แม้แต่บุตรชายที่เพิ่งฉลองวันเกิดมาหมาดๆเขาก็ยังไม่กล้าอุ้ม
เขาเพิ่งได้บุตรชายคนนี้มาเมื่อสองปีก่อนหากโรคแพร่ไปติดบุตรชาย เชื้อสายวงศ์ตระกูลคงขาดสะบั้นด้วยน้ำมือตนเอง!
จะให้เป็นเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาดเมื่อคิดถึงบุตรชายและเพื่อยุติเรื่องวุ่นวายนี้ เถ้าแก่จึงยอมกัดฟันรับปาก
“ตกลง! ทำตามที่เจ้าว่า!”
เมื่อเถ้าแก่ตกปากรับคำต้าตี้จู่[1]สกุลหลี่ผู้ขูดรีดผลประโยชน์จากการกุมจุดอ่อนของผู้อื่น ก็หันมายักคิ้วให้หมิงเป่าจูนัยน์ตาเผยแววยิ้มย่องลำพองใจ และวอนขอคำชมอย่างถึงที่สุด
หมิงเป่าจูไม่แยแสกับท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องของอีกฝ่ายนางยื่นเงินห้าตำลึงให้เถ้าแก่ ตอนรับไปมือของเถ้าแก่ยังสั่นระริกด้วยความโมโห
โชคดีที่หมิงเป่าจูรักษาสัจจะเขียนเทียบให้เถ้าแก่ไปจัดยา พร้อมกับกำชับข้อควรระวังต่างๆ
หลังจากให้คนงานขนย้ายสินค้าตามคนทั้งสองออกไปแล้วชายรูปร่างกำยำที่เพิ่งเข้ามาในห้องก็ถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ “เถ้าแก่ นี่ท่าน...”
ดูจากท่าทางแล้วพวกเขาน่าจะซื้อของไปไม่น้อย แม้แต่ช่างไม้หลายคนก็ยังได้รับมอบหมายให้ไปช่วยขนย้ายสินค้าเหตุไฉนนายท่านยังมีสีหน้าอมทุกข์อีกเล่า
เขาไหนเลยจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเถ้าแก่กำลังร้องไห้แต่ไร้น้ำตาในมือถือเทียบยาที่หมิงเป่าจูเขียนให้ ที่แท้การรักษาโรคก็ทำกันเช่นนี้...
กระดาษแผ่นเดียวกับเงินห้าตำลึง ก็เอามาแลกกับเครื่องเรือนไม้สี่ชุด นอกจากนี้ยังมีโต๊ะเก้าอี้ กับตู้เก็บของอีกอย่างละสองชุดอีกต่างหาก
ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากไม่มีไม้สนหอมเหลืออยู่แล้วโต๊ะเก้าอี้กับตู้เก็บของสองชุดนั้น ล้วนทำจากไม้การบูรแดงของแท้ซึ่งมีราคาสมกับคุณภาพ!
คงไม่มีใครทำการค้าเหมือนอย่างตนเองอีกแล้ว!
ฝ่ายหมิงเป่าจูและหลี่ไหวฺอวี้หลังจากซื้อของเสร็จก็พาขบวนขนของที่ติดตามอยู่ด้านหลังเดินกลับบ้านอย่างเอิกเกริก
พวกเขาออกมานานพอสมควรเมื่อกลับถึงบ้านก็พบว่าทุกอย่างล้วนเอี่ยมอ่องราวกับบ้านหลังใหม่ แม้แต่มุมห้องก็ถูกหมิงเป่าอวี้และหลี่อวิ๋นจัดการจนสะอาดหมดจดปราศจากฝุ่นผงแม้แต่เม็ดเดียว
“พวกเจ้าสองคนช่างมีความสามารถเหลือล้น!”หมิงเป่าจูอุทานด้วยความประหลาดใจ
“ต้องขอบคุณพี่หลี่อวิ๋นมิเช่นนั้นข้าทำคนเดียวคงไม่สำเร็จ นอกจากนี้ตอนทำความสะอาดพี่หลี่อวิ๋นยังพลาดท่าจนมือถูกบาดด้วยขอรับ”หมิงเป่าอวี้เกาศีรษะด้วยความรู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง
เดิมทีคิดว่าหลี่อวิ๋นดูบอบบางคงไม่สันทัดจัดเจนเรื่องงานบ้านเท่าใดนักหมิงเป่าอวี้ก็ไม่ได้คาดหวังว่านางจะช่วยได้จริงตั้งแต่ต้น
แต่พอเริ่มลงมือทำจึงได้รู้ว่าที่แท้แล้วตนเองประเมินผู้อื่นต่ำไป เพียงไม่นาน ความเร็วของหลี่อวิ๋นก็แซงหน้าเขาไปไกลแล้ว
“มือถูกบาดหรือรีบมาให้ข้าดูเร็ว!” หมิงเป่าจูร้อนใจทันทีเมื่อได้ยิน
ผู้อื่นอุตส่าห์มาช่วยงานสุดท้ายกลับได้รับบาดเจ็บ เช่นนี้แล้วตนเองจะให้คำอธิบายกับหม่ากุ้ยฮวาอย่างไร
“ไป ข้าจะพาเจ้าไปทำแผล”
เมื่อเห็นแผลก็ยิ่งตกใจบาดแผลไม่เล็กเลย รอยบาดเริ่มตั้งแต่ข้อนิ้วชี้ลากยาวไปจนถึงปลายนิ้ว เลือดไหลไม่มากคงจะผ่านการล้างน้ำเย็นมาแล้ว
แต่นางยังไม่วางใจบาดแผลลักษณะนี้ดูก็รู้ว่าถูกของมีคมบาด หากเป็นบาดทะยักขึ้นมาล่ะก็ คงยุ่งแน่
“ไม่ต้องหรอกเป่าจูข้ามิได้เปราะบางถึงเพียงนั้น แผลเล็กน้อยแค่นี้เองไม่เท่าไรหรอก” หลี่อวิ๋นปฏิเสธ
แท้จริงแล้วนางเจ็บนิ้วมากแต่ไม่อยากให้หลี่ไหวฺอวี้และหมิงเป่าจูดูแคลนตนเอง จึงแข็งใจไม่ยอมรับ
ด้วยบิดาล้มป่วยเสียชีวิตก่อนที่นางจะเกิดตั้งแต่เด็ก นางกับมารดาจึงต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
เด็กที่เกิดมาในครอบครัวยากจนเช่นนี้ย่อมช่วยเหลือตัวเองเป็นตั้งแต่ยังเล็ก ทว่าหม่ากุ้ยฮวารักถนอมบุตรสาว อยากให้นางได้แต่งงานกับคนร่ำรวยมียศศักดิ์แต่ไรมาจึงไม่ยอมให้นางทำงานหนัก
งานบ้านงานเรือนทั้งนอกในล้วนจัดการเองทั้งหมดหลี่อวิ๋นเพียงแค่ช่วยเหลือบ้างเป็นครั้งคราว หากทำเยอะเกินไป ก็จะถูกหม่ากุ้ยฮวาต่อว่าสองสามคำ
การไปช่วยงานที่แผงขายเต้าหู้ก็เป็นความต้องการของหลี่อวิ๋นเอง
เนื่องจากงานที่แผงลอยนับวันก็ยิ่งมากขึ้นทำคนเดียวไม่ไหวจริงๆ หม่ากุ้ยฮวาจึงยอมตกลง
แต่อนุญาตให้ยืนหั่นเต้าหู้หน้าแผงเพียงอย่างเดียวเท่านั้นส่วนงานอื่นๆ เช่น เก็บโต๊ะ ล้างจาน ไม่เคยยอมให้หลี่อวิ๋นแตะต้อง
เพราะความงดงามของหลี่อวิ๋นอีกทั้งมักยืนอยู่หน้าแผงขายเต้าหู้เป็นประจำ ไม่ถึงสองวันฉายา “เต้าหู้ซีซือ” ก็แพร่กระจายไปทั่ว
กิจการที่แผงลอยก็ยิ่งขายดิบขายดีหม่ากุ้ยฮวาจึงไม่เร่งให้นางรีบกลับบ้านอีก
“ไม่ได้ บาดแผลจะเล็กเพียงใดก็ต้องใส่ใจมิเช่นนั้นอาจเกิดโรคที่เจ้าคาดไม่ถึงได้โดยง่าย”
หมิงเป่าจูยืนกรานพร้อมกับพาหลี่อวิ๋นไปทำแผลที่ร้านยาละแวกนั้น
ส่วนหลี่ไหวฺอวี้ก็พาคนงานไปจัดวางเครื่องเรือน
บัดนี้เครื่องเรือนครบถ้วนหมดแล้วต่อไปก็เป็นการจัดสรรตู้ยาให้เต็ม ไม่อย่างนั้นนางก็คงมิต้องพาหลี่อวิ๋นไปทำแผลที่ร้านยาอื่น
สมุนไพรหลังเขาหมู่บ้านชิงหยางล้วนเป็นพืชที่สดใหม่ส่วนใหญ่เป็นของชั้นเลิศในหมู่สมุนไพร อย่าว่าแต่ผู้ป่วยจะซื้อไหวหรือไม่ สมุนไพรเหล่านั้นก็ใช่ว่าจะรักษาได้ทุกโรค
สมุนไพรจีนให้ความสำคัญกับหลักการเกื้อหนุนส่งเสริมซึ่งกันและกันหากเป็นโรคทั่วไปยังคงต้องใช้สมุนไพรธรรมดาที่ตากแห้งหรือผ่านการคั่ว
ทว่าสำหรับคนที่เพิ่งมาถึงเช่นนางยังไม่มีลู่ทางในการซื้อสินค้า ก็คงต้องไปติดต่อสอบถามกับเถ้าแก่หวังแห่งร้านจี้ซั่นถังเกี่ยวกับเรื่องนี้
เบื้องหน้ายังมีงานสำคัญต้องทำก็คือการซื้อข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน
ทว่าครานี้กลับง่ายขึ้นมากเพราะห้องหับเก็บกวาดทำความสะอาดเรียบร้อย เครื่องเรือนก็ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบแล้ว
หลี่อวิ๋นพาหมิงเป่าจูไปร้านค้าหลายแห่งในเมืองเพื่อซื้อของใช้ที่จำเป็น
ผ้าปูที่นอน ผ้าห่มมีครบถ้วนแล้ว ก็ไปซื้อของจำพวกแป้ง น้ำมันงา เครื่องปรุงรส ผัก และเนื้อหมู
สุดท้ายหลังครุ่นคิดแล้วก็ยังซื้อสุรามาอีกเล็กน้อย
หลี่อวิ๋นช่วยงานมาตลอดช่วงบ่ายนางจึงตั้งใจจะทำอาหารเลี้ยงต้อนรับอย่างดีสักมื้อ
“มาแล้ว! จานสุดท้ายเป็นซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน!”
หมิงเป่าจูยกจานอาหารมาที่โต๊ะทั้งสามคนที่ตั้งหน้าตั้งตาเฝ้ารออยู่ต่างก็สูดกลิ่นหอมอย่างหิวกระหาย
“หอมจังเลยเป่าจู เจ้าเก่งจริงๆ!”
หลี่อวิ๋นขยับตัวเข้ามาสูดดมกลิ่นหอมจากอาหารเต็มโต๊ะ อดไม่ได้ที่จะกล่าวชื่นชม ไม่เหมือนกับนางที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง
“แค่นี้ยังไม่เท่าไรมิมีสิ่งใดที่พี่สาวของข้าทำไม่ได้!” หมิงเป่าอวี้เอ่ยอย่างภาคภูมิใจ คีบซี่โครงหมูชิ้นหนึ่งใส่ถ้วยของหมิงเป่าจู“พี่หญิงกินขอรับ”
“ปากหวานจริงๆทุกคนอย่ามัวแต่อึ้ง กินกันเถอะ!”
หมิงเป่าจูเอื้อมมือไปลูบผมน้องชายจากนั้นก็คีบซี่โครงหมูชิ้นหนึ่งใส่ชามหลี่อวิ๋น “เสี่ยวอวิ๋น วันนี้ลำบากเจ้าแล้วรีบชิมสิ ดูว่ารสชาติเป็นอย่างไร”
หลี่อวิ๋นแทบจะรอไม่ไหวแอบกลืนน้ำลายอย่างลืมตัว จากนั้นก็กัดคำหนึ่ง เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ รสชาติกลมกล่อมครบรสดูเหมือนว่าจะอร่อยกว่าที่มารดาทำอยู่หน่อยๆ
“อร่อย!” นางอดไม่ได้ที่จะชูหัวแม่โป้งให้หมิงเป่าจู
ท่าทางน่ารักของหลี่อวิ๋นทำให้หมิงเป่าจูหัวเราะออกมา
ที่ผ่านมานางคิดว่าหลี่อวิ๋นเป็นหญิงสาวที่เรียบร้อยอ่อนหวานไม่นึกว่าจะมีมุมที่น่ารักเช่นนี้อยู่ ยังสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายแอบกลืนน้ำลายอีกด้วย
“ไหวฺอวี้เหตุใดไม่กินเล่า เป่าจูทำอร่อยมากเลยนะ” หลี่อวิ๋นเคี้ยวเนื้อในปากอย่างเอร็ดอร่อยพอกลืนลงคอแล้วก็เอ่ยถาม
อันที่จริงนางสังเกตเห็นว่าหลี่ไหวฺอวี้ไม่ขยับตะเกียบเลยเพียงแต่ทั้งสองยังไม่คุ้นเคยกัน จึงไม่กล้าทัก
หมิงเป่าจูหัวเราะเบาๆคีบซี่โครงหมูชิ้นหนึ่งใส่ชามหมิงเป่าอวี้ แต่ก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศกดดันต่ำๆ ที่อยู่รอบตัว
จึงเลือกชิ้นใหญ่สุดใส่ลงไปในถ้วยของท่านพญายมมีชีวิตบรรยากาศถึงค่อยผ่อนคลายลงมา
วันนี้ต้องขอบคุณเขามากจริงๆไม่อย่างนั้นเฉพาะเครื่องเรือนก็ต้องจ่ายเงินก้อนโต หากต้องซื้อสมุนไพรเพิ่ม ก็ต้องใช้เงินมากขึ้นไม่รู้ว่าที่มีอยู่จะเพียงพอหรือไม่
แต่เวลานี้นางไม่ต้องกังวลแล้วหักเงินห้าตำลึงและค่าใช้จ่ายจุกจิกอื่นๆ เงินที่นางมีอยู่ก็ยังเหลืออีกร้อยกว่าตำลึงน่าจะเพียงพอสำหรับซื้อสมุนไพร
[1] ต้าตี้จู่(大地主) ในยุคสมัยศักดินาหมายถึงผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินจำนวนมากไว้ให้คนปล่อยเช่าจึงเป็นนัยหมายถึงคนที่มีอำนาจเหลือล้น อยากจะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ