาเื่ความรัก
"หนูได้ยินมาแบบนั้นจริง ๆ แต่ไม่แน่ใจว่าเธอพูดเพ้อเจ้อไปเองหรือเปล่า?"
เสิ่นฟางไห่ที่นั่งฟังอยู่ด้วยก็ไม่อยากจะเชื่อว่าหลานสาวตัวเองจะเป็คนแบบนั้น
"แต่ป้าหลิวผิงก็ชอบค่อนแคะหนูตลอดว่าหนูเก่งเกินไป วันหน้าระวังจะโดนผู้ชายทิ้ง!" เสิ่นหนานซิงเติมเชื้อไฟต่อทันที
"หลิวผิงเหรอ! กล้าพูดคำนี้ออกมาได้ยังไง! เมื่อกี้ฉันยังสั่งสอนเธอเบาไปด้วยซ้ำ!" ซูอวี้จู๋โกรธจนแทบคลั่ง แม่ลูกคู่นี้ไม่มีความหวังดีให้เลยจริง ๆ
ั้แ่เด็ก เสิ่นหนานฮุ่ยชอบแย่งของกับหนานซิงเสมอ ถ้าหนานซิงมีอะไร เธอก็ต้องมีด้วย ลำพังแค่ของนอกกายยังพอทน แต่นี่ถึงขั้นจะมาแย่งคู่หมั้น มันไร้ยางอายสิ้นดี!
"พ่อคะ แม่คะ ฟางหลูเกินทำให้เสิ่นหนานฮุ่ยกล้าพูดขนาดนี้ แสดงว่าเขาก็ไม่ใช่คนดีอะไร พวกเขาต้องแอบมีอะไรในกอไผ่กันแน่ คู่หมั้นพรรค์นี้หนูไม่้าหรอกค่ะ!"
เสิ่นหนานซิงประกาศจุดยืนตรงไปตรงมา เธอเชื่อมั่นว่าพ่อแม่ต้องยึดความรู้สึกของเธอเป็หลัก
แม้ว่าแม่ของฟางหลูเกินจะปฏิบัติต่อเธออย่างดีมาตลอด แต่นั่นก็เพราะพ่อของเธอมีหน้าที่การงานมั่นคง ซึ่งสามารถเกื้อกูลครอบครัวนั้นได้ในอนาคต
ในชาติก่อน บิดาของเธอหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ตระกูลฟางมามากมาย แต่พอพ่อแม่เธอเสียชีวิต ฟางหลูเกินที่มีอนาคตไกลกว่าย่อมไม่อยากผูกมัดกับผู้หญิงสิ้นเนื้อประดาตัว แถมยังมีน้องสาวต้องคอยดูแลอย่างเธอ
ในชาติก่อน เธอเองก็เคยคิดว่าถ้าเป็ฟางหลูเกิน ก็คงไม่เลือกเธอเหมือนกัน ทว่าวันนี้เมื่อได้ฟังแม่เล่าความจริงว่า พ่อเคยช่วยชีวิตฟางหย่วนจื้อไว้ เื่นี้ก็ต้องพิจารณาใหม่แล้ว!
เมื่อมองพฤติกรรมของตระกูลฟางอีกครั้ง ก็มีแต่จะชวนให้รู้สึกหดหู่ใจสิ้นดี พวกเขาใช้คนตอนจำเป็ แต่เขี่ยทิ้งเมื่อหมดประโยชน์ นี่น่ะหรือคือคุณธรรมของครอบครัวผู้ดี!
อีกอย่าง เธอผ่านการเวียนว่ายตายเกิดมาถึงเก้าชาติ ย่อมมองโลกได้ทะลุปรุโปร่ง แน่นอนว่าไม่เหลือความสนใจในตัวผู้ชายอย่างฟางหลูเกินเลยแม้แต่น้อย
ในความทรงจำ เขาเป็เพียงชายหนุ่มหน้าตาธรรมดา ไม่ได้หล่อเหลา ส่วนสูงก็แค่พอไปวัดไปวาได้เท่านั้น ถ้าจะต้องหาคู่ครองจริง ๆ... สู้เป็ตำรวจหนุ่มวันนั้นยังดูน่าสนใจกว่าตั้งเยอะ! เสิ่นหนานซิงลอบคิดในใจ
ทันทีที่เสิ่นหนานซิงพูดจบ ซูอวี้จู๋กับเสิ่นฟางไห่ก็หันมาสบตากัน ดูออกว่าหนานซิงไม่มีใจให้ฟางหลูเกินแล้ว แต่ทั้งสองก็ยังไม่ปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงคิดว่าต้องคอยจับตาดูต่อไป
ปีนี้หนานซิงเพิ่งอายุ 16 ยังอ่อนต่อโลกเื่ความรัก เื่นี้จึงไม่ควรรีบร้อน ส่วนเสิ่นหนานฮุ่ยนั้นก็พูดยาก เพราะเื่รัก ๆ ใคร่ ๆ มันห้ามกันไม่ได้
บางทีอาจเป็แผนการชั่วร้ายของเสิ่นหนานฮุ่ยกับหลิวผิงฝ่ายเดียว หากฟางหลูเกินไม่ได้รู้เห็นด้วย แต่ต้องมาเสียชื่อเพราะเื่นี้ ก็คงจะไม่ยุติธรรมกับเขานัก ฟางหลูเกินยังไม่กลับมาจากปิดเทอม รอให้เขากลับมาก่อนค่อยเคลียร์ก็ยังไม่สาย
ซูอวี้จู๋กับเสิ่นฟางไห่ก็เป็เพียงพ่อแม่ธรรมดา ๆ ที่อยากให้ลูกสาวมีชีวิตที่ดี การแต่งงานเปรียบเสมือนก้าวสำคัญของการเริ่มต้นชีวิตใหม่
ซูอวี้จู๋เข้าใจดี ตอนนั้นเธอเลือกเสิ่นฟางไห่จากผู้ชายตั้งมากมาย ก็เพราะเนื้อแท้เขาเป็คนดี
เมื่อเห็นว่าฟางหลูเกินมีอนาคตไกล เป็นักศึกษามหาวิทยาลัยคนแรกของหมู่บ้าน แม้จะเป็เพียงวิทยาลัยขั้นสูง แต่ก็สร้างชื่อเสียงให้ตระกูลมาก
"หนานซิง แม่เข้าใจแล้ว พ่อกับแม่จะเคารพการตัดสินใจของลูก รอให้ฟางหลูเกินกลับมา เราค่อยพิจารณากันอีกที อ้อ แม่เอาแก้วน้ำของพ่อกลับมาแล้ว ลูกบอกว่าจะไปผสมชาสมุนไพรให้พ่อไม่ใช่เหรอ?"
ซูอวี้จู๋เปลี่ยนประเด็นอย่างเป็ธรรมชาติ เสิ่นฟางไห่พยักหน้าเห็นด้วย ทั้งสอง้าปรึกษากันตามลำพังอีกครั้ง
เสิ่นหนานซิงรู้ดีว่าพ่อแม่ยังอยากดูสถานการณ์ เพราะการเปลี่ยนความคิดคนไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน อย่างไรเสียจุดยืนของเธอก็ไม่มีวันเปลี่ยน
แต่เธอเชื่อว่าเสิ่นหนานฮุ่ยคงไม่ปล่อยให้เธอรอนานนัก เมื่อถึงเวลา ความจริงก็จะกระจ่างเอง
"ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูจัดการให้ บ่ายนี้จะเอาไปให้ลุงเฉิงช่วยจัดชาให้พ่อค่ะ" เธอตัดบทแล้วเปลี่ยนเื่ทันที
หลังจากกินข้าวเสร็จ เธอก็หยิบแก้วน้ำออกมาจากกระเป๋าเดินทาง ตรวจดูรอบ ๆ แล้วพบว่าไม่มีน้ำเหลืออยู่ข้างใน แถมขวดยังสะอาดเอี่ยม
นี่เป็กระป๋องอาหารกระป๋องที่พ่อนำมาดัดแปลงใส่น้ำ โดยมีแม่ช่วยถักถุงตาข่ายสำหรับหิ้วไว้ด้านนอกให้อย่างดี
"001 ช่วยตรวจดูทีว่ามีสารตกค้างของยาบ้างไหม" เสิ่นหนานซิงพูดพร้อมเปิดฝาขวดเพื่อให้ระบบตรวจสอบได้เร็วขึ้น
[โฮสต์ มีสารตกค้างอยู่บนฝาแก้วน้ำ เป็ส่วนประกอบของยานอนหลับ ในปริมาณที่น้อยมากจนสามารถมองข้ามไปได้ครับ] ระบบตอบกลับทันควัน
เสิ่นหนานซิงเข้าใจแจ่มแจ้งทันที ขวดนี้ต้องถูกคนที่รู้สึกผิดล้างทำลายหลักฐานมาแน่ ๆ
"ดูสะอาดสะอ้านดีนะ ดูเหมือนว่าอาหวังกุยจะเป็คนล้างให้" ซูอวี้จู๋เดินผ่านมาแล้วพูดขึ้นลอย ๆ ทำเอาหนานซิงสะดุ้งในใจ
"แม่คะ อาหวังกุยที่แม่พูดถึงคือใครเหรอคะ?"
"ก็เพื่อนร่วมทีมของพ่อน่ะ อาหวังกุยเคยมาบ้านเราด้วย อ้อ เขากับหลิวผิงเป็คนหมู่บ้านเดียวกัน จ้าวจี๋ก็ด้วยนะ"
คำพูดของซูอวี้จู๋ทำให้เสิ่นหนานซิงฉุกคิด ทันใดนั้นเธอก็นึกถึงชาติก่อน หลังจากพ่อเสียชีวิต หวังกุยก็เป็คนมาแสดงความเสียใจและมอบของขวัญให้ แต่... เขาดูสนิทสนมกับหลิวผิงมาก เสิ่นหนานซิงไม่เข้าใจเลยว่าเขามีแรงจูงใจอะไรถึงต้องคิดร้ายกับพ่อได้?
ตอนนี้ขอบเขตการสืบสวนแคบลงแล้ว จ้าวจี๋พยายามเข้ามาตีสนิทกับพ่อโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ส่วนหวังกุยก็เป็คนช่วยล้างขวดน้ำให้พ่อ แล้วใครกันแน่ที่เป็คนร้ายตัวจริง?
ในอกของเสิ่นหนานซิงราวกับมีไฟลุกโชน แววตาสั่นระริกด้วยความแค้นปนเปจนไม่รู้จะเริ่มแกะรอยหาตัวฆาตกรเงียบจากตรงไหนดี
"พี่ไห่ พี่โจวบอกฉันว่าจ้าวจี๋คนนั้นจะมาเยี่ยมคุณใน่นี้ ฉันไม่รู้ว่าเขา้าอะไรก็เลยตอบตกลงไป คุณคิดว่าจ้าวจี๋มีจุดประสงค์อะไรกันแน่?"
จังหวะนั้นเอง คำพูดของซูอวี้จู๋ก็ดึงความสนใจของเสิ่นหนานซิงไว้ได้ การที่จ้าวจี๋จะมานับเป็โอกาสทองเลยทีเดียว
ระบบสามารถเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลได้ แต่ต้องอยู่ในระยะที่กำหนดเท่านั้น หากเขามาเหยียบที่นี่ ระบบก็จะสามารถตรึงสัญญาณติดตามเขาได้ทันที
เมื่อคิดได้ดังนี้ เธอก็รู้สึกโล่งใจขึ้น จากนั้นจึงล้างขวดให้สะอาดแล้วเอนหลังพักผ่อนเล็กน้อยก่อนจะเดินทางไปสถานีอนามัย
่บ่ายของฤดูร้อน มักจะมีผู้ป่วยแวะเวียนมาเพิ่มมากขึ้น ลุงเฉิงคนเดียวรับมือไม่ทัน จึงต้องมีคนคอยช่วยหยิบจับอยู่เสมอ
เสิ่นหนานซิงทอดสายตามองแสงแดดแผดเผาด้านนอก จากนั้นก็หยิบหมวกฟางสำหรับทำไร่มาสวมใบหนึ่ง แม้จะดูโกโรโกโสไปหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าเดินตากแดดตัวเปล่า เธอจัดแจงสวมหมวกให้เข้าที่แล้วสาวเท้าเดินมุ่งหน้าตรงไปยังสถานีอนามัยทันทีด้วยหัวใจที่เต้นระทึก