หลังจากนั้นเป็ต้นมา วเรณย์จึงเรียนรู้ที่จะดูแลสิ่งที่สำคัญสำหรับเขาเป็ครั้งแรก ทุกคนในบ้านต่างเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กน้อยคนนี้จนคิดว่าความสัมพันธ์ของลูกชายกับธาวินอาจจะเป็ไปในทิศทางที่ดีขึ้นบ้าง
เฮ้อ เสียงถอนหายใจของเกวลินทำให้คนเป็แม่ลูบศีรษะด้วยความเอ็นดู เธอบอกอย่างใจเย็นว่า “อาจจะต้องใช้เวลาอีกสักพักนะลูก”
“พ่อกับแม่ก็ตามใจน้องอยู่เรื่อยเลย หนูไปเล่นกับวินดีกว่า” เกวลินส่ายหน้าเพราะน้องชายไม่สนใจที่จะทำความคุ้นเคยกับธาวินเลยสักนิด แต่ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีใครล้มเลิกความตั้งใจที่จะให้ทั้งคู่เป็เพื่อนกันให้ได้
ทุก ๆ ครั้งพวกเขามักจะมีแผนกระชับมิตรหลอกล่อให้เ้าชายน้อยของบ้านลดกำแพงความรู้สึกลงมาบ้าง แต่พอทำบ่อยเข้า เขาจึงรู้ในทันทีว่าควรจะต้องหนีไปให้ไกลที่สุด และสุดท้ายก็ลงเอยด้วยการเล่นกับแฮปปี้มากกว่า
แม้คนในบ้านจะให้ความรักความอบอุ่นกับธาวินเหมือนเป็สมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว แต่การที่มีใครบางคนหน้างอใส่เขาตลอดเวลาก็ทำให้รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ดีขนาดนั้นเขาถึงไม่ชอบหน้าหรือเปล่า
ธาวินจึงขอร้องให้เกวลินช่วยทำไอศกรีมรสที่วเรณย์ชอบ เขาตั้งใจทำเองทุกขั้นตอนแล้วถือไปให้เ้าตัวถึงที่ห้องนอนเพราะเห็นว่าั้แ่เช้ายังไม่ได้ลงมาข้างล่างบ้านเลยอาจจะรู้สึกอยากกินของว่างบ้างก็ได้
เสียงเคาะประตูดังขึ้น คนข้างในนั้นจึงะโถามว่า “ใครครับ”
ธาวินเอาหูแนบประตูฟังเสียงแต่ไม่ได้ยินจึงไม่ตอบอะไร จนวเรณย์เปิดประตูออกมา พลันร่างเล็ก ๆ เซเข้าไปข้างในเล็กน้อยจนเ้าของห้องต้องคว้าคอเสื้อเอาไว้
“นายคิดจะเข้ามาทำอะไรในห้องฉัน” น้ำเสียงเย็นะเืทำให้เขาเลิ่กลั่กรีบตอบ
“เอ่อ ฉันทำไอติมรสที่นายชอบมาให้” ธาวินยื่นถ้วยไอศกรีมให้คนตรงหน้าพร้อมช้อนคันเล็ก “ในตู้เย็นก็มีอีกนะ พี่ลินใส่กล่องสีส้มเอาไว้”
“เฮอะ ใครบอกว่าฉันจะกิน เอากลับไป” วเรณย์พูดพลางดันตัวธาวินออกมาข้างนอกห้องโดยไม่สนใจว่าจะทำให้ก้อนไอศกรีมในถ้วยกลิ้งไปมาจนหล่นตุ้บลงพื้นไม้
“เอ่อ เดี๋ยวเอาผ้ามาเช็ดให้นะ” ธาวินลุกลี้ลุกลนเพราะกลัวอีกฝ่ายจะไม่พอใจอีก
“ไม่ต้อง ออกไปได้แล้ว น่าเบื่อ” คำพูดเยือกเย็นทำให้เขาหน้าจ๋อยจนต้องยอมถอยให้หนึ่งก้าวแล้วเดินคอตกกลับมาหาพี่สาวคนรอง
เกวลินเห็นท่าทางแบบนั้นจึงเดาได้ทันทีว่าครั้งนี้ก็ไม่ได้ผลเหมือนเดิมจึงปลอบใจด้วยการชวนทำโคล่าโฟลตไปให้เมธาวีที่กำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบแทน
วันไหนที่ก้องเกียรติซื้อเกมใหม่เข้ามา คนเป็พ่อก็จะบอกให้ลูกชายชวนเพื่อนมาเล่นด้วยกันเสมอแต่สายตาของวเรณย์จ้องธาวินไม่วางจนต้องจำใจปฏิเสธแล้วแอบดูเขาเล่นอยู่ห่าง ๆ
อาจจะเป็เพราะสายตาที่จ้องมองมากเกินไป วเรณย์จึงรู้ตัวว่ามีใครแอบอยู่หลังเสาต้นใหญ่ พลันเห็นเงาสะท้อนที่หน้าจอโทรทัศน์เกิดไม่สบอารมณ์ แพ้สิบตารวดจนแทบจะปาจอยสติ๊กทิ้งแต่ทำได้แค่ถอนหายใจเฮือกใหญ่เพราะนั่นเป็ของที่พ่ออุตส่าห์ซื้อมาให้ จากนั้นจึงหลบขึ้นห้องไม่สนใจสายตาละห้อยที่มองตามหลัง
ครั้นเครื่องเล่นเกมว่างแล้วธาวินกลับไม่แตะต้องเพราะถึงอย่างไรเล่นคนเดียวก็ไม่สนุกเอาเสียเลย
“แค่อยากเล่นด้วยเฉย ๆ นี่นา” ธาวินพึมพำอยู่คนเดียวแล้วกลับห้องของตัวเอง
คืนหนึ่งในฤดูหนาว
ธาวินจำได้ว่าคืนนี้จะมีฝนดาวตกจึงทำให้คิดถึงพ่อกับแม่ของตัวเองที่มักจะนอนดูดาวเป็เพื่อนกัน สายลมเย็นที่พัดมาทางหน้าต่างหวนให้ความรู้สึกเศร้าโดยไม่รู้ตัว
เขาเลื่อนบานกระจกฝั่งระเบียงห้องแล้วนั่งพิงขอบประตู แหงนหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวเพียงลำพัง ในใจคิดถึงวันเก่า ๆ ที่ได้อยู่กับคนในความทรงจำจนสะอึกสะอื้นอยู่คนเดียว
เสียงนั้นไม่ดังมากแต่สำหรับคนที่อยู่ข้างห้องและเปิดหน้าต่างนอนอย่างวเรณย์กลับได้ยินชัดเจน หากจะให้นอนต่อก็ทำไม่ได้จึงแง้มประตูเพื่อออกมาเตือนธาวินให้กลับไปร้องข้างในห้องก็ยังดีเพราะเขาไม่ได้อยากรับรู้สักนิดว่าเกิดอะไรขึ้น
ตอนที่กำลังจะอ้าปากพูดกลับได้ยินเสียงของธาวินเสียก่อน “โอ๊ะ ดาวตก” จึงทำให้เขาเงยหน้ามองฟ้าด้วยความสงสัย
วินาทีนั้น ดาวตกเริ่มเห็นได้ง่ายขึ้นจากทั่วท้องฟ้า ความมหัศจรรย์ทำให้วเรณย์นั่งลงตรงขอบประตูแล้วมองท้องฟ้าอย่างเงียบ ๆ เหมือนกัน
เวลานี้เสียงสะอึกสะอื้นหายไปแล้วเหลือเพียงความสงบและฝนดาวตกที่เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต ทั้งคู่จับตามองอย่างเพลิดเพลินโดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว
จนกระทั่ง วเรณย์รู้สึกง่วงนอนจึงลุกขึ้นกลับไปนอนที่เตียง ทว่า หางตาเหลือบเห็นเงาดำ ๆ สะท้อนผนังด้านข้าง มันนิ่งเสียจนเขาคิดว่าผิดปกติจากเมื่อครู่จึงชะเง้อมอง
“เฮ้ย...” เขาเรียกเบา ๆ เพราะกลัวว่าเสียงดังไปแล้วทุกคนในบ้านจะตื่นรวมถึงแฮปปี้ด้วย แต่ธาวินไม่รู้สึกตัว นั่งนิ่งไม่ไหวเอน
“นี่...”
“ไปนอนดี ๆ สิ”
“เฮ้ย...”
ความพยายามเรียกคนที่ไม่ได้ใส่เครื่องช่วยฟังเวลานอนไม่เป็ผล วเรณย์ส่ายหน้าแล้วพึมพำกับตัวเอง หาเหตุผลว่าเขาควรทำอย่างไรกับคนที่หลับลึกแบบนั้น
ถ้าปล่อยให้นอนแบบนี้ พรุ่งนี้อาจจะไม่สบาย แล้วพ่อกับแม่ก็ต้องพาไปหาหมอ ถ้ายุงกัดเป็รอยเดี๋ยวพี่เมพี่ลินก็จะทำหน้าเป็ห่วงแล้วก็ต้องมาดูแลเช้าเย็นเหมือนครั้งนั้นอีก ตอนนี้พี่เมก็ใกล้สอบแล้วด้วย แล้วป้ามลก็จะพยายามทำอาหารเอาใจให้หายเร็ว ๆ ลุงชาญคงจะมาพ่นยากันยุงรอบบ้านอีกเหม็นจะตาย ไม่ชอบกลิ่นมันเลยแถมต้องเอาแฮปปี้ไปหลบที่อื่นด้วย เพราะฉะนั้นที่ฉันไปปลุกนายก็เพราะไม่อยากให้ทุกคนยุ่งยากเฉย ๆ หรอกนะ
เมื่อคิดได้ว่าตัดไฟั้แ่ต้นลมเป็การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดแล้ว วเรณย์จึงปีนข้ามรั้วระเบียงเตี้ย ๆ ที่ทำไว้กั้นพื้นที่ห้องอย่างง่ายดายแล้วจิ้มนิ้วที่แขนธาวิน
“นี่... ตื่นสิ” เขาลองเรียกคนตรงหน้าครั้งสุดท้าย พอเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจึงจับแขนสองข้างแล้วเขย่าแรง ๆ “ฉันบอกให้ตื่นไง นายจะนอนให้ยุงกัดตรงนี้เหรอ ตื่นเร็วเข้า”
ธาวินงัวเงียิญญายังไม่กลับร่างเท่าไหร่จึงไม่พูดอะไรแล้วเอนหัวพิงประตูต่อเพราะความง่วงเป็เหตุจนวเรณย์ต้องเขย่าตัวเขาอีกครั้ง
“เฮ้ย...ไปนอนดี ๆ สิ” ครั้งนี้เขาพยายามยกตัวคนตรงหน้าขึ้น แม้ว่าธาวินจะตัวเล็กกว่าแต่เมื่อโดนทิ้งน้ำหนักทั้งตัวแบบนี้ก็ทำให้พยุงตัวได้ลำบากพอควร ในใจของเขาพูดย้ำกับตัวเองให้อดทนเอาไว้เพื่อที่ทุกคนจะได้ไม่ลำบากเพราะคนงี่เง่าที่นอนให้ยุงกัด
ครั้นมาถึงเตียงแล้ววเรณย์จึงปล่อยร่างอีกฝ่ายลงตุ้บบนที่นอนนุ่มผลักกลิ้ง ๆ ให้อยู่ตรงกลางเตียงแล้ววางตุ๊กตากระต่ายที่ชื่อว่าเจคอบเหมือนกับที่เขามีอยู่ในห้องกั้นเอาไว้ไม่ให้ตกเตียง ปิดหน้าต่าง เปิดแอร์ยี่สิบห้าองศา แล้วห่มผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะเดินออกไปทางประตูพร้อมล็อกห้องเป็อย่างดี
เ้าชายน้อยของบ้านทำงานหนักเป็ครั้งแรกได้สำเร็จจึงถอนหายใจออกมา หากแต่ตอนที่เดินกลับไปแล้วจับลูกบิดประตูห้องจึงนึกได้ว่าตัวเองล็อกห้องเอาไว้จึงกรีดร้องในใจอย่างเงียบ ๆ เพราะช่วยให้คนอื่นนอนบนเตียงนุ่ม ๆ ได้แต่ตัวเองกลับต้องลงมานอนที่โซฟาด้านล่างเพราะเข้าห้องไม่ได้ แถมไม่รู้ว่ากุญแจสำรองเก็บไว้ตรงไหน ครั้นจะถามที่เก็บกับคนอื่น ๆ ในบ้านก็ไม่อยากรบกวนเวลานอนพวกเขา
“เพราะนายคนเดียวเลย เฮ้อ... ทำไมต้องทำตัวยุ่งยากด้วยก็ไม่รู้ น่าเบื่อที่สุด” เขาพึมพำอยู่คนเดียวจนกระทั่งง่วงนอนแล้วหลับไปทั้งอย่างนั้น