“หนูเป็นักศึกษาฝึกงานค่ะ ทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขาของท่านประธาน”
“ก็นั้นไง เป็เลขาก็ต้องรู้ว่าเ้านายไปไหนและกลับเมื่อไหร่สิ หรือว่าเธอบกพร่องในหน้าที่”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ คือหนูเป็แค่นักศึกษาฝึกงาน มีหน้าที่คอยช่วยงานของคุณเลขาอีกทีและส่วนใหญ่ก็ทำงานตามคำสั่งของคุณเลขาอีกต่อหนึ่งค่ะ”
“สรุปว่าเธอจะบอกฉันว่า เธอไม่รู้เื่อะไรเลยอย่างงั้นใช่ไหม”
“ถ้าท่านประธานหรือว่าคุณเลขาไม่บอก หนูก็ไม่ทราบอะไรเลยค่ะ”
สาวน้อยคิดว่าตนพูดออกไปตามตรง แต่คนฟังกลับยิ่งไม่พอใจ เพราะคิดว่าเธอเจตนาจะป่วนประสาทเขา
“ฉันจะบอกให้พี่หนึ่งปลดเธอให้ไปเป็ยามหน้าบริษัท”
“หนูทำอะไรผิดคะ”
อัมภาวรรณใจนหน้าซีดเผือด
“ทำให้ฉันไม่พอใจไงล่ะ”
สาวน้อยอ้าปากค้าง ใกับเหตุผลของเขา
“แล้วนี่เอาอะไรมากิน เหม็นคลุ้งไปทั่วทั้งสำนักงานอย่างนี้”
ดูสิ เขายังหาเื่พาลใส่เธอต่อไปได้เรื่อยเปื่อย
“ไข่ทอดชะอมกับน้ำพริกกะปิค่ะ”
“นี่เธอจะบ้าหรือไง นี่มันที่ทำงานไฮโซมีระดับติดแอร์ทั้งพื้นที่นะ ไม่ใช่แค้มป์คนงานก่อสร้างหรือว่าทุ่งเลี้ยงควาย จะได้เอาอาหารแบบนี้มากินในนี้”
“นี่คุณ มันจะมากเกินไปหรือเปล่าคะ ท่านประธานเองยังไม่เคยว่าอะไรหนูเลยนะคะ”
“จะอ้างตัวว่าเป็เด็กพี่หนึ่งว่างั้นเถอะ จะไม่ยอมรับผิดใช่ไหม”
พอดีกันนั้นเองที่ปริญญ์กลับมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี
“เกิดอะไรขึ้น เสียงดังลั่นสำนักงานเลยทีเดียว”
“เด็กฝึกงานของพี่สิครับ ผมถามอะไรก็ไม่รู้สักอย่าง แถมเอาของกินเหม็นๆมากินในนี้อีก พอผมบอก ก็เถียงฉอดๆๆ”
อัมภาวรรณถึงกับอ้าปากค้างอีกครั้ง นึกไม่ถึงจริงๆว่าอีตาผู้ชายหล่อลากไส้แถมบุคลิกดูเป็ผู้ดีทุกกระเบียดนิ้วจะปากเสียปากร้ายถึงขนาดนี้
“เอาหละๆ มีอะไรเราเข้าไปคุยกันในห้องเถอะ”
ปริญญ์ดึงแขนน้องชายพาเข้าไปในห้องทำงาน เพราะไม่อยากตกเป็เป้าสายตาของพวกพนักงานที่เริ่มทยอยกันเข้ามาทำงานแล้ว
“แล้วพี่จะไม่จัดการยัยเด็กนี่ให้ผมหรือฮะ”
ปรานต์ยังทำท่าฮึดฮัด แต่สุดท้ายก็ยอมเข้าไปในห้องกับผู้เป็พี่ชาย
“แกต้องหัดใจเย็นให้มากกว่านี้นะสอง เพราะไม่งั้นมันจะมีปัญหากับการทำงานกับคนหมู่มากนะ ในการทำงานมันต้องใช้เหตุผลในการตัดสินใจ ไม่ใช่ใช้อารมณ์”
“แล้วผมไม่มีเหตุผลตรงไหน ก็ยัยเด็กนั้นทำไม่ถูก”
“ไม่ว่าจะเจอเข้ากับปัญหาอะไรก็ตาม เราต้องจัดการบนพื้นฐานของความมีเหตุผลและใจเย็น ไม่ใช่วู่วามโวยวายอย่างที่แกทำไปเมื่อสักครู่นี้”
ถูกพี่ชายเทศนาเอาชุดใหญ่ ปรานต์จำต้องอ่อนลง แต่ก็ยังไม่วายบ่น
“ก็ยัยเด็กนั้นมันกวนประสาทผมนี่ครับ”
“แล้วแกเข้ามาที่นี่เพื่ออะไร จำจุดประสงค์ของตัวเองไม่ได้แล้วเหรอ”
“จริงด้วยสิ ผมตั้งใจเข้ามาทำงานที่นี่เพื่อที่จะหาทาง เคลมยัยเด็กนั้นนี่นา”
หนุ่มผู้น้องทำสีหน้าหมายมั่นปั่นมือพร้อมแววตาเ้าเล่ห์เหมือนจิ้งจอกร้าย ทำให้หนุ่มผู้พี่เอะใจ
“เฮ้ยๆๆ พี่หมายถึงเื่งานนะ ไม่ได้หมายถึงเื่อื่น”
“แต่ผมหมายถึงเื่อื่น”
ว่าแล้วก็ยิ้มร่า อารมณ์ดีขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงเป้าหมายของตัวเองขึ้นมาได้
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ห้องทำงานของปรานต์ถูกจัดให้แล้วเสร็จภายในเวลาอันรวดเร็วตามการเร่งรัดและคุมเข้มของผู้เป็เ้าของ และนอกจากนี้เขายังขอเอาตัวของอัมภาวรรณมาเป็เลขาส่วนตัวของเขาอีกด้วย และเขาก็ยังจัดโต๊ะทำงานของเธอให้อยู่ในห้องกับเขาอีกด้วย แทนที่จะให้อยู่หน้าห้องเหมือนตอนที่ทำงานกับผู้เป็พี่ชายของเขา ซึ่งงานนี้คนที่รู้ใจเขาดีที่สุดก็คือพี่ชายของเขานั้นเอง
“จะทำอะไรก็คิดให้เยอะๆนะนายสอง เด็กนั้นอยู่ในฐานะผู้ใต้บังคับของเรา ถ้าเกิดอะไรไม่ดีขึ้น เรานั้นแหละจะเสียหาย”
ปริญญ์เตือนน้องชาย
“พี่หนึ่งก็พูดราวกับว่าผมจะไปข่มขืนเขาอย่างนั้นแหละ”
“ว่าได้เหรอ แกยิ่งห่ามๆอยู่ด้วย แล้วเด็กนั้นก็ยังดูไร้เดียงสาเหลือเกิน”
“ยังไงๆก็บรรลุนิติภาวะแล้วนี่ครับ ผมไม่ติดคุกแน่นอน”
น้องชายหัวเราะร่วนทีเดียว
“มันก็ไม่แน่หรอก ถ้าหากเขาไม่เต็มใจ”
“ผมมีวิธีทำให้เต็มใจก็แล้วกัน”