เกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์

    บทที่ 9 สู่ประเทศไทย (100%)

            "ไมเคิล!ยูจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ กลับมาเป็นรองหัวหน้ายมทูตตอนนี้ยังทัน ยูได้ยินไอไหม!?"

            เสียงนั้นดังอยู่ในความฝันของผม แต่ผมรู้ดีว่ามันไม่ใช่แค่ความฝันและรู้ด้วยว่านั่นคือเสียงของใคร น่าเสียดายที่ผมไม่สามารถตอบกลับอะไรได้ไม่อย่างงั้นผมคงตอบเธอไปว่า...

            "ความเลวของผมคงลงไปเกือบถึงชั้นอเวจีแล้วแต่ไม่เป็นไร ผมจะไปให้สุดเส้นทาง"

            ที่นี่คือบ้านพักตากอากาศภายในรีสอร์ทบนเกาะรงของผมแดดอ่อนๆ ตอนเช้าส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องปลุกให้ผมตื่นขึ้นมาเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง

            "อีกแล้วเหรอ?"ผมเปิดประตูห้องออกไปเจอแจ็กกี้กับปันผลกำลังใช้น้ำยาทำความสะอาดของพวกลูกน้องอเล็กซ์เช็ดคราบเลือดบนพื้นห้องข้างๆ มีถุงซิปใส่ศพ ซึ่งแน่นอนว่ามีร่างไร้วิญญาณอยู่ในถุงนั่นด้วย

            "ผมกลัวเค้าไม่ให้เอาน้ำยาขึ้นเครื่องบินครับบอสเลยใช้ให้หมด" แจ็กกี้เงยหน้าขึ้นมาฉีกยิ้มให้ผมพร้อมกับให้เหตุผลที่น่าปวดหัว

            "คนพวกนี้หักหลังบอสตัวเองเพราะเงินเดือนสองเท่าถ้าต่อไปใครให้เงินมากกว่าบอส พวกมันก็คงหักหลังบอสอีก" นายปันผลผู้ไม่เคยคิดจะญาติดีกับแจ็กกี้ให้เหตุผลในแบบของตัวเองสำหรับความร่วมมือชั่วคราวในครั้งนี้

            "ผมรู้ขอบใจพวกนายมาก ไปเตรียมตัวได้แล้ว เที่ยวบินวันนี้เป็นเที่ยวบินพิเศษทางรัฐบาลกะลาแลนด์ส่งมารับเราที่สีหนุวิลล์โดยเฉพาะแต่ก่อนหน้านั้นเราต้องขึ้นสปีดโบ้ทออกจากเกาะ แล้วต่อรถไปที่สนามบิน"ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองพูดมากขึ้น แต่ก็ช่างเถอะอย่างน้อยมันคงช่วยให้ผมได้ตอบคำถามน้อยลงบ้าง

            "ทำไมรัฐบาลกะลาแลนด์ถึงต้องส่งเครื่องบินมารับพวกเราครับ?"นายปันผลเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อนส่วนแจ็กกี้ก็กำลังตั้งท่าจะรัวคำถามชุดใหญ่ใส่ผม หลังจากที่ผมไขปริศนาข้อนี้แล้ว

            "ก็แค่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวที่มีแต่นักลงทุนต่างชาติเมิน แล้วยื่นข้อเสนองามๆ ที่พวกเขาปฏิเสธไม่ได้"ผมตอบแบบให้เหลือปริศนาข้อต่อไปเอาไว้ และตั้งใจว่าจะไม่เฉลยมัน

            ...บางครั้งเราก็ควรปล่อยให้ความไม่รู้พาไปพบความตื่นเต้นในชีวิตบ้าง

            "แล้วบอสจะให้ทำยังไงกับพวกนี้ครับของเก่าเราก็ยังไม่ได้จัดการเลย ผมว่าเราน่าจะเลี้ยงเสือไว้สักตัวนะครับ"แจ็กกี้นำเสนอไอเดียใหม่ล่าสุด

            "ไอ้เจ้าบ้า!แกจะเลี้ยงให้มันมากินพวกเราหรือไง" ปันผลสวนขึ้นทันควันสีหน้าท่าทางคล้ายเอือมระอาเพื่อนร่วมงานเต็มที

            "เอาไปทำเหมือนเดิมแค่นั้นก็พอแล้ว" ผมตัดบทก่อนที่ทั้งคู่จะทะเลาะกันยืดยาว

            "จริงอยู่ที่ช่องพวกนั้นใส่รหัสเอาไว้แต่ถ้าเราไม่อยู่จะไม่มีใครไปเจอแน่หรือครับ?" นายปันผลตั้งคำถามขึ้นมาอีกและคราวนี้ผมคงต้องอธิบายอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้เจ้าหนูจำไมพวกนี้หลงเหลือข้อสงสัย

            "พวกนายเคยสงสัยหรือเปล่าว่าทำไมผมถึงสั่งให้เดินให้ถูกตำแหน่ง เวลาเอาศพไปใส่ไว้ในช่องพวกนั้น"ผมดันเริ่มต้นด้วยคำถามอีกจนได้

            "คงเป็นธรรมเนียมส่งศพมั้งครับบอสเคยเป็นยมทูตมาก่อนนี่" สีหน้าท่าทางไร้ความรู้สึกของนายปันผลทำให้ผมเดาไม่ออกว่าหมอนั่นเชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องที่ผมเคยเป็นยมทูตกันแน่

            "อ้าว!ผมนึกว่าบอสอยากให้เต้นท่าแบกโลงง่ายๆ เลยให้เดินเลี้ยวไปเลี้ยวมาซะอีกครับ"

            ส่วนคำตอบไร้สาระกับสีหน้าท่าทางจริงจังของแจ็กกี้ก็ทำเอาผมอดเชื่อไม่ได้ว่าหมอนี่คิดแบบนั้นจริงอย่างที่พูด

            "ในเรือนเพาะชำนั่นเลี้ยงต้นไม้กินคนไว้ถ้ามีใครทะเล่อทะล่าเดินเข้าไป คนคนนั้นก็จะไม่มีวันได้กลับออกมาส่วนพวกที่นายแบกเข้าไปพอครบ 30 วัน มันก็จะกลายเป็นปุ๋ยมนุษย์"ผมให้คำตอบที่มั่นใจว่าละเอียดเพียงพอจะไม่ทำให้เกิดคำถามตามมาอีก

            "บอสสุดยอดเลี้ยงต้นไม้กินคนด้วย!!" แจ็กกี้มองผมตาโตเหมือนคาดไม่ถึงว่าบอสจะเลี้ยงอะไรที่แปลกกว่าตัวเอง

            "ผมแปลกใจเรื่องที่บอสเอาพวกนี้ไปทำปุ๋ยมนุษย์มากกว่าที่กัมพูชายังไม่มีกฎหมายรองรับ แปลว่านี่คือการลักลอบทำใช่ไหมครับ?" นายปันผลยังคงสรรหาคำถามมาให้ผมตอบได้อีก

            "ที่นี่มีแค่ใบอนุญาตทำธุรกิจรีสอร์ทเท่านั้นแหละที่ถูกกฎหมาย"ผมนิยามสั้นๆ ถึงธุรกิจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อฟอกเงินตาแก่ให้ขาวสะอาด

            "แล้วบอสจะไปทำปุ๋ยมนุษย์ที่ไทยด้วยไหมครับ?"แจ็กกี้ตั้งคำถามขึ้นมาบ้าง

            "คงไม่...ถ้าไม่จำเป็น ผมชอบให้คนตายทั้งเป็นมากกว่า เอาถุงนี่เข้าไปในเรือนเพาะชำเตรียมตัวเดินทางกันได้แล้ว" ผมตัดบทอีกครั้งก่อนที่พวกเราจะไปไม่ทันเรือสปีดโบ้ทที่ผมเช่าเหมาลำไว้สำหรับสามคน

            ปี๊... ป่อออออ ปี๊... ป่อออออ...

            เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของผมกับเบอร์โทรบนหน้าจอเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเรือสปีดโบ้ทมาเทียบท่าเรือด้านหน้ารีสอร์ทแล้ว

            "อย่าลืมนะครับบอสเปลี่ยนมือถือเมื่อไหร่ ผมรอเปลี่ยนริงโทนให้อยู่"นายปันผลเดินเข้ามากระซิบข้างหูผมก่อนจะหิ้วกระเป๋าโน้ตบุ๊กเดินนำออกไปยืนรออยู่ที่หน้าประตูบ้านพัก

            "เรียบร้อยครับบอสผมพร้อมไปเลี้ยงฮิปโปที่กะลาแลนด์แล้ว"แจ็กกี้แบกกระเป๋าเดินทางที่ผมซื้อให้ตามคำขอในลิสต์รายการของจำเป็นเดินมาหยุดยืนฉีกยิ้ม ท่าทางรวมกับปริมาณสมบัติบ้าที่หอบมาเหมือนกำลังจะย้ายบ้าน

            "เอาแค่มือถือไปอย่างอื่นทิ้งไว้นี่ ไปถึงก็ลิสต์รายการมาให้ผมว่าต้องใช้อะไรบ้างหรือไม่ก็ส่งใบเดิมมา" ผมถอนหายใจให้กับความเป็นแจ็กกี้ แล้วเดินนำหมอนั่นออกไปยืนรออยู่ที่ระเบียง

            ...ถ้าคนขับสปีดโบ้ทเกิดติสท์แตกกลับท่าเรือไปโดยไม่มีพวกเรานั่งไปด้วย ผมจะให้แจ็กกี้แจวเรือไปจากเกาะรง!

            "เชิญครับ"

            นับว่ายังเป็นโชคดีของแจ็กกี้ที่การเดินทางจากเกาะรงมายังท่าเรือและสนามบินที่สีหนุวิลล์ราบรื่นไร้อุปสรรคตลอดเส้นทางซึ่งช่วยให้เรามาขึ้นเครื่องบินที่รัฐบาลกะลาแลนด์จัดไว้ให้ตรงตามเวลานัด

            "คุณไมเคิลใช่ไหมครับ?"ชายวัยกลางคนผิวขาวเหลืองหน้ากลมแว่นกลมทรงผมปัดข้างในชุดสูทผูกไทค์ตรงเข้ามายืนประสานมือตั้งคำถามกับผม แต่ไม่ทันที่ผมจะได้ตอบอะไร

            "เอ่อ...ผมทราบมาว่าท่านฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทยได้อย่างดีเยี่ยม ใช่หรือเปล่าครับ?"ชายคนเดิมหันไปถามปันผลกับแจ็กกี้คล้ายไม่มั่นใจว่าข้อมูลที่ตัวเองรับรู้มานั้นถูกต้อง

            ใช่...นั่นก็เพราะทั้งสัญชาติและเชื้อชาติของนายตองเก้าเป็นกัมพูชาร้อยเปอร์เซ็นต์

            "ครับผมไมเคิล"ผมตอบทั้งสองคำถามแทนลูกน้องสองคนด้วยการใช้ภาษาไทยแบบดีเยี่ยมให้สมคำร่ำลือ

            "เชิญทางนี้เลยครับคุณไมเคิลเครื่องบินที่ท่านนายกฯ ส่งมารับรอง พร้อมออกเดินทางแล้วครับ"ชายตรงหน้ายิ้มกว้าง ท่าทางเหมือนโล่งใจก่อนหน้านี้เขาคงคิดว่านักลงทุนจากกัมพูชาที่กล้าจ่ายเงินซื้อพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลกะลาแลนด์จะหูหนวก ตาบอด สมองฟั่นเฟือน

            "ทำไงดีครับบอสผมเห็นเศษมะพร้าวเน่าแล้วมือไม้สั่น อยากรัดคอ" แจ็กกี้เอียงคอมากระซิบถามผมพลางทำมือสั่นประกอบ หมอนี่กำลังพยายามเดินเร็วแข่งกับนายปันผลเพื่อมาเทียบข้างผมเหมือนอยากแสดงตัวว่าพวกตนเป็นทั้งมือซ้ายมือขวาไม่ใช่แค่บอดี้การ์ด

            "อยู่เฉยๆแล้วผมจะซื้อฮิปโปให้เลี้ยง" ผมกระซิบตอบ ซึ่งแน่นอนว่าผมรักษาทุกคำพูดไม่ใช่แค่ปัดปัญหาให้พ้นตัว

            "ขอบคุณครับบอสบอสใจดีที่สุดในโลก!" หมอนั่นทำท่าเหมือนนักฟุตบอลที่พึ่งยิงประตูได้และไม่ใช่แค่ผมหรอกที่รู้สึกเหนื่อยใจ

            "ในที่สาธารณะก็ให้มันน้อยๆหน่อย เดี๋ยวเขาจะครหากันว่าบอสมีลูกน้องไม่เต็มบาท"นายปันผลพูดขึ้นให้พอได้ยินกันแค่สามคน แต่ดูเหมือนแจ็กกี้จะไม่สนใจหมอนั่นคงกำลังหมกมุ่นใจจดใจจ่ออยู่กับเรื่องฮิปโปที่ผมรับปากไปว่าจะซื้อให้

            "เลือกที่นั่งได้ตามสบายเลยนะครับทั้งลำจะมีแค่ท่านกับบอดี้การ์ด ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ"ชายคนเดิมเดินนำพวกเราขึ้นมาบนเครื่องบินของสายการบินแห่งชาติกะลาแลนด์ที่ถูกเช่าเหมาลำเพียงเพื่อจะมารับผมและลูกน้อง

            หึ... ดูเหมือนจะมีสมองไว้เพื่อหาเรื่องผลาญภาษีจริงๆเสียด้วย

            "จะนั่งตรงไหนก็แล้วแต่พวกนายเลยไม่ต้องเกรงใจ" ผมบอกทั้งคู่ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้างหน้าต่างด้านซ้ายของตัวเครื่องแต่สุดท้ายทั้งปันผลและแจ็กกี้ก็ตามมาแย่งกันนั่งข้างๆ ที่นั่งผมอยู่ดี

            "แกไปนั่งติดทางเดินสิ!"นายปันผลเชิดหน้าบอกแจ็กกี้ด้วยท่าทีเหมือนเป็นผู้ชนะ หลังจากที่ตัวเองหย่อนก้นลงบนที่นั่งข้างๆผมสำเร็จ

            "ได้!แต่รอบหน้าผมไม่แพ้แน่" แจ็กกี้นั่งลงตรงที่นั่งข้างทางเดินอย่างเสียไม่ได้

            ในที่สุดความเงียบก็เข้าครอบคลุมภายในตัวเครื่องเหมือนอย่างที่ควรเป็นและการเดินทางมุ่งหน้าสู่กะลาแลนด์ของพวกเราก็ได้เริ่มต้นขึ้น...

            "เราจะใช้เวลาในการเดินทางประมาณ1 ชั่วโมงนะคะแต่ละท่านจะรับอาหารหรือเครื่องดื่มอะไรไหมคะ?" แอร์โฮสเตสคนไทยเดินมาถามพวกเราด้วยท่าทางนอบน้อมยิ่งกว่าชายคนเมื่อครู่เธอสวมเสื้อลูกไม้แขนยาวคล้องสายสะพายเฉียง นุ่งโจงกระเบน คาดเข็มขัดเงินรวมทั้งสวมสร้อยมุกสั้นๆ ยาวๆ หลายเส้น ซึ่งก็คงเป็นนโยบายนายกฯ กะลาแลนด์ที่อยากเผยแพร่วัฒนธรรมให้นักลงทุนกัมพูชาได้รับรู้

            เพียงแต่ผมอยากจะบอกคนคนนั้นว่า...ยมทูตเลิกนุ่งโจงกระเบนแดง เปลี่ยนมาใส่สูทเพื่อความทะมัดทะแมงนานมากแล้ว

            "ผมขอแค่น้ำเปล่าส่วนพวกนายอยากจะกินดื่มอะไรก็สั่งกันเอง"

            เพราะรู้ว่าทุกอย่างบนเครื่องบินลำนี้มาจากเงินภาษีที่ถูกใช้จ่ายอย่างไม่จำเป็นผมจึงไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการผลาญเงินเหล่านั้นแต่การจะไปห้ามความหิวกระหายของลูกน้องไม่ให้เกิดขึ้นนั้น ผมก็คงทำไม่ได้เช่นกัน

            "ผมขอน้ำเปล่า"

            "ผมก็ขอน้ำเปล่า"

            ทั้งคู่ตอบคำถามแอร์โฮสเตสเหมือนลอกคำตอบผมมาทำเอาอีกฝ่ายยิ้มเจื่อนๆ

            "ได้ค่ะแต่หากต้องการรับประทานอาหาร หรือต้องการเครื่องดื่มเพิ่มสามารถเรียกได้ตลอดเวลาเลยนะคะ" เธอเสิร์ฟน้ำเปล่าใส่แก้วให้เราสามคนก่อนจะเดินเข็นรถอาหารกลับไป

            "เขาจะมีลีมูซีนไปส่งเราที่บ้านเช่าไหมครับบอส?"แจ็กกี้ยื่นหน้าผ่านปันผลมาถามผม

            "ตามกำหนดการที่เขาแจ้งเราจะต้องไปกินข้าวเที่ยงกับนายกฯ"

            คำตอบของผมทำให้สีหน้าและแววตาของแจ็กกี้กับปันผลเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

            "บอสยัง...ยืนยันเจตนารมณ์เดิมใช่ไหมครับ?" นายปันผลถามขึ้นเสียงเย็นแบบเดียวกับที่ผมเคยทำตอนเป็นยมทูต

            "บอสยังจะจ้างผมไปเก็บกวาดเศษมะพร้าวเน่าเหมือนเดิมใช่ไหมครับ?"ตามมาด้วยคำถามของแจ็กกี้ที่ปรากฏแววของฆาตกรในดวงตาทันทีที่พูดถึงเศษมะพร้าวเน่า

            "ผมยังเหมือนเดิม"ผมตอบทั้งสองคำถามด้วยคำพูดสั้นๆ ประโยคเดียว

            "ขอบคุณครับ"นั่นคือคำพูดตอบกลับจากนายปันผล

            "ผมจะรอวันที่ผมได้เก็บกวาดเศษมะพร้าวเน่านะครับบอส"แจ็กกี้ยิ้มให้ผม แต่ดวงตายังฉายแววฆาตกร เจ้าพวกนี้คงมีความหลังฝังใจกับมะพร้าวเน่าพวกนั้น

            "อาทิตย์หน้าผมจะส่งพวกนายไปอบรมหลักสูตรนักบินส่วนบุคคลส่วนอาทิตย์นี้พวกนายมีภารกิจจะต้องดูแลแขกที่ผมเชิญมาคุยธุรกิจ"

            เป็นอีกครั้งที่ผมจำเป็นต้องพูดอะไรยืดยาวทั้งที่ไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจความหมายแฝงของมันแค่ไหน

            "ครับ ผมจะดูแลอย่างดี...แบบเดียวกับที่พวกเขาเคยดูแลพวกเรา"

            สีหน้าท่าทางของนายปันผล ยังคงไร้อารมณ์ความรู้สึกตรงข้ามกับคำพูดที่อัดแน่นด้วยความหมายแฝง

            "ผมก็จะดูแลพวกเขาแบบเดียวกับที่พวกเขาดูแลพวกเราเป๊ะเลยครับบอส" แจ็กกี้ยิ้มสนุกซึ่งหมายความว่าหมอนั่นเข้าใจถ่องแท้ถึงสิ่งที่ผมต้องการสื่อ

            เครื่องบินของสายการบินแห่งชาติกะลาแลนด์พาพวกเรามาถึงสนามบิน ตรงตามเวลาที่กำหนด หลังจากนั้นลีมูซีน 3 ตอนติดฟิล์มกรองแสงดำชนิดที่ไม่น่าเล็ดรอดเงื้อมมือผู้ใช้กฎหมายก็มารับพวกเราไปยังที่หมายถัดไป

            แน่นอน... พร้อมรถนำขบวน

            "ทำไมต้องมีรถนำขบวนครับ?"ผมตั้งคำถามกับชายอีกคนผู้ทำหน้าที่ต้อนรับและพาพวกผมไปขึ้นลีมูซีนโดยไม่จำเป็นต้องผ่านด่านตรวจใดๆ

            "เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับแขกบ้านแขกเมืองของเราอย่างคุณไมเคิลและผู้ติดตามครับเราจะพาทุกท่านไปยังทำเนียบโดยเร็วที่สุด จึงต้องมีรถนำขบวนครับ"เจ้าของผมทรงชะโดตีแปลงตอบด้วยท่าทางนอบน้อม

            "ไม่เป็นไรครับผมได้ยินมาว่ารถติดเป็นของขึ้นชื่อของที่นี่ ใครไม่ได้เห็นแปลว่ายังมาไม่ถึงถ้าผมไม่ได้เห็นคงผิดหวังมาก" ผมยังยืนยันคำเดิมและไม่แคร์ถ้าอีกฝ่ายจะมองว่าไมเคิลเป็นแค่นักลงทุนมือสมัครเล่นเอาแต่ใจคนหนึ่ง

            ...เพราะผมรู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

            "ตะ... ตะ... แต่ท่านนายกฯรอรับประทานอาหารมื้อเที่ยงกับคุณไมเคิลอยู่นะครับไว้ทานข้าวเสร็จค่อยชมเมืองก็ยังไม่สาย" คนคนนั้นประสานมือโค้งแล้วโค้งอีกให้กับคนอายุคราวหลาน 3 คนตรงหน้า เหมือนอยากขอร้องว่า...ปล่อยกูไปเถอะ

            "ผมจะโทรเคลียร์กับนายกฯ เองไม่ต้องห่วง หรือถ้าไม่สะดวกใจ ก็แค่ทิ้งกุญแจรถไว้ ผมจะให้บอดี้การ์ดขับรถพาผมไปเอง"

            ข้อเสนอของผมทำเอาอีกฝ่ายถึงกับหน้าซีดเหงื่อตก

            "บะ... บะ...บอดี้การ์ดของคุณไมเคิลอาจจะไม่ทราบเส้นทางนะครับ"คนตรงหน้าละล่ำละลักเหมือนพยายามจะโน้มน้าวใจเพื่อเปลี่ยนความคิดของผม

            "เดี๋ยวนี้เค้ามีจีพีเอสแล้วนะครับลุง"แจ็กกี้สวนขึ้นทันควัน ด้วยใบหน้าที่ปราศจากรอยยิ้ม

            "ผมหมายถึงเส้นทางลัดน่ะครับ"

            ดูเหมือนคนคนนั้นจะอยากงัดข้อกับแจ็กกี้ซึ่งผมมั่นใจว่านั่นไม่ใช่ความคิดที่ดี

            "มันมีบอกในจีพีเอสครับลุงหัดใช้บ้างนะครับ"

            ท่าทางของแจ็กกี้เหมือนอยากจะพูดอะไรมากกว่าและรุนแรงกว่านี้แต่ยังเกรงใจผมอยู่

            "อย่างที่บอกครับ ถ้าไม่สะดวกใจผมจะโทรบอกนายกฯ เองว่า ผมบังคับให้คุณมอบกุญแจรถให้และขู่ว่าถ้าทำให้ผมอารมณ์ไม่ดี ผมจะยกเลิกแผนการลงทุนทั้งหมดแค่นี้พอไหมครับที่จะทำให้คุณไม่ถูกลงโทษ"ผมตัดบทเพราะไม่อยากให้ลูกน้องออกตัวแรงตั้งแต่วันแรก จนถูกเพ่งเล็ง

            "สะ... สะดวกสิครับเชิญคุณไมเคิลกับผู้ติดตามขึ้นรถได้เลยครับ ผมจะโทรเรียนท่านนายกฯ เอง"ผู้ชายตรงหน้ายิ้มเจื่อนๆ ให้ผม พร้อมกับเปิดประตูรถและผายมือเชื้อเชิญให้เราขึ้นไปนั่งภายในห้องโดยสารตอนกลางของตัวรถซึ่งภายในเป็นเบาะหนังสีครีม พร้อมจอทัชสกรีน

            "จอนี้คุณไมเคิลสามารถเลือกชมรายการต่างๆ ได้ตามอัธยาศัยเลยนะครับ"ชายคนเดิมอธิบายสรรพคุณและวิธีการใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในรถก่อนที่ลีมูซีนคันนี้จะพาเราออกมาบนถนนสายที่คุ้นตาและคุ้นเคยในอีก 5 นาทีต่อมา

            แน่นอน... เพราะเมื่อ 2 เดือนก่อนผมยังมารับดวงวิญญาณที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนเส้นนี้ ไปส่งยมโลกอยู่เลย

            "บอสอยากดูรถติดจริงๆเหรอครับเนี่ย?" แจ็กกี้ถามขึ้นซึ่งก็อาจจะเพราะหมอนั่นเห็นผมเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่างรถ

            "อืม..." ผมตอบสั้นๆโดยที่ยังเท้าคางมองออกไปนอกหน้าต่าง

            "ถ้างั้นผมขอเปิดหนังดูได้ไหมครับบอส?"หมอนั่นตั้งคำถามขึ้นมาอีกและนี่น่าจะเป็นจุดประสงค์หลักมาตั้งแต่แรก

            "เอาสิ ตามสบาย"ผมยอมรับว่าไม่ได้คิดทบทวนก่อนอนุญาตให้แจ็กกี้ทำตามอำเภอใจจนเป็นเหตุให้ทุกคนบนรถต้องขวัญผวาและประสาทเสียไปกับหนังที่หมอนั่นเปิดดู

            "กรี๊ดดดดดด!! ช่วยด้วย ช่วยด้วย"ผู้หญิงในหนังนั่นวิ่งหนีพลางกรีดร้องโหยหวน ใช่...มันคือหนังแนวระทึกขวัญของไอ้โรคจิตคนนึงที่ถืออาวุธตามไล่ล่าคนทั้งเรื่อง

            "แกทำไมไม่ใส่หูฟังวะ!?"นายปันผลเป็นคนแรกที่รู้สึกทนเสียงแสบแก้วหูนั่นไม่ได้

            "มันไม่ได้อารมณ์"แจ็กกี้ตอบคำถามตาใส เหมือนไม่รู้ว่าคนรอบข้างรู้สึกยังไง

            "ได้!งั้นเชิญแกเมามันในอารมณ์ของแกไปเลย... นี่ครับบอส"

            นับว่าเป็นโชคดีของผมกับปันผลที่บนรถมีหูฟังสำหรับจอทัชสกรีนอยู่2 อันแต่กับคนขับรถลีมูซีนซึ่งต้องทนฟังการไล่ล่าเหยื่อของฆาตกรโรคจิตตั้งแต่ต้นจนจบคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่

            "กรี๊ดดดดด!! ไม่นะ ไม่ม่ายยยยยย"

            เสียงนั่นยังดังลอดเข้ามาเป็นระยะๆซึ่งก็คงเป็นเพราะผมไม่ได้เชื่อมต่อหูฟังกับโทรศัพท์มือถือแต่แค่นี้ไม่ทำให้ผมรู้สึกอะไรหรอกมันเล็กน้อยกว่าเรื่องราวในตอนใช้ชีวิตเป็นยมทูตหลายเท่า

            เอี๊ยดดดดด...

            เสียงแปลกปลอมดังลอดเข้ามาในรถ มันไม่ใช่เสียงจากหนังที่แจ็กกี้ดูหากแต่เป็นเสียงที่มีต้นตอมาจากรถเมล์เก่าๆ ผุๆ บนถนน

            นี่สินะ...ระบบขนส่งมวลชนของประเทศที่รัฐบาลอ้างว่าอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา

            "หืม..."ผมนิ่วหน้าให้กับภาพที่เห็น ผู้คนบนรถเมล์คันนั้นมีรังสีแปลกๆ ปรากฏอยู่รอบตัวมันเป็นออร่าสีดำที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

            เอี๊ยดดดดด... เอี๊ยดดดดด...

            เสียงแปลกๆยังดังออกมาจากรถเมล์คันนั้นไม่หยุด ผมไม่รู้ว่ามันมาจากเครื่องยนต์ เบรกหรือชิ้นส่วนไหน แต่ไม่ทันได้คิดฟุ้งซ่านอะไรมากไปกว่านี้

            เอี๊ยดดดดด... โครมมมม!!

            รถเมล์คันนั้นเสียหลักระหว่างเลี้ยวขวาตรงสามแยกก่อนจะพุ่งชนเสาไฟฟ้า ท่ามกลางผู้คนบนฟุตบาทที่พากันวิ่งหนีตายแต่สำหรับผู้โดยสารบนรถเมล์ พวกเขาไม่มีโอกาสแบบนั้น และคงทำได้แค่ยอมรับชะตากรรม

            "มีอุบัติเหตุรถเมล์ชนเสาไฟระหว่างทางครับอาจจะไปถึงช้ากว่าที่ประมาณการไว้นะครับ" คนขับรถลีมูซีนโทรแจ้งใครสักคน เพราะเป็นที่แน่นอนว่าการจราจรจะติดขัดขึ้นอีกหลายเท่าเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น

            "เราลงไปช่วยเขากันไหมครับ?"แจ็กกี้หันมาถามผมแต่นั่นเหมือนจะเป็นสิ่งที่เรียกคนขับรถลีมูซีนให้หันขวับมามองผมด้วยสายตาที่สื่อความหมายเหมือนอยากลางานกลับบ้านตอนนี้

            "นายรู้วิธี CPR หรือปฐมพยาบาลหรือเปล่า?"ผมถอดหูฟังแล้วหันมาย้อนถามแจ็กกี้

            "ไม่ครับ"หมอนั่นตอบได้อย่างหน้าตาเฉย จนผมอยากถอนหายใจยาวๆ สักหลายๆ ครั้ง

            "แล้วจะลงไปทำอะไร?" ผมตั้งคำถามต่อไปอีกเผื่อว่าหมอนั่นจะคิดได้

            "อืม... ช่วยโบกรถมั้งครับ" แจ็กกี้คิดคำตอบให้กับคำถามของผมอยู่ราวๆ1 นาที

            "โบกให้เขามาชนกันเพิ่มน่ะเหรอ?"นายปันผลถอดหูฟังออกมาแสดงความเห็น แต่พออีกฝ่ายอ้าปากจะตอบก็รีบใส่หูฟังกลับเข้าไปอย่างเดิม

            "แค่โทรแจ้งว่ามีอุบัติเหตุก็พอพวกเราลงไปก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้" ผมบอกแจ็กกี้ผู้ที่กำลังอยากทำหน้าที่พลเมืองดี

            "ครับบอส"หมอนั่นยิ้มกว้างให้ผม แล้วล้วงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทออกมาทำตามที่ผมบอก

            ที่จริง... ผมก็แค่กลัวกลัวจะต้องพบเจอยมทูตที่กำลังทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ตรงนั้น แน่ล่ะ!ในเมื่อผมมันก็เป็นแค่อดีตยมทูตที่มีชนักติดหลังอยู่ เวลานี้ผมเป็นเพียงคนแหกกฎที่หนีความรับผิดชอบมาทำตามใจตัวเองเท่านั้น

            "ยังไม่ขยับเท่าไหร่เลยครับรถติดมาก"คนขับรถลีมูซีนรับโทรศัพท์และแจ้งสถานการณ์ปัจจุบันกับปลายสายเป็นระยะๆ

            ...ดูเหมือนกลุ่มคนที่กำลังรอคอยการมาของพวกเราจะหัวเสียหนักมากพวกเขาคงไม่เคยต้องสละเวลารอใครรวมทั้งไม่เคยต้องประสบพบเจอผลลัพธ์จากการจราจรอันติดขัดเช่นนี้ แต่ไม่เป็นไรเพราะผมยังมีบทเรียนมากมายให้พวกเขาต้องเรียนรู้

            "บอสครับ ผมลงไปซื้อลูกชิ้นได้ไหม?"แจ็กกี้หันมาถามผมอีกครั้งหลังจากหนังไอ้โรคจิตถือเลื่อยยนต์นั่นจบลงโดยมีเสียงถอนหายใจของคนขับรถดังปิดท้าย

            "มีเงินบาทไหมล่ะ?" คำถามของผมทำเอาแจ็กกี้นั่งอ้าปากค้างเหมือนพึ่งฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าพวกเรายังไม่ได้แลกเงิน

            "ผมมี!ฝากซื้อมะม่วงน้ำปลาหวานด้วย บอสกินอะไรไหมครับ?" นายปันผลล้วงกระเป๋าสตางค์กำมะหยี่สีดำแบบพับในกระเป๋ากางเกงออกมาหยิบแบงค์พันบาทใบเดียวในนั้นส่งให้แจ็กกี้

            "ไม่ล่ะ" ผมตั้งใจจะตอบสั้นๆแต่กลับถูกแจ็กกี้สวนขึ้นทันควัน

            "บอสกินหน่อยเถอะครับแม่ค้าเค้าน่าจะตบผมฟันร่วง ให้แบงค์พันแต่ดันซื้อไม่ถึงร้อย"หมอนั่นปั้นหน้าน่าสงสารเสียจนผมอ่อนอกอ่อนใจ

            "อยากให้ผมกินอะไรก็ซื้อมาถามคนขับด้วยว่าเขาอยากกินอะไร ค่าใช้จ่ายทั้งหมดผมจะโอนคืนให้"

            เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นสีหน้าผ่อนคลายของคนขับลีมูซีนมันทำให้ผมยิ่งมั่นใจว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง

            ผมมาที่นี่...เพื่อสะสางหลายสิ่งหลายอย่างแม้มันจะทำให้ผมต้องกลายเป็นคนเลวที่เจ็บปวดที่สุดในตอนท้าย แต่ก่อนจะถึงเวลานั้นผมจะทำให้พวกมันเจ็บปวดยิ่งกว่าความเจ็บปวดของคนทั้งหมดในกะลาแลนด์รวมกัน!

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์ ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508