หลังจากประกาศความยิ่งใหญ่ของตนเองเรียบร้อยดีแล้ว ข้าที่เสแสร้งขอร้องให้อีกฝ่ายยอมปล่อยคนพวกนั้นและขอให้เขามาช่วยทำแผลข้า ข้ารู้ว่าตัวเองนั้นคือจอมมารยาแต่ไฉนเลยข้าต้องเผลอนิสัยแท้จริงต่อหน้าเขาด้วยเล่า
ตอนนี้ต๋าตงจึงยอมนั่งอย่างเงียบสงบภายในหอนอนเขาจ้องมองเืที่ซึมออกมาจากาแ จนในที่สุดเงยหน้ามาสบตากันกับข้าพลางหันไปชุบผ้าลงในน้ำอุ่น ก่อนที่เขาจะเช็ดรอยเือย่างเบามือช่างเป็การกระทำที่แตกต่างจากบุคลิกอีกฝ่ายยิ่งนัก เพราะเช่นนั้นข้าถึงได้ชื่นชมในตัวเขา
“เจ็บหรือไม่” ต๋าตงเอ่ยเสียงอ่อนโยนเขาไม่ได้มองหน้าข้าแล้ว แต่ข้ากลับรับรู้ได้ถึงความอ่อนหวานจากน้ำเสียงที่ห้าวหาญ
“ไม่เจ็บหรอกเ้าค่ะ แผลยังห่างไกลจากหัวใจข้านักท่านต่างหากเล่า ยามท่านออกรบคงได้แผลใหญ่มากกว่านี้กระมัง”ข้าเอ่ยพลางส่งเสียงหัวเราะเจือจาง
ต๋าตงเงยหน้ามามองอีกครั้งเขาอย่างกับเทพัผู้เห็นหัวไม่เห็นหาง[1] ข้าไม่เคยเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่ายเลยมีแต่เขานั้นแลที่รับรู้ถึงห้วงอารมณ์ของข้าถึงกระนั้นเขากลับไม่คิดแตะต้องตัวข้าแม้แต่น้อย
วันนี้แหละข้าจะใช้าแนี้เพื่อเปิดทางให้เขาได้ชิมตัวข้าอย่างว่าง่ายข้าไม่อาจคิดว่าเขาชื่นชมในตัวบุรุษหรอก เพียงแต่เขาอาจเป็สุภาพบุรุษมากพอจนไม่กระทำตัวหื่นกระหายก็เป็ได้
“นายท่านวันนี้อยากให้ข้าแสดงสิ่งใดหรือไม่”ข้าเอ่ยเสียงหวานหยดหลังจากเขาพันแผลเรียบร้อยแล้วและข้ามั่นใจมากว่าผู้ใดได้ยินเสียงนี้เป็ต้องยอมอ่อนโอนตามความ้า
“เ้าาเ็ ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นหรอก”แต่ต๋าตงกลับเอ่ยเช่นนั้นเสียได้
นะ นี่ข้าทำสิ่งใดผิดหรือ?
“ข้าบอกแล้วอย่างไรเ้าคะว่าาแนั้นห่างไกลจากหัวใจยิ่งนัก”
“เ้าอย่าพูดเช่นนั้น าแก็คือาแแม้เล็กน้อยมันก็อยู่บนตัวเ้า” เขาขมวดคิ้วมุ่น พลันถอนหายใจในที่สุด“หากข้ายังอยู่ที่นี่ เ้าคงต้องรบเร้าข้าเป็แน่ถ้าเช่นนั้นให้ข้ากลับก่อนดีหรือไม่”
“ไม่ได้นะเ้าคะ!” ข้ารีบคว้าชายแขนเสื้ออีกฝ่ายพลันกลืนน้ำลายและมองั์ตาสีดำขลับของเขา “ข้ายังไม่ทันได้ปรนเปรอท่านเลยท่านจะกลับเสียแล้ว ท่านไม่รู้หรือว่าข้าน้อยใจเพียงใด”
ไฉต๋าตงกลืนน้ำลายเล็กน้อย เราทั้งคู่ประสานสายตากัน เมื่อข้าค่อยๆขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่าย เขาไม่ได้นึกรังเกียจััจากข้าแต่เขาก็ไม่คิดกอบโกยโอกาสเช่นกันถึงกระนั้นข้ายังเคลื่อนใบหน้าเข้าใกล้ริมฝีปากอีกฝ่ายจนลมหายใจเราผสานเข้าด้วยกัน
ข้ารับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายเองก็ทนรอไม่ไหวต่อให้เขาคือบัณฑิตหนุ่มผู้มุ่งมั่นการศึกษา แต่ทั้งเขาและบัณฑิตต่างเป็บุรุษสตรีที่แสนงดงามเช่นข้ากำลังเชื้อเชิญเช่นนี้ เป็ผู้ใดถึงจะอดใจไหว
อ้อ! ใช่... เป็ไฉต๋าตงนั่นเอง
เขาหันหน้าหนีไปอีกทาง ใบหูขึ้นสีแดงระรื่นจนเห็นได้ชัดเจนแม้ว่าสีกายเขาไม่ได้ขาวนุ่มนวลดุจหยกก็ตาม ชายผู้นี้กำลังเขินข้าจริงแท้เื่ที่เขาเองก็คือบุรุษ มีทั้งความ้าและความอยาก
แต่ขนาดนี้แล้วเขากลับเลือกเบือนหน้าหนีเขากำลังทำให้ความเชื่อมั่นในคุณค่าข้าต้องสั่นคลอน
“นายท่าน... ท่านจะเอาแต่ไม่แตะต้องตัวข้าเลยงั้นหรือ”ข้าเอ่ยเสียงสั่นเครือดันตัวเองออกจากอกแกร่ง ก่อนกลับไปนั่งยังที่ของตัวเองแล้วยกปลายชายเสื้อซับน้ำตาที่รื้นขึ้น
“เหม่ยหลิน ข้าไม่ได้อยากเห็นน้ำตาของเ้า”เขาหันกลับมา สีหน้าดูยุ่งยากอยู่หลายส่วน “เ้าอย่าร้องเลย” เขากลืนน้ำลายพลางขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น แล้วโอบไหล่มนเข้าสู่อ้อมอก
“นายท่านได้โปรดเถิดก่อนที่ข้าจะมีข่าวลือไปมากกว่านี้” ข้าเอ่ยเสียงสั่นวางฝ่ามือลงบนอกแกร่งภายใต้เสื้อสีเข้มที่ถูกถักทออย่างประณีตอันที่จริงมันย่อมไม่มีข่าวลืออยู่แล้ว เพราะเขาใช้เวลากับข้าจนเกือบย่ำรุ่งเสมอใครเลยจะกล้านินทา
“ข้า ข้า” ไฉต๋าตงกลืนน้ำลายแต่ครานี้เขาไม่ผลักข้าออกไป ถือว่าเป็เื่ดีมิน้อย
“ท่านบอกมาเถิด ว่าอยากให้ข้าปรนนิบัติเช่นไรไม่ว่าจะเป็ท่วงท่าแบบไหน ข้าพร้อมยินยอมมอบร่างกายนี้ให้แก่ท่าน”ข้าเอ่ยพลางเลื่อนมือลงจนเกือบถึง่ล่าง
“เอ่อ...” อีกฝ่ายดูเหมือนใเมื่อปลายนิ้วข้ากำลังลูบไล้ผ่านส่วนที่เป็ชายภายใต้ผ้าผืนหนานี้
“หรือท่านกังวลในขนาดเช่นนั้นหรือ ไม่ต้องกังวลไปหรอกไม่ว่าท่านจะเป็เช่นไร ข้ายินดีน้อมรับไว้”ข้าเอ่ยขึ้นเมื่อรับรู้ได้ว่ามีสิ่งใดกำลังดุนเนื้อผ้าขึ้นมา
“เหม่ยหลิน ข้า ข้า” ไฉต๋าตงกลืนน้ำลายท้ายที่สุดเขาเอื้อมมือมากุมมือข้าไว้แต่ข้ากลับรับรู้ได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็ว
“นายท่าน” ข้าเงยหน้าสบตากับเขาเป็ครั้งแรกที่อีกฝ่ายมีสีหน้าตื่นตระหนกเช่นนี้“ท่านไม่พึงพอใจในตัวข้างั้นหรือ”
“ไม่ใช่เหม่ยหลิน! ข้านั้นชื่นชมในตัวเ้ามาก
แต่ว่า...”
“แต่ว่าอย่างไรหรือเ้าคะ” ข้าเอ่ยเสียงแ่เบามองริมฝีปากอีกฝ่ายที่เผยอขึ้นอย่างลืมตัว
“ข้าอายุย่างเข้าสิบเก้าปีแล้วแต่ข้ายังไม่เคยแตะต้องหญิงใดมาก่อนข้าเกรงว่าจะไม่สามารถมอบความสุขให้แก่เ้าได้”ไฉต๋าตงกล่าวพร้อมใบหน้าที่ขึ้นสีแดงฉาน สีเดียวกันกับชุดข้าเลย
ถึงกระนั้นข้ากลับใในเื่ที่เขาบอกเสียมากกว่าข้าไม่ได้หัวเราะออกไป หรือแม้แต่ไม่ได้แสดงสีหน้าเศร้าโศกเสียใจด้วยซ้ำทำไมมันถึงจะต้องแปลกด้วยเล่า จะมีผู้ใดบ้างที่เกิดมาแล้วรู้วิธีสำราญโลกาดื่มสุราเคล้านารีกัน
“นายท่านไยไม่บอกข้าแต่แรกเล่า”ข้าเอ่ยพลางถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ไม่ใช่เพราะข้าไม่เย้ายวนแต่เพราะเขาไม่รู้วิธีเข้าหาสตรีต่างหากหรือนี่ข้าสบตากับเขาแล้วระบายยิ้มอ่อนหวาน ครานี้ข้าไม่ยอมให้เขาหันหน้าหนีไปอีกแล้ว
“ถ้าเช่นนั้นท่านอยากเรียนวิธีเอาใจสตรีจากข้าหรือไม่”ข้าเอ่ยเสียงกระเส่า เคลื่อนย้ายกายไปนั่งซ้อนบนตักอีกฝ่ายข้ารับรู้ได้ว่าเขาเองนั้นก็เกิดอารมณ์ เหตุใดจะต้องปล่อยค่ำคืนนี้ให้เสียเปล่ากัน
“ข้าอยากเอาใจเ้ามากกว่า” ไฉต๋าตงพึมพำซึ่งข้าได้ยินไม่ค่อยถนัดนัก แต่ยังไม่ทันได้ถามให้มากความอีกฝ่ายพยักหน้าอย่างช้า ๆ แม้ว่าเสียงหัวใจอีกฝ่ายยังคงดังระรัว
“ถ้างั้นบทเรียนแรกที่ข้าจะสอนท่านจุมพิตข้าให้เหมือนข้าคือนางในดวงใจดีหรือไม่” ข้าเอ่ยพลางยกยิ้มอ่อนหวาน“ท่านเพียงแค่ทำตามข้าเท่านั้นนายท่าน ข้ามั่นใจมากว่าท่านจะต้องพึงพอใจ”
เราทั้งคู่สบสายตากัน เขาเม้มปากบางเบาจนท้ายสุดเขายอมเคลื่อนหน้าเข้ามาใกล้ ข้าเอื้อมมือประคองศีรษะอีกฝ่ายในครานี้ที่เราผสานลมหายใจกันไม่ได้เพียงแค่ถูกหันหน้าหนีจนต้องเสียความมั่นใจอีกแล้ว
ริมฝีปากเขาประทับลงบนริมฝีปากข้า ข้าขบเม้มปากเขาเบา ๆ แล้วค่อยๆเคลื่อนฝ่ามือลูบใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่ผิดกลับครั้งแรกที่ได้เจอ เมื่อข้าหยุดลงมือ
เขาเริ่มทำแบบเดียวกับที่ข้านำ ไฉต๋าตงขบเม้มเบา ๆ เช่นเดียวกันเขารั้งศีรษะข้าให้รับััจากเขาได้ถนัดนัก
เราผลัดกันจูบอยู่แบบนั้น จนลมหายใจแทบขาด่ พวกเราผละออกจากกันแม้ว่าเขายังคงจับจ้องมายังข้า แววตาเขาสั่นไหวแต่ปลายนิ้วหยาบกระด้างที่ลูบพวงแก้มสีแดงระรื่นนี้มันกลับไม่ทำให้ข้านึกรังเกียจเลยแม้แต่น้อย
เขาคือบุรุษเพียงหนึ่งเดียวที่ยอมรับในตัวข้ายอมรับในความสามารถของข้า ไม่ใช่ที่เรือนร่างอรชรนี่ หรือไม่ใช่ใบหน้าหวานที่ใครๆต่างกล่าวขาน
แต่เขายอมรับข้าที่เป็เฟยเหม่ยหลินไม่ใช่นางคณิกาหนึ่งในสาวงามของแคว้น
[1] เทพัผู้เห็นหัวไม่เห็นหาง :เปรียบเปรยกับผู้ชอบทำตัวลึกลับ ไม่เปิดเผย