เซียวเยี่ยซึ่งอยู่ท่ามกลางพิธีตื่นรู้หาได้ทราบเื่ราวภายนอกแม้แต่น้อยว่าตนเองได้ก่อให้เกิดกระแสความแตกตื่นอันยิ่งใหญ่เพียงใด
ทางเลือกที่เขาเผชิญอยู่ในขณะนี้เปรียบเสมือนจุดชี้ชะตาชีวิตที่เหลืออยู่ทั้งหมดของเขา
เทพชราผู้ถือไม้เท้ากระดูกขาวนามว่าราชันยมโลก
ข้อเสนอที่พระองค์มอบให้นั้นคืออาชีพระดับSSSมหันตภัยกองทัพอันเดด ซึ่งเป็สิ่งที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ลง!
ในประวัติศาสตร์ของแคว้นัเพียงแค่นักเวทอัญเชิญกองทัพอันเดดระดับ SS รุ่นก่อนหน้าคนเดียวก็สร้างเกียรติประวัติและความรุ่งโรจน์ไว้มากมายเพียงใดแล้วเซียวเยี่ยผู้ซึ่งอ่านนิยายประวัติศาสตร์ผู้ตื่นรู้จนจบย่อมรู้ซึ้งดียิ่งกว่าใคร
หากเลือกอาชีพที่สามก็เท่ากับเลือกจุดเริ่มต้นที่์ลิขิตมาให้!
เส้นทางเบื้องหน้าจะไร้อุปสรรคขวากหนาม!
และถูกจารึกชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน!
ทว่าเซียวเยี่ยกลับส่ายหน้าช้าๆอีกครั้ง
เขา้าขอดูเทพองค์สุดท้ายก่อน
เทพองค์สุดท้ายนั้น...หากจะบอกว่าเป็เทพ สู้บอกว่าเป็มนุษย์ปุถุชนยังจะเหมาะสมเสียกว่า
ร่างกายที่แตกสลายบกพร่องเส้นผมสีดำยุ่งเหยิง ั์ตาสีแดงฉานดั่งโลหิตแม้แต่สิ่งที่อยู่ในมือก็เป็เพียงคบไฟที่แสงริบหรี่จวนจะดับมอด...เทพองค์ใดกันที่ปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพอเนจอนาถเช่นนี้?
เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของเทพสามองค์ก่อนหน้าเทพองค์ที่สี่นี้กลับดูราวกับขอทานผู้พิการ
ทว่าขอทานผู้นี้เอง...
ทันทีที่เขาเอ่ยปากเซียวเยี่ยถึงกับสะท้านไปทั้งร่าง เหงื่อเย็นเฉียบไหลซึมจนเปียกโชกไปทั่วแผ่นหลัง!
“นายก็เป็ผู้ทะลุมิติมาจากดาวสีน้ำเงินเหมือนกันอย่างนั้นเหรอ?”
สมองของเซียวเยี่ยพลันเกิดเสียงอื้ออึงราวกับจะะเิออกมา!
เซียวเยี่ยไม่ใช่คนของโลกใบนี้แต่เขามาจากดาวสีน้ำเงิน!
ความลับนี้เซียวเยี่ยไม่เคยบอกใครแม้แต่เทพสามองค์ก่อนหน้าก็ยังไม่อาจมองทะลุภูมิหลังของเขาได้
แต่ชายผู้บกพร่องตรงหน้ากลับมองเห็นที่มาของเซียวเยี่ยได้เพียงปราดเดียว!
ยิ่งไปกว่านั้น...
คำว่าเหมือนกัน
มันหมายความว่าอย่างไร?!
หรือว่าเทพผู้มีร่างกายบกพร่ององค์นี้ก็เป็ผู้ทะลุมิติมาจากดาวสีน้ำเงินด้วยเช่นกัน?!
“ท่าน...”
เซียวเยี่ยจ้องมองด้วยความตกตะลึงสุดขีดทว่าเขายังไม่ทันได้เอ่ยถามสิ่งที่สงสัย
ชายผู้บกพร่องคนนั้นก็รีบกล่าวขัดขึ้นด้วยท่าทีรีบร้อน
“อย่าได้ติดตามเหล่าเทพ! ทั้งหมดนี้คือกลอุบายของทวยเทพ...พวกเราต่างเป็เพียงหมาก... เป็เพียงเหยื่อสังเวย...”
“เทพ... ก็สามารถถูกฆ่าได้!”
“พวกเราเองก็เป็เทพได้เหมือนกัน!”
ถ้อยคำปริศนาที่ไม่อาจเข้าใจความหมายทำเอาเซียวเยี่ยสับสนมึนงง
ทว่าร่างกายของชายผู้บกพร่องกลับค่อยๆสลายไป ราวกับถูกกำจัด...
เซียวเยี่ยมีคำถามนับหมื่นที่อยากจะถามแต่ก็ไม่ทันการณ์เสียแล้ว
เบื้องหน้าของเขาพลันปรากฏข้อความขึ้นมา
[ทางเลือกที่ 4: ปฏิเสธความเมตตาจากทวยเทพกลายเป็ผู้ที่ถูกเหล่าเทพทอดทิ้ง ได้รับอาชีพไร้ระดับ: ผู้ถูกทวยเทพทอดทิ้ง]
[ทักษะพื้นฐาน: ไม่มี]
[พร์เริ่มต้น: เทวลักษณ์บกพร่อง]
[เทวลักษณ์บกพร่อง: แม้จะบกพร่อง แต่ยังคงสามารถรับการเซ่นสังเวยได้]
[เมื่อผู้ถูกทวยเทพทอดทิ้งสังหารมอนสเตอร์ตัวใดก็ตาม จะสามารถเซ่นสังเวย‘เพลิงประทีป’ จากร่างของมันให้แก่ตนเองเพื่อรับเอาค่าสถานะ พร์ หรือทักษะอย่างใดอย่างหนึ่งมาเป็ของตน]
และในวินาทีที่ทางเลือกนี้ปรากฏขึ้นต่อหน้าเซียวเยี่ยเขาก็ต้องพบกับภาพเหตุการณ์ประหลาดที่น่าสะพรึงกลัว
เหนือศีรษะของเทพทั้งสามองค์ก่อนหน้านี้กลับปรากฏแถบพลังชีวิตสีแดงเข้มจนเกือบดำขึ้นมาสามแถบ!
พลังชีวิตนั้นมีค่านับล้านล้านแต่มันกลับปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนเหนือศีรษะของเทพทั้งสาม
ภาพที่เห็นนี้สร้างความตกตะลึงให้แก่เซียวเยี่ยอย่างมหาศาล
โลกทัศน์ของเขาพังทลายลงในพริบตาก่อนจะถูกสร้างขึ้นใหม่...
ที่แท้เทพก็มีแถบพลังชีวิต
ที่แท้...มนุษย์ก็สามารถกลายเป็เทพได้งั้นหรือ?!
ชั่วขณะนั้นความรู้สึกสั่นสะท้านแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ
มือทั้งสองข้างของเซียวเยี่ยสั่นระริกอย่างห้ามไม่อยู่เขาเข้าใจถึงคุณค่าของพร์เทวลักษณ์บกพร่องนี้ได้ในทันที!
ตามปกติแล้วมนุษย์ไม่สามารถรับการเซ่นสังเวยได้ มีเพียงเทพเท่านั้นที่ทำได้
ผู้ตื่นรู้สายอาชีพทำได้เพียงสังหารมอนสเตอร์แล้วนำเพลิงประทีปของพวกมันเซ่นสังเวยให้แก่เทพที่ตนติดตามเพื่อแลกกับทักษะใหม่การเปลี่ยนอาชีพครั้งที่สอง หรือความเมตตาอื่นๆ จากเทพ
แต่เทวลักษณ์บกพร่องก็คือเทวลักษณ์!
การมีเทวลักษณ์หมายถึงการมีฐานะทัดเทียมกับเหล่าเทพเหล่านี้
และสามารถรับการเซ่นสังเวยได้เช่นเดียวกัน!
ดังนั้นเมื่อผู้ถูกทวยเทพทอดทิ้งสังหารมอนสเตอร์ สิ่งนั้นจึงไม่ใช่การเซ่นสังเวยให้เทพแต่เป็การเซ่นสังเวยให้ตนเอง!
ค่าสถานะพร์ หรือคุณลักษณะต่างๆ ของมอนสเตอร์เ่าั้...ล้วนนำมาเป็ของตนได้ทั้งหมด!
แม้เริ่มต้นจะเป็เพียงอาชีพไร้ระดับแต่กลับมีความเป็ไปได้ในการเติบโตที่ไร้ขีดจำกัด!
กระทั่งสามารถกลายเป็เทพที่แท้จริงได้!
..........
เทพสามองค์ก่อนหน้านี้...
องค์หนึ่งหยิ่งยโสและขี้เหนียว
องค์หนึ่งล่อลวงราวกับเห็นเขาเป็เหยื่อ
ส่วนอีกองค์ก็สั่งให้เขาศิโรราบแทบเท้าอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อเซียวเยี่ยตรึกตรองให้ดี...
ทั้งผู้ติดตามข้ารับใช้ และการศิโรราบ
ไม่มีคำไหนเลยที่แฝงไปด้วยความเคารพอย่างแท้จริงในสายตาของเทพเหล่านี้มนุษย์คงเป็เพียงมดปลวกที่พวกท่านจะหยิบมาเล่นสนุกอย่างไรก็ได้!
อย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้
เซียวเยี่ยคือคนบ้า...คนบ้าอย่างถึงที่สุด
คำพูดสุดท้ายที่ชายผู้บกพร่องทิ้งไว้ยังคงก้องกังวานอยู่ในใจของเขา
“เทพ... ก็สามารถถูกฆ่าได้!”
“พวกเราเองก็เป็เทพได้เหมือนกัน!”
..........
“สวัสดีท่านผู้ชมทุกท่านครับ!”
“อย่างที่เราเห็นกันจากปรากฏการณ์มหันตภัยกองทัพอันเดดที่หาดูได้ยากยิ่งในรอบร้อยปีตอนนี้ประธานสมาคมทั้งสี่ของแคว้นัได้มารวมตัวกันที่นี่แล้วครับ!”
อินทรีดำเพลิงา จอมราชัน หอหลิวอวิ๋น!
หลิวเลี่ยนถังเจิ้นหยวน เยี่ยเซียวเซียว และหวังเหมิ่งประธานสี่สมาคมใหญ่แห่งแคว้นัปรากฏตัวพร้อมกันทั้งหมด!
สิ่งนี้ทำให้พิธีตื่นรู้พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดอย่างแท้จริง!
สื่อมวลชนทุกแขนงต่างหันกล้องและไมโครโฟนไปยังเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ที่ปกติจะหาโอกาสสัมภาษณ์ได้ยากยิ่งเหล่านี้
เบื้องหน้ากล้อง...
สามารถมองออกได้ว่าความสัมพันธ์ของประธานสมาคมทั้งสี่ค่อนข้างซับซ้อน
แม้จะอยู่ในเมืองซ่างจิงเหมือนกันจนไม่ถึงขั้นต้องประดาบกันแต่พวกเขาก็เป็คู่แข่งกันอย่างสิ้นเชิง!
โดยเฉพาะในวันนี้ที่มีเมล็ดพันธุ์ล้ำค่าอย่างเซียวเยี่ยซึ่งร้อยปีจะเจอสักคนได้ปรากฏกายขึ้นประธานสมาคมแต่ละคนย่อมไม่มีทางรามือจากกันง่ายๆ
“ท่านอธิการบดีหลินช่างเป็ยอดปรมาจารย์ด้านการศึกษาในรอบร้อยปีจริงๆนะครับ ที่ปั้นเมล็ดพันธุ์ที่ดีขนาดนี้ออกมาได้!”
หลิวเลี่ยนประธานสมาคมเพลิงา รีบเอ่ยประจบประแจงหลินเจิ้งหนานทันที
เขาผู้เจนจัดในโลกีย์วิสัยย่อมรู้ดีว่าหาก้าคว้าตัวเซียวเยี่ยไปครอง ก็ต้องเริ่มจากอธิการบดีาุโผู้นี้
เพียงชั่วครู่ประธานสมาคมทั้งสี่ก็รุมล้อมแท่นประธานจนบรรดาตัวแทนสมาคมที่นั่งอยู่ก่อนหน้าต้องรีบลุกขึ้นสละที่นั่งให้ตัวจริงอย่างกุลีกุจอ
อธิการบดีหลินเจิ้งหนานคงไม่เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้มาก่อนในชีวิตเขาถูกหัวหน้าจางสะกิดเตือน ถึงได้ยอมละสายตาจากเยี่ยเซียวเซียวผู้เป็ประธานหอหลิวอวิ๋นมาได้
หลินเจิ้งหนานถูกคำเยินยอจนหัวใจพองโตยิ้มจนหุบปากไม่ลง
“แน่นอนสิ! แน่นอนอยู่แล้ว!นักเรียนเซียวเยี่ยคือบุคลากรหลักที่โรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของเรามุ่งมั่นบ่มเพาะมาโดยตลอด!”
“ตลอดสามปีที่ผ่านมา เราทุ่มเททรัพยากรให้อย่างไม่อั้นเซียวเยี่ยคือนักเรียนดีเด่นของเรา!”
“...”
ทว่าในขณะที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น
กองทัพอันเดดนับล้านล้านที่น่าหวาดหวั่นบนท้องฟ้าเหนือพิธีกลับค่อยๆสลายตัวไปอย่างช้าๆ
จากนั้นลำแสงอีกสายหนึ่งก็พุ่งทะยานขึ้นมาจากศิลาโบราณบนแท่นตื่นรู้!
“อาชีพที่สี่งั้นเหรอ!?”
หวังเหมิ่งประธานสมาคมอินทรีดำถึงกับสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึงและอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา
“เคยได้ยินมาบ้างว่ามีรุ่นพี่บางคนที่มีอาชีพให้เลือกถึงสองอาชีพตอนตื่นรู้”
“แต่ศิลาจารึกโบราณนั่นกลับให้ทางเลือกเซียวเยี่ยถึงสี่อาชีพนี่เป็เื่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยจริงๆ!”
“แต่ดูจากนิมิตนี้แล้ว เหมือนจะเทียบกับอาชีพระดับ SSS มหันตภัยกองทัพอันเดดไม่ได้นะ?”
“สงสัยอย่างมากคงจะเป็อาชีพระดับ C มั้ง...”
สายตาของประธานสมาคมหลายคนรวมถึงอธิการบดีหลินเจิ้งหนาน ต่างจับจ้องไปที่ศิลาจารึกโบราณ
เมื่อลำแสงที่สี่พุ่งขึ้นสู่สรวง์โทเทมรูปคบไฟที่แตกร้าวก็ปรากฏขึ้นบนศิลาโบราณ
ขณะนี้มีไอเทมสี่ชิ้นซึ่งเปล่งแสงสี่สีล้อมรอบเซียวเยี่ยเอาไว้เป็สีเทา สีม่วง สีส้ม และสีดำ
แต่ใครๆก็มองออกเพียงแวบเดียวว่า มีเพียงแสงสีส้มเท่านั้นที่เจิดจ้าและโดดเด่นที่สุด!
เห็นได้ชัดว่าอาชีพระดับSSSมหันตภัยกองทัพอันเดด คือตัวเลือกที่ดีที่สุดในนั้น!
“ท่านอธิการบดีหลิน นักเรียนเซียวเยี่ยคงจะเลือกในสิ่งที่ถูกต้องใช่ไหมคะ?”
เยี่ยเซียวเซียวประธานสมาคมคนสวยแห่งหอหลิวอวิ๋นเอ่ยถามด้วยความกังวลเล็กน้อย
เพราะพิธีตื่นรู้ที่มีถึงสี่อาชีพเช่นนี้แม้แต่พวกเขาที่เป็ประธานสมาคมก็ไม่เคยพบเห็นนับประสาอะไรกับนักเรียนที่เพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ
ส่วนอธิการบดีหลินเจิ้งหนานในตอนนี้ใจลอยไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
เขาจินตนาการไปถึงตอนที่เซียวเยี่ยก้าวออกมาจากพิธีและความรุ่งโรจน์ของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งที่จะไม่มีใครในเมืองซ่างจิงเทียบเคียงได้อีก!
“วางใจได้ครับทุกท่าน วิชาแนะแนวอาชีพของโรงเรียนเรามักจะ...”
หลินเจิ้งหนานยังพูดไม่ทันจบประโยคพร้อมรอยยิ้มละไม
ก็เห็นเซียวเยี่ยที่อยู่บนแท่นตื่นรู้ตัดสินใจเลือกในที่สุด...