ภัณฑิรา…
“เชิญนั่งครับ”
หมออัศวินเชื้อเชิญให้ภัณฑรานั่งลงที่เก้าอี้ ที่อยู่หน้าโต๊ะทำงาน ภัณฑราเดินมาหย่อนร่างบางนั่งลง สายตาของเธอจับจ้องมองที่หมออัศวิน และรอฟังผลการตรวจชิ้นเนื้อของพวงพร ด้วยหัวใจจดจ่อเต้นระทึก
“ผลแล็บออกมาแล้วครับ จากการตรวจชิ้นเนื้อคุณแม่ของคุณ เราพบเนื้อร้ายในช่องท้อง แม่ของคุณเป็มะเร็งในระยะที่สอง”
ภัณฑิรานิ่งอึ้งไปกับคำพูดของหมออัศวิน เธอเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงมากลางแสกหน้าแบบกะทันหัน จนไม่รู้จะพูดจะเอ่ยอะไรออกมา เธอได้แต่นิ่งเงียบงั้น ช็อกไปเกือบๆ ห้านาที ซึ่งหมอก็เข้าใจที่ภัณฑราเป็เช่นนั้น จึงนิ่งตามไปด้วยความรู้สึกเห็นใจ
“แต่คุณไม่ต้องเป็กังวลนะครับ มะเร็งพึ่งอยู่ในระยะที่สอง สามารถรักษาให้หายได้ แม่ของคุณจะต้องมารักษาอย่างต่อเนื่อง กินยา ทำคีโม และต้องหลีกเลี่ยงการทานอาหาร ที่อาจเป็ความเสี่ยงที่จะทำให้มะเร็งลุกลาม”
หมออัศวินเริ่มพูดบอกภัณฑิราต่อไป เพื่อให้เธอคลายความวิตกกังวล ที่เห็นเด่นชัดผ่านใบหน้าสวยหวาน ซึ่งเธอก็คลายความวิตกลงไปบ้าง เมื่อได้รู้ว่ามะเร็งที่แม่ของเธอกำลังเป็อยู่ในขณะนี้ มีทางรักษาให้หายได้
“ค่ะคุณหมอ ฉันจะพาแม่มารักษาอย่างต่อเนื่อง แต่... ว่าแต่ว่าในการรักษาแต่ละครั้ง จะต้องใช้เงินมากน้อยขนาดไหนคะ?”
ภัณฑิราพยักหน้าอย่างไม่ยอมแพ้ เธอจะพาพวงพรมารักษาอย่างต่อเนื่องแน่นอน แต่ก็อีกนั่นแหละ เธอเคยได้ยินเื่ค่ารักษาโรคมะเร็ง ซึ่งค่อนข้างแพงอยู่มิใช่น้อย เธอจึงเอ่ยถามหมออัศวิน เพื่อว่าเธอจะได้หาช่องทางหาเงิน ถึงเธอจะพอมีเงินเก็บอยู่บ้างจำนวนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้มากมาย เธอจึงกลัวว่าจะไม่เพียงพอกับค่ารักษาอย่างต่อเนื่อง
“มารักษาแต่ละครั้งก็เกือบๆ หนึ่งหมื่นถึงหนึ่งหมื่นห้าพันบาท แล้วแต่ว่าจะต้องทำอะไรบ้างในครั้งนั้นๆ น่ะครับ”
ภัณฑิราต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง เมื่อรู้ถึงค่ารักษาในแต่ละครั้ง ที่แม่ของเธอจะต้องมาทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง เงินเก็บของเธอที่มีอยู่ คงใช้ได้เพียงแค่สามครั้งเองมั้ง ซึ่งยังไงเธอก็ไม่ยอมปล่อยให้แม่ของเธอหยุดการรักษาหรอก เธอจะต้องพยายามหาเงินมารักษาแม่ให้จงได้
ภัณฑิราออกจากห้องทำงานของหมออัศวิน เดินมายังห้องพักฟื้นคนไข้ที่แม่ของเธอนอนพักรักษาตัว ขณะที่เดินเธอก็ครุ่นคิดวิถีทางที่จะหาเงิน แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ตกสักที มัวแต่คิดเธอจึงเดินไม่มองทาง จนเดินไปชนเข้ากับร่างแกร่งของใครบางคนเข้า
“อุ๊ย!... ขอโทษทีค่ะ”
ภัณฑิราอุทานออกมา พร้อมกับกล่าวขอโทษคนที่เธอเดินชน เธอเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขา ก็ต้องนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เหมือนถูกสะกดจากดวงตาคมเข้ม ที่จ้องมองสบตากับดวงกลมโตคู่สวยของเธอ
“นี่เธอเดินบ้าอะไร ไม่มองดูทางเลยหรือไง?”
เสียงที่ต่อว่าภัณฑิราไม่ได้เปล่งออกจากปากชายหนุ่มตัวโต ที่สวมใส่เสื้อสูทราคาแพง แต่มาจากผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ที่ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนั้นจะโกรธแทนผู้ชายตัวโต ที่ถูกเธอชนเอามากๆ ราวว่าเธอไปทำอะไรเสียหายมากมายอย่างงั้น โดยไม่สนคำขอโทษจากเธอเลยสักนิด
“ก็ฉันขอโทษแล้วนี่ยังไงคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะชนสักหน่อย แค่กำลังคิดอะไรเพลินไปหน่อยก็เท่านั้นเอง และฉันก็ไม่ได้ทำให้คุณาเ็ตรงไหนไม่ใช่หรือไง คำขอโทษก็คงพอแล้วปะ”
ภัณฑิราเชิดหน้ามองหน้าผู้หญิง ที่ไม่ยอมรับฟังคำขอโทษ ก่อนจะหันมามองสบตากับดวงตาคมเข้ม ที่ยังคงมองเธอนิ่ง มาถึงตรงนี้เธอไม่หวาดหวั่น ประหม่า ต่อดวงตาคู่นั้นอีกแล้ว เพราะอารมณ์โกรธกรุ่นเริ่มเข้ามาครอบงำ
“นี่แก!”
“ดารัน ฉันไม่ได้เป็ไร เราไปกันได้แล้ว”
ผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ จะพูดต่อว่าภัณฑิราขึ้นมาอีก แต่ถูกชายหนุ่มตัวโตที่แต่งตัวเรียบหรูปรามเอาไว้ ผู้หญิงคนนั้นจึงเงียบสงบปากสงบคำ แล้วจากนั้นพวกเขาก็เดินผ่านภัณฑิราไป โดยที่ดวงตาคมเข้มหันมามองใบหน้าสวยหวานของภัณฑิรานิดหนึ่ง ก่อนจะเดินตรงไปข้างหน้า
ภัณฑิรามารู้สึกตัวว่าผู้ชายตัวโตคนนั้น ไม่น่าจะเป็คนธรรมดา ฐานะธรรมดาๆ คนหนึ่ง ก็ตอนที่เขาเดินผ่านนั่นแหละ เพราะมีผู้ชายหน้านิ่งสองคนเดินตามหลังไปด้วย เหมือนกับว่าผู้ชายสองคนนั้นเป็บอดี้การ์ดของเขายังไงยังงั้น แต่ภัณฑิราไม่สนใจเขาอีก เพราะมีเื่อื่นให้คิดอีกมาก และตอนนี้แม่ของเธอก็กำลังรอเธอไปหา จึงก้าวเดินไป
๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐๓๐