ตอนที่15 อดีตที่เก็บเงียบ
หลังคืนเกิดเหตุ(?) ข่าวลือเื่ความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนของหวนฉีและอ้ายซินก็เริ่มซาลงแทบจะไม่มีใครเคลือบแคลงในสถานะของทั้งคู่นอกจากเหล่าคนที่รู้เื่ราวเป็อย่างดีเช่นคนสนิทของหวนฉีจากวันนั้นจนถึงวันที่กลับมาถึงบ้าน หวนฉีไม่เคยย่างกรายเข้ามายังห้องนอนของอ้ายซินอีกเลย(ขอบคุณนรก สาบานได้เลยว่าข้าถ่างตานอนยันสว่างในคืนนั้น)พวกเขาพูดคุยกันแค่่เวลาทานข้าวและต่างคนต่างใช้เวลาส่วนตัวไม่ก้าวก่ายกัน
“สรุปแล้วเ้ากับหัวหน้าก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าสินะ” หม่าเฉาเปิดบทสนทนาขณะที่ยืนให้อาหารอวิ๋นอ้ายรู้สึกว่าเขาเริ่มจะคล้ายกับฮุ่ยหลิงเข้าไปทุกที
“ท่านหวังอะไรไว้หรือไงล่ะ” เธอทำหน้าปั้นปึ่งน้อยๆ
“เ้ากับหัวหน้าก็อยู่ด้วยกันมาสักพักแล้วเ้าไม่ชอบเขาสักนิดเลยหรือ” คำถามลูกตรงของหม่าเฉาที่ตามปกติแล้วเด็กสาวคงจะแหวใส่ทว่าในยามนี้เธอกลับมีท่าทีครุ่นคิดจนเขาประหลาดใจ
“ข้าไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกรักใคร่ชอบพออะไรนี่เท่าไหร่แต่หากความเกลียดข้ามีให้เขาเต็มเปี่ยมเลยค่ะ” เด็กสาวยิ้มซื่อหม่าเฉาหรี่ตามองเธอเล็กน้อย อันที่จริงเขากำลังมองไพล่เลยไปด้านหลังของเธอเสียมากกว่า
“เ้าเกลียดข้าขนาดนั้นเลยหรือ”เสียงทุ้มนุ่มข้างหูที่ทำเอามือเรียวเคลื่อนไหวไปโดยสัญชาติญาณชายหนุ่มคว้าจับข้อมือที่กำลังจะทำเื่อันตรายนั้นได้ทัน
“ทักทายถึงเนื้อถึงตัวดีนะ”
“ใครให้ท่านมาไม่ให้ซุ่มให้เสียงละคะเกิดข้าถือดาบในมือแล้วบังเอิญใหันไปปาดคอท่านจะทำอย่างไร” เธอพูดเสียงหวานอันเต็มไปด้วยความเชือดเฉือน
“คิดว่าแม่ทัพหวนฉีผู้นี้จะปล่อยให้สตรีบอบบางทำอะไรได้เชียวหรือ”
เฮอะ!มั่นใจจนน่าหมั่นไส้จริงๆ หลงตัวเองคิดว่าเก่งมากสินะ ไม่ถูกกับคนแบบนี้เลยให้ตายเหอะ!
“ข้าคิดว่าไม่ควรจะรบกวนเวลาของสามีภรรยา เชิญพวกท่านตามสบาย” จบคำพูด หม่าเฉาก็รีบออกเดินจากไปทันทีอ้ายคิดว่าเขานี่แหละฮุ่ยหลิงในเวอร์ชั่นผู้ชาย
“ว่าแต่ท่านมีธุระอะไรกับข้าหรือเปล่าคะ ปกติก็ไม่เห็นอยากจะเฉียดเข้ามาใกล้สักนิด”เธอแสดงสีหน้าระอาปนเบื่อหน่ายชัดเจนเด็กสาวคิดว่าถึงขนาดนี้แล้วเธอคงไม่จำเป็ต้องเสแสร้งใดๆ
“มีจดหมายมาถึงเ้า” คำบอกของหวนฉีเรียกประกายสนใจในดวงตาของอีกฝ่าย
“จากท่านพี่ถิงเซียวเหรอคะ” หากเป็จดหมายจากถิงเซียวหวนฉีไม่เคยก้าวก่ายแม้เพียงสักครั้งปกติแล้วเขาจะให้ลูกน้องนำจดหมายมาให้เธอแต่การที่นำมาให้ด้วยตนเองในครานี้จดหมายคงจะไม่ธรรมดาเป็แน่
“มันถูกส่งมาจากแม่ทัพเหลียวหยวนแห่งเว่ย” หวนฉีสังเกตอากัปกิริยาของเธอหลังจากที่บอกออกไปอ้ายซินยืนนิ่งงันจนเขาเลิกคิ้วอย่างสงสัย
เหลียวหยวนคือหนึ่งในแม่ทัพใหญ่ทั้ง 4 แห่งเว่ย เขาเป็ทั้งศัตรูและมิตรของหวังซินในยามพักรบเขาเกษียณตัวเองหลังจากการศึกครั้งล่าสุดที่พ่ายแพ้ให้กับทัพซูการรบครานั้นคือครั้งที่ทำให้หวนฉีกลายเป็แม่ทัพอย่างเต็มตัว
“จดหมาย…ล่ะคะ” เธอไล่สายตามองไปที่มือของเขาแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า“ท่านอ่านมันแล้วหรือยังคะ”
“การที่เ้าได้รับจดหมายจากแม่ทัพของอีกแคว้นมันจะทำให้คนอื่นคิดกันได้ว่าเ้าตั้งใจจะวางแผนทำเื่ไม่ดีกับแคว้นตนเอง”ว่าพลางหยิบจดหมายออกมาจากในอกเสื้อแล้วยื่นส่งให้กับอีกฝ่าย
“ถ้าเป็แบบนั้นท่านก็คงจะทรมานข้าไม่สิ-อาจจะกำจัดข้าหลังจากได้อ่านจดหมายแล้ว” อ้ายเหยียดยิ้มบางแต่ดวงตาของเธอไม่ยิ้มตาม “การที่ข้ายังสามารถยื่นมือไปรับมันได้แบบนี้ก็คงเป็ได้2 กรณีคือเนื้อความในจดหมายไม่มีอะไรกับ…ท่านยังไม่ได้เปิดอ่าน”
“หรือสาม ข้าไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนี้เลย” หวนฉีเพิ่มตัวเลือกให้เธออ้ายซินเลือกที่จะคลี่จดหมายต่อหน้าเขาและอ่านมันอย่างเงียบๆ
ถึงหลานของข้าลูกของหวังซิน ข้าประหลาดใจมากที่ได้ยินว่าเ้าแต่งงานแล้วและยิ่งใที่ได้รู้ว่าเ้าบ่าวคือหวนฉีคนนั้นแต่การที่เ้าแยกแยะได้นี่ข้าช่างประทับใจตรงจุดนี้ของเ้าจริงๆเพราะมันคือเื่ปกติของา หลิวหยางเองก็คงคิดแบบนั้น หากเ้ามีเวลาว่างพอข้าอยากจะชวนเ้ามาดื่มด้วยกันอีกซักครั้งเ้าน่ะคอแข็งกว่าพ่อของเ้าเยอะเลย หวังว่าเราจะได้พบกันเร็วๆ นี้…เหลียวหยวน
“ข้าน่ะ…แยกแยะไม่ได้หรอกค่ะ” จู่ๆเธอก็เปรยขึ้นเรียกความสนใจของดวงตาคมดุจเหยี่ยว “ท่านอยากจะลองฟังมั้ยล่ะคะหนึ่งในสาเหตุที่ข้ารู้สึกเกลียดท่าน”
“ข้าไม่สนใจอยู่แล้ว” เขายิ้มมุมปากเช่นเคย “แต่ข้าอยากจะรู้ถึงความสัมพันธ์ของเ้ากับเ้าของจดหมายมากกว่า”
“เฮ้อ…ยังไงจุดสิ้นสุดมันก็เื่เดียวกันข้าคิดว่ามันคงไม่ยุติธรรมเท่าไหร่หากท่านต้องมาโดนข้าเกลียดโดยไม่ทราบสาเหตุ”คำพูดของอ้ายซินทำให้หวนฉีประหลาดใจชายหนุ่มคิดว่าเธอเกลียดเขาเพราะชื่อเสียงด้านลบและสิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่เขาทำนั่นคือเื่ปกติที่ผู้คนแสดงออกถึงตัวเขาอย่างชัดเจน “ท่านพอจะมีเวลาเดินเล่นกับข้าหรือเปล่า”เธอหยั่งเชิง
“ข้ากำลังจะหาอะไรทำแก้เบื่อพอดี” คำตอบของเขาทำให้เด็กสาวยิ้มน้อยๆ
อ้ายซินออกเดินนำไปก่อนที่หวนฉีจะตามเดินเคียงข้างเธอกรอกสายตามองอย่างไร้จุดหมายแล้วเริ่มเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้น
“ตอนที่ท่านพ่อพึ่งเสีย มีจดหมายจากแม่ทัพเหลียวหยวนส่งมาถึงชวนให้ไปดื่มด้วยกันตอนนั้นข้าก็ไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไรจึงไปตามที่นัดหมายแทนท่านพ่อตอนที่ท่านแม่ทัพเจอข้าน่ะเค้าใเอามากๆดูเหมือนพวกเราจะเคยเจอกันตอนสมัยที่ข้ายังเป็เด็กน้อยอายุเพียงไม่กี่ขวบ”อ้ายหัวเราะเมื่อนึกไพล่ไปถึงท่าทางของเหลียวหยวน “และที่นั่นข้าได้พบกับมือขวาคนสนิทของเขา บุตรชายบุญธรรมของแม่ทัพหลิวหยาง เขาอายุมากกว่าข้าเกือบ 20 ปีแต่ดูไม่แก่เลย”
“เ้านั่น…”
“ใช่ค่ะ” อ้ายหยุดเดินแล้วหันมาประจัญหน้ากับหวนฉี “เขาคือคนที่ท่านสังหารไปในศึกที่ทำให้ท่านได้ขึ้นเป็แม่ทัพ” เธอสบประสานสายตากับหวนฉีตรงๆชั่วครู่เขาเห็นประกายความเกลียดชังในดวงแก้วสีดำนั้นก่อนที่มันจะเลือนหายไปด้วยความรวดเร็ว
“หลิวหยางผู้นั้นเกี่ยวข้องอะไรกับเ้า เขาเป็เพื่อน…หรือว่า” ถึงตรงนี้หวนฉีนิ่งเงียบเพื่อที่จะให้เธอต่อจนจบประโยคอ้ายซินถอนหายใจพลางโคลงหัวน้อยๆ
“ไม่รู้สิคะ ข้าเองก็ไม่รู้หรอกว่าเขาเป็อะไรบ้างสำหรับข้า” เธอมุ่นคิ้วลงอย่าตริตรอง “อย่างแรกเลยเขาเป็พี่ชายปากร้ายคนหนึ่งที่ข้าไม่ค่อยชอบเท่าไหร่อย่างที่สองก็เป็เพื่อนเล่นของข้า และอย่างที่สาม” เธอลังเลที่จะพูดออกไปเมื่อทบทวนว่านั่นคือสิ่งที่สมควรหรือเปล่าแต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังรออยู่เด็กสาวจึงตัดสินใจบอกออกมา “เขาขอข้าแต่งงาน”
“ตอนนั้นเ้าอายุเท่าไหร่”
“13ค่ะ” เธอตอบเสียงเบาช่างกระดากอายเสียเหลือเกิน
“นี่คงเป็เหตุผลให้เ้าเกลียดข้าสินะ เพราะข้าฆ่าคนรักของเ้าและยังมาสู่ขอเ้าอีก”
“ไม่ใช่ค่ะ” คำปฏิเสธชัดเจนทำให้หวนฉีเลิกคิ้ว “ข้าไม่ได้เกลียดท่านเพราะท่านฆ่าเขาแต่ข้าเกลียดท่านเพราะทำให้ข้าไม่ได้เจอเขาอีก”
“แล้วมันต่างกันอย่างไร ในเมื่อผลลัพธ์ก็คือความตายของหลิวหยาง”
“เพราะข้าไม่อาจได้พบเขาอีกแม้จะเป็เพียงร่างที่ไร้ลมหายใจก็ตาม”
สีหน้าของอ้ายซินหมองลงอย่างชัดเจนแววตาของเธอเศร้าสร้อยอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเพราะหลังจากที่หวนฉีสังหารหลิวหยางได้หัวของเขาก็ถูกตัดเพื่อนำไปรับรางวัลจากความสำเร็จที่สามารถสังหารมือขวาของเหลียวหยวนผู้ซึ่งนำทัพในครั้งนั้นการสูญเสียนายทัพคนสนิททำให้แม่ทัพเหลียวหยวนยอมแพ้และล่าถอยไป
ทว่า…หากจะมีใครสักคนที่ควรรับความเกลียดชังมากที่สุดนั่นก็คงจะเป็ตัวของอ้ายซินเองเพราะาในครั้งนี้เธอเคยอ่านมันจากนิยายและรับรู้ว่าหลิวหยางจะถูกหวนฉีสังหารนี่เป็อีกครั้งที่เธอไม่อาจห้ามความตายของคนสำคัญได้ใครจะคาดคิดว่าเธอจะได้มาเจอและผูกสัมพันธ์เป็มิตรสหายกับหลิวหยางที่แทบจะไม่มีบทบาทใดๆคำพูดสุดท้ายของเขายังคงตราตรึงอยู่ในส่วนลึกสุดของหัวใจเธอเด็กสาวรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความรัก หากแต่เป็ความรู้สึกดีๆ ที่ก่อขึ้นภายในใจหากเขายังคงอยู่มันอาจจะแปรเปลี่ยนเป็ความรักได้อย่างไม่ยากเย็นเธอเอาความเกลียดและอคติต่างๆ ไปลงที่หวนฉี แต่ก็ไม่มีความเคียดแค้นใดๆ เจือปนเพราะนี่คือยุคา การสูญเสียจึงเป็ของคู่กัน
“แล้วอย่างไรล่ะ เ้าอยากจะฆ่าข้าที่ฆ่าคนรักของเ้ารึเปล่า”
“หลิวหยางไม่ใช่คนรักของข้าค่ะและหากข้าอยากจะฆ่าท่านก็คงจะด้วยเหตุผลอื่นมากกว่า”
“เหตุผลอะไรล่ะ”
“เกลียดและอคติล้วนๆ ค่ะ” อ้ายซินตอบอย่างจริงจังเป็อีกครั้งที่หวนฉีไม่อาจกลั้นหัวเราะได้กับคำตอบตรงๆ ของเ้าหล่อน
“ก็แสดงว่าเ้าไม่มีเหตุผลน่ะสิ”
“เกลียดนี่จำเป็ต้องมีเหตุผลด้วยหรือคะ” เธอยืนกอดอกมองเขาหน้าบึ้งตึง“เอาเป็ว่าข้าเกลียดท่านค่ะท่านแม่ทัพ”
“ข้าต้องทำอย่างไรเ้าถึงจะเลิกเกลียดข้าหรือเกลียดข้าน้อยลงล่ะ”
“ท่านแค่”
“ข้าไม่หย่า” เขารู้ทันความคิดของอีกฝ่ายคนถูกดักคอหน้ามุ่ยขึ้นกว่าเดิม “พอได้ฟังที่เ้าเล่าแล้วข้าก็ยิ่งไม่อยากหย่าเ้าเลือกของเ้าเองไม่มีใครบังคับไม่ใช่รึไง” ยิ่งฟังที่เขาพูดเธอก็ยิ่งสะอึกกับอารมณ์ชั่วเป็วูบๆในการตัดสินใจเื่สำคัญของชีวิต
หากพินิจพิเคราะห์ดูแล้ว ถ้าตัดเื่ของหลิวหยางออกไปเธอก็แทบไม่มีเหตุผลที่ต้องเกลียดหวนฉีนอกจากความโหดร้ายและวีรกรรมของเขาที่ได้ยินมา ในยุคที่าเป็ส่วนหนึ่งของชีวิตการกระทำของหวนฉีก็ไม่ต่างจากการฆ่าฟันกันในสนามรบที่ต้องคร่าชีวิตคนราวผักปลาเพียงแต่วิธีการของเขาอาจจะดูโเี้และไร้มนุษยธรรมจนเกินความเป็คนเพราะเธอเองมาจากโลกที่แสนสงบสุขไร้ซึ่งาส่วนหนึ่งในใจจึงไม่อาจยอมรับการกระทำของเขาได้ทั้งหมด
เราเองก็ไม่ต่างกันหรอก…ในเมื่อเราก็ยังโหยหาสนามรบเหมือนกันน่าสมเพชความคิดตื้นเขินของตัวเองชะมัด ทั้งที่มือเราก็สกปรกไม่ต่างกัน…