บทที่21
คนงาน
ท้ายเมืองจินหยวน
บริเวณท้ายเมืองจินหยวนแถบนี้เป็บริเวณย่านสลัมที่ไม่ค่อยมีผู้คนภายในเมืองเดินผ่านมาสักเท่าไหร่
โดยบริเวณเป็ย่านที่สุดโทรมของภายในเมืองไม่ว่าเมืองเมืองใดแม้ว่าจะใหญ่โตเพียงใดมันก็ย่อมมีบริเวณด้านหน้าและหลังอยู่แล้ว
เหมือนกับเหรียญที่มีสองด้านภายในสถานที่แห่งนี้เองก็เป็เช่นนั้นย่านสลัมที่มีแต่ผู้คนที่ยากจนอาศัยอยู่
หย่งคังนำพาจางหยวนเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้ั้แ่ในยามเช้าตามข้อตกลง
เมื่อวานทั้งสองสนทนาเกี่ยวกับเื่คนงานที่จะนำมาช่วยงานภายในสวน
จางหยวนเอ่ยถามหย่งคังไปอีกฝ่ายบอกว่ามีคนที่ตนเองนั้นกำลังคิดอยู่จึงรู้สึกเศร้าใจเพราะว่าไม่ต้องคิดเกี่ยวกับเื่นี้
แต่ในยามนี้นำพามาที่บริเวณย่านสลัมด้านหลังเมืองจึงรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดถึงนำพามาที่สถานที่แห่งนี้
ในขณะที่เดินมาบริเวณย่านสลัมด้านหลังเมืองจีนหยวน
พบเห็นว่าภายในสถานที่แห่งนี้มีความทรุดโทรมเป็อย่างมากการเป็อยู่ของผู้คนภายในย่านนี้แตกต่างจากบริเวณด้านหน้าเมืองอย่างสิ้นเชิง
ถึงแม้ว่าจะมีคนส่วนน้อยที่อาศัยอยู่บริเวณนี้แต่เมื่อมามองการเป็อยู่ของพวกเขาช่างน่าหดหู่
เมื่อไม่ได้แตกต่างจากชีวิตตอนเป็ทาสอยู่ภายในจวนตระกูลใหญ่เลย
ข้าวกินในแต่ละมื้อยังแทบจะไม่เพียงพอแถมยังต้องทำงานหนัก
ยามที่ป่วยขึ้นมาซักหนึ่งครั้งก็เกิดกายเป็เื่ใหญ่หลังจากที่ได้เดินเข้ามาภายในสนามแห่งนี้พบเจอว่าภาพที่คุ้นเคยมากมายราวกับว่าเห็นตนเองซับซ้อน
ในขณะที่กำลังเดินอยู่ก็แสดงใบหน้าและดวงตาที่เศร้าหมองไปด้วย
จางหยวนเคยถามผู้ที่กำลังเดินนำหน้าอยู่ในตอนนี้“ ท่านนำพาข้ามาที่สถานที่แห่งนี้ตั้งใจจะเดินทางมาเพื่อพบใคร? ”
หย่งคังตอบกลับ“ เดินไปอีกนิดนึงก็จะพบเจอแล้ว ”
หลังจากนั้นเขาก็พยายามข่มใจแล้วก็เดินตามไปอย่างช้าๆ
ค่อยๆเดินไปตามทางที่หย่งคังนำอยู่แล้วก็เดินทางไปถึงสถานที่ที่เป็เป้าหมาย
โดยสถานที่ที่เดินทางมาถึงมันเป็บ้านหลังเล็กๆหลังหนึ่งที่มีความทรุดโทรมเป็อย่างมากตั้งอยู่บริเวณย่านสลัมส่วนท้าย
เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยความสับสนจ้องมองไปยังบริเวณภายในบ้านที่เต็มไปด้วยความมืดแม้ว่าจะเป็ยามกลางวัน
หย่งคังไม่รีรอดันประตูที่มันผุพังเข้าไปบริเวณด้านในอย่างรวดเร็ว
ฝ่ามือของเค้าดันเข้าไปบริเวณด้านนายเมื่อใช้ฝ่ามือของตนเองการเข้าไปบริเวณด้านหลังประตูถูกเปิดออกพบเห็นผู้ที่อยู่บริเวณด้านในนั้น
ผู้ที่กำลังนั่งอยู่ภายในบ้านที่มืดมิดพบเห็นว่าเป็เงาของผู้หญิง
หย่งคังนำพาร่างที่สูงของตนเองก้มเล็กน้อยก่อนที่จะเดินเข้าไปบริเวณด้านในนั้น
เริ่มทำการเปิดหน้าต่างที่ถูกปิดเอาไว้ให้แสงสาดส่องเข้ามาบริเวณด้านใน
เมื่อเดินเข้ามาบริเวณด้านในจางหยวนก็เดินตามเข้ามาพบเห็นสภาพบ้านบริเวณด้านในที่ทรุดโทรมเป็อย่างมาก
ภายในสถานที่แห่งนี้ที่มืดมิดเพราะว่าหน้าต่างทุกบานไม่ได้ถูกเปิดเอาไว้หย่งคังพูดขึ้นราวกับว่าจะสั่งสอน “ ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าให้เปิดหน้าต่างเอาไว้”
ในตอนนี้เมื่อจางหยวนมองตรงไปด้านหน้าพบเห็นร่างของหญิงผู้หนึ่งที่กำลังนอนอยู่บนพื้นเป็คนผู้นี้เป็หญิงที่มีอายุราวซักประมาณ 30 ต้นๆ กำลังนอนแน่นิ่งร่างกายซูบผอมบนใบหน้าซีดเซียวไม่มีสง่าราศีเลยแม้แต่น้อย
ภายในใจเต็มไปด้วยคำถามว่านางคือผู้ใดแต่ว่าไม่ได้มีเพียงแค่นางเท่านั้นบริเวณข้างที่นอนของนางก็มีเด็กหนุ่มอีกสองผู้
มองดูเป็เด็กชายที่มีไวไล่เลี่ยกันอยู่ประมาณซัก12 ถึง 13 ปีโดยประมาณมีตั้งหน้าตาละม้ายคล้ายกันเป็อย่างมาก
มองเห็นในครั้งเดียวก็รู้ได้ว่าเป็แฝด
เมื่อมองเห็นสภาพการเช่นนี้จึงคิดภายในใจว่าเด็กสองคนนี้น่าจะเป็ลูกของท่านป้าผู้นั้นที่กำลังนอนอยู่
อันที่จริงแล้วการเรียกผู้หญิงที่มีอายุเพียงแค่30 ต้นๆว่าท่านป้ามันเองก็ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลสักเท่าไหร่
แต่ว่าเขามาเกิดภายในร่างกายนี้ร่างกายนี้มีอายุเพียงแค่18 เท่านั้นแล้วอีกทั้งคนในยุคสมัยนี้ยังนิยมการมีลูกเร็วมันเลยไม่แปลกที่จะใช้คำพูดแบบนี้
เด็กฝาแฝดสองคนนั้นตอบกลับหย่งคังด้วยแววตาหนักใจ“ ก็ชอบมีผู้คนเดินไปมาบริเวณด้านหน้าข้าเกรงว่าจะเป็อันตรายต่อท่านแม่ ”
พวกเขาทั้งสองตอบกลับด้วยถ้อยคำเช่นเดียวกันและยังแสดงใบหน้าเช่นเดียวกันไม่สามารถแยกแยะออกเลยว่าผู้ใดเป็ผู้ใด
หย่งคังเดินมาอย่างช้าๆใกล้ๆจางหยวนแล้วก็พูดขึ้น“ จ้างพวกเขาสองคนเป็อย่างไรแม้ว่าจะอายุอย่างน้อยแต่ว่าอย่างไรก็มีกำลัง ”
หย่งคังเสนอขึ้นมาด้วยใบหน้าที่จริงจัง
จางหยวนแสดงใบหน้าสงสัยแล้วย้อนถามกลับไปก่อน“ ท่านช่วยอธิบายหน่อยได้หรือไม่ว่าหมายความว่าอย่างไรข้าไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่แล้วคนที่อยู่เบื้องหน้านี่คือผู้ใดกัน ”
“ หญิงผู้นั้น มีนามว่าอุ่ยเหมยเป็มารดาของเด็กทั้งสองเด็กฝาแฝดคนหนึ่งมีนามว่าอุ่ยหวงส่วนอีกคนหนึ่งมีนามว่าอุ่ยหลิง”
“ พวกเขาอาศัยอยู่ภายในสนามแห่งนี้ตอนนี้นางกำลังล้มป่วยล้มป่วยมานานแล้วแต่ว่าเงินทองเองก็ไม่ได้มีรับสา ”
“ ตอนสามีของนางเองก็สิ้นใจตายไปเมื่อหลายปีก่อนในตอนนั้นนางยังแข็งแรงดีแต่จำเป็จะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเลี้ยงลูกทั้งสองจ้าวสุดท้ายก็มีสภาพเช่นนี้”
“ ข้าเดินทางมาที่นี่อยู่บ่อยครั้งนำเอาอาหารและก็บางอย่างที่พอจะหาได้มาให้พวกเขาแต่ว่าข้าเองก็เป็เพียงแค่พรานไม่ได้มีเงินทองมากมายอันใดนัก ”
“ เ้าบอกว่า้าคนช่วยงานแน่นอนว่าเด็กสองคนนี้น่าจะสามารถทำได้และเพิ่มพวกเราให้ค่าจ้างเขาพวกเขาก็จะสามารถนำเอาเงินนั้นไปซื้อยาให้ท่านแม่ได้ ”หย่งคังเสนอ
หลังจากนั้นหย่งคังก็เล่ารายละเอียดอีกหลายหลายอย่างให้ฟัง
โดยเล่าว่าเขารู้จักกับเด็กสองคนนี้มาเป็เวลานานแล้วแม้ว่าจะเติบโตในสลัมแต่ก็มีร่างกายแข็งแรงคงจะสามารถใช้งานได้
อีกทั้งตอนที่เข้ามาช่วยเหลือการที่เสนอขึ้นมาเช่นนี้ก็เป็เพราะว่าอยากจะช่วยเด็กสองคนนี้และครอบครัวนี้ด้วย
ั้แ่มารดาล้มป่วยคนบ้านนี้ก็ไม่มีรายได้อันใดพวกเขาเป็เพียงแค่เด็กแน่นอนว่าถ้าจะไปทำงานภายในร้านต่างๆภายในเมืองก็คงจะไม่พ้นโดนขูดรีดหรือว่าโดนกดขี่อย่างแน่นอน
หลังจากที่ได้ฟังเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในใจของจางหยวนก็รู้สึกสงสารภายในชะตาชีวิตของเด็กทั้งสองเช่นเดียวกัน
สูญเสียพ่อไปก่อนวัยอันควรตอนนี้ท่านแม่เองก็ล้มป่วยอย่างหนักแล้วก็ไม่มีเงินรักษา
เมื่อได้มองเห็นสภาพของเด็กทั้งสองภาพความทรงจำภายในหัวของเ้าของร่างมันก็เลยย้อนคืนกลับมาภายใน
เขายังคงจำได้เป็อย่างดีความรู้สึกเช่นนี้จางหยวนไม่เคยลืมเลือน
ตอนที่ท่านพ่อหายตัวไปและก็ท่านแม่ล้มป่วยและไม่มีเงินรักษาจนสุดท้ายก็สิ้นใจตาย
ตอนนั้นน้องทั้งสองของเขาส่งเสียงร้องไม่หยุดทั้งวันทั้งคืนภาพเช่นนั้นมันย้อนคืนกลับมาอีกครั้ง
ม่านหมอกแห่งความโศกเศร้าปกคลุมภายในจิตใจ
ความเศร้าหมองที่บังเกิดขึ้นภายในใจได้ดวงตาและใบหน้าของจางหยวนเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง
ก่อนที่จางหยวนจะค่อยๆก้มใบหน้าคิดเล็กน้อยแล้วก็พูดขึ้นมา“ ได้!!! ข้าจะจ้างเด็กทั้งสองไปทำงานที่สวนของเรา ตอนนี้อายุ 13 ปีอย่างไรเสียก็คงจะมีกำลังพอในการทำสวน ”
จางหยวนเข้าไปใกล้ใกล้นำเอาเงินส่วนนึงออกมาจากภายในเสื้อส่งให้เด็กทั้งสอง
ฝาแฝดสองคนรับเงินนั้นเอาไว้ด้วยแววตาที่งุนงง
“ นำเอาไปซื้อยาให้แม่ของเ้าซะ นี่ถือว่าเป็เงินล่วงหน้า ” จางหยวนกล่าว
พูดออกไปเช่นนั้นทั้งสองก็แสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความดีใจออกมา
หย่งคังที่ยืนมองอยู่บริเวณด้านหลังก็ยกยิ้มขึ้นด้วยความพึงพอใจ
ตอนนี้ก็ถือว่าเขาจ้างเด็กทั้งสองมาทำงานภายในสวนของตนเองเรียบร้อยแล้ว
[ได้รับคนงานเพิ่ม]
จบบท