บทที่ 8 ทางเลือกของเซียวเฉิน
“ลุงหลิน ที่พูด ๆ มานี่ดูจะไม่ค่อยเหมาะกับผมเสียเท่าไหร่นะครับ ผมว่าคงต้องเริ่มทำจากตำแหน่งพื้นฐานก่อน”
ประโยคของเซียวเฉินทำหลินเทียนรู้สึกหงุดหงิดในใจ
ถ้าหากเป็คนอื่นมาพูดประโยคนี้ ก็คงไม่ชวนสะกิดจนรู้สึกอะไรมากนัก แต่พอคนพูดมันกลายมาเป็เซียวเฉิน หากเขาบอกว่าตนเองทำไม่ได้ แล้วจะยังมีใครทำได้อีกล่ะ?
จริงอยู่ว่าคนอื่นอาจจะไม่รู้ว่าหลินกรุ๊ปเติบโตขึ้นมาได้ยังไง แต่หลินเทียนนั้นทราบดี
ทราบว่าเป็เซียวเฉินเป็คนที่สร้างหลินกรุ๊ปและพัฒนาทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว การพูดว่าเซียวเฉินไม่มีความสามารถพอก็เหมือนกับการพูดเล่นไร้สาระนั่นแหละ
“ลุงหลิน ผมไม่ได้พูดเล่นนะครับ เื่นี้คงต้องปล่อยให้เป็แบบนี้ไปก่อน ขอตัวก่อนครับ”
เซียวเฉินโบกมือพร้อมรอยยิ้มให้คนตรงหน้า ชวนให้หลินเทียนรู้สึกละอายอยู่ภายในใจลึก ๆ
อย่างไรก็ตาม ถ้าเซียวเฉินไปทำตำแหน่งนั้นจริง ๆ สำหรับหลินกรุ๊ปแล้วก็ไม่ใช่เื่เลวร้ายเสียหายอะไร
ด้วยเหตุนั้นเขาจึงกดโทรหาหลินโหรว
ส่วนทางหญิงสาว เธอก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าคงไม่พ้นเื่ต้องจัดหางานให้เซียวเฉิน และยิ่งเพราะเขาเป็คู่หมั้นของตัวเอง จึงยิ่งต้องจัดหาตำแหน่งให้เหมาะสมลงตัว
“คุณพ่อคะ เื่พวกนี้ให้คุณพ่อลองจัดการดูก็แล้วกัน จะเป็หัวหน้าฝ่ายบุคคลหรือผู้จัดการฝ่ายขายดีล่ะคะ?”
หลินโหรวเคยปรึกษากับหลินเทียนมาก่อนว่าเซียวเฉินสามารถรับมือกับงานแบบนี้ได้
ดังนั้นในสายตาของหล่อน ถ้าเขาเข้ามาทำงานจริง ๆ ย่อมต้องเริ่มเลือกจากกลุ่มตำแหน่งพวกนี้อย่างแน่นอน
แต่หลินโหรวกลับเข้าใจไปผิดถนัด
หลินเทียนถอนหายใจ “ไม่ใช่ตำแหน่งไหนทั้งนั้นแหละ เซียวเฉินเลือกไปเป็เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย!”
กล่าวจบ หลินโหรวก็รู้สึกใไม่แตกต่างกัน
ไปเป็เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย? ก็จริงอยู่ว่าเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเป็ตำแหน่งที่ขาดไม่ได้สำหรับหลินกรุ๊ป และเนื่องจากมันเป็แผนกที่พบเจอกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย จึงถือได้ว่าเป็ตำแหน่งที่หินมาก
หลินโหรวนึกกังวลอยู่บ้างหากจะให้เซียวเฉินไปทำงานแผนกรักษาความปลอดภัย แล้วดันเกิดปัญขึ้นจนเขาอาจจะจัดการไม่ได้
เพราะแม้เซียวเฉินจะมีความสามารถ แต่การทำงานในแผนกรักษาความปลอดภัยของหลินกรุ๊ปไม่ใช่เื่ง่ายเลย
“เฮ้อ ไม่รู้ว่าเซียวเฉินจะยอมแพ้ถ้าเจองานยากไหม ดูท่าคงจะมีแต่ฉันเท่านั้นที่จะจัดการเื่นี้ได้”
ในขณะที่หลินโหรวกำลังครุ่นคิด เซียวเฉินก็เดินไปถึงแผนกรักษาความปลอดภัยแล้ว
คำพูดของหลินโหรวไม่ใช่เื่โกหก แผนกรักษาความปลอดภัยนี้วุ่นวายมากจริง ๆ
เซียวเฉินยังไม่ทันไปถึงที่หมายก็ััได้ถึงความจอแจของบริเวณโดยรอบ หากมีคนไม่รู้เื่รู้ราวผ่านมา อาจจะคิดว่าที่นี่คือตลาดสดก็ได้
เสียงจากด้านในดังไม่ขาดสาย มีทั้งวงเล่นไพ่ ั้แ่ไพ่ธรรมดา ๆ ไปจนถึงไพ่นกกระจอก กลุ่มคนรับชมภาพยนตร์ซึ่งไม่สามารถบรรยายออกมาเป็คำพูดได้
คนเ่าั้ส่งเสียงดังอึกทึกไม่หยุด ห้องจึงยิ่งดูวุ่นวายเข้าไปอีก
อย่างน้อยตอนเซียวเฉินมาถึง ในใจขอบเขาก็มีความรู้สึกเช่นนี้
ชาหนุ่มยืนรออยู่ราวสองสามนาที ก็ยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
เซียวเฉินกระแอมเบา ๆ “ทุกคน ผมมารายงานตัวครับ!”
เซียวเฉินพูดไป แต่ไม่มีใครสนใจเขาเลยสักคน
แค่ดูจากสถานการณ์ตรงหน้า ก็รู้ได้เลยว่าที่นี่มีแต่ความวุ่นวาย กระนั้นเซียวเฉินเป็ใคร? มีอะไรที่เขาไม่เคยประสบมาก่อนบ้าง?
ด้วยสภาพแบบนี้ ในสายตาของเซียวเฉินแล้ว ก็ไม่พอนับเป็ตัวปัญหาจากจุดใดได้
ดังนั้นหลังจากมองสำรวจอยู่สักพัก เซียวเฉินก็หัวเราะ “น่าสนใจนะ โต๊ะดูแข็งแรงมากเลย ซื้อมาจากที่ไหนเหรอ”
เซียวเฉินพูด ก่อนใช้แรงเบา ๆ กับโต๊ะตรงหน้า
ภายในพริบตา โต๊ะตัวดังกล่าวก็แตกพังออกเป็เสี่ยง ๆ
การกระทำของเซียวเฉินทำให้ทุกคนหยุดทำกิจกรรมของตัวเอง แล้วหันมาให้ความสนใจกับเขาในทันที
“ไอ้หนู ทำอะไรน่ะ รู้ไหมว่าที่นี่ที่ไหน”
คนที่อยู่ใกล้เซียวเฉินที่สุดวางไพ่นกกระจอกในมือลง พร้อมลุกเดินมาทางเขา
ชายคนนั้นสูงราว ๆ 178 เิเ เตี้ยกว่าเซียวเฉินเกือบหนึ่ง่หัว แต่รูปร่างก็ใหญ่โต แค่มองย่อมรู้ได้ไม่ยากว่าไม่ใช่คนที่สมควรเข้าไปยุ่มย่ามด้วย
แต่เซียวเฉินกลับยิ้มตอบกลับไปเบา ๆ “ไม่รู้หรอก ตอนแรกก็คิดว่าที่นี่เป็แผนกรักษาความปลอดภัย แต่มาดูตอนนี้แล้ว… เหมือนเป็ห้องเล่นไพ่เสียมากว่า ครบครันจริง ๆ ”
น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยตามสิ่งที่เห็น
แต่ชายที่อยู่ตรงหน้ากลับโมโหขึ้นมา ฟันขบกันกรอด ๆ แล้วซัดหมัดใส่เซียวเฉินทันที
คนรอบข้างต่างรู้สึกตื่นเต้น ด้วยถึงความสามารถของชายคนนี้จะไม่ได้ถือว่าเก่งกาจนักเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ แต่การจัดการเซียวเฉินที่ดูผอมแห้งก็ไม่น่าใช่เื่ยาก
อย่างน้อยในสายตาของพวกเขา มันก็ดูเป็เช่นนั้น
ทั้งหมดยืนอยู่ตรงนั้น ราวกับรอชมเื่ตลกอยู่
แต่ในพริบตาถัดมา ทุกคนกลับหยุดชะงัก
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ”
ซึ่งคนอื่น ๆ ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าแท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น
เซียวเฉินใช้มือข้างหนึ่งคว้าหมัดที่กำลังพุ่งเข้ามาตนเอง ท่าทางดูสบาย ๆ เหมือนไม่ได้ออกแรงเลยแม้แต่น้อย
มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มผ่อนคลาย
“เป็อะไรไป กำลังของนายมีแค่นี้เองเหรอ? ”
กล่าวจบ เหงื่อบนหน้าผากของชายตรงหน้าก็ไหลซึมออกมาไม่หยุด
คนอื่นอาจไม่รู้ แต่จริง ๆ เขาได้ใส่แรงทั้งหมดที่มีลงไปแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจขยับเคลื่อนเซียวเฉินได้แม้แต่น้อย
ต่อมาเหล่าผู้ชมจึงร้องะโอย่างร้อนรน
“เฮ้ย นายไม่ได้กินข้าวมาหรือไง กับแค่เด็กคนเดียวทำไมถึงยังจัดการไม่ได้ จะไปอ่อนข้อให้เพื่อ?! ”
ได้ยินคำพูดนั้น ผู้ฟังก็แทบจะร้องไห้ออกมา ด้วยถ้าเขามีความปรานีอยู่แม้แต่นิดเดียว ก็คงนับเป็คนโง่อย่างที่กำลังโดนกล่าวหาจริง ๆ
แต่เซียวเฉินไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปถึงอีกฝ่าย กลับโบกมือไปข้างหน้าเบา ๆ ผลักคนตรงหน้าออกไปทันที
ชายคนนั้นไม่ทันระวังตัว จึงล้มลงไปกองกับพื้น
เมื่อเห็นเป็แบบนี้ คนรอบข้างจึงพากันตกตะลึงไปเสียหมด
‘นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงชนะได้อย่างง่ายดายขนาดนี้กัน’
ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกสงสัย แต่เซียวเฉินกลับหัวเราะออกมา
“เป็อะไรไป พวกแผนกรักษาความปลอดภัยเป็แค่ขยะที่มีดีแค่เล่นไพ่นกกระจอกกับป๊อกเด้งเหรอ? ”
ผู้ที่ได้ยินต่างโกรธเป็ฟืนเป็ไฟกับคำพูดดังกล่าวทันที
“พ่อหนุ่ม! กล้าเรียกพวกเราว่าเป็พวกขยะเหรอ? ดูท่าคงต้องสั่งสอนซะหน่อยแล้ว! ”
ด้วยเหตุนั้นทุก ๆ คนจึงต่างพุ่งเข้าใส่เซียวเฉินในทันที
“ไอ้หนู คราวนี้แกตายแน่! ”
ถึงจะได้ยินแบบนั้น แต่เซียวเฉินกลับยังคงยิ้มออกมาและโต้กลับ “ดีเลย ฉันเองก็อยากจะลองดูซักหน่อยเหมือนกัน!”