บทที่ 23
ตระกูลทั้งหก
ด้านหน้าเป็โรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ที่มีรูปแบบเป็สถาปัตยกรรมจีนโบราณสูงถึงเจ็ดชั้น แค่มองก็ััได้ถึงความเรียบง่ายงดงามของโรงเตี๊ยมแห่งนี้
จากสายตาของจางหยุน เขาเห็นมีผู้บำเพ็ญไม่น้อยเดินเข้าออกโรงเตี๊ยมแห่งนี้ เห็นได้ชัดว่าน่าจะเป็โรงเตี๊ยมที่เป็ที่นิยมไม่น้อย
ชายหนุ่มข้างกายของจางหยุนเริ่มอธิบาย “นี่เป็โรงเตี๊ยมเซียนที่ดีที่สุดในแถบนี้แล้วขอรับ”
“เป็โรงเตี๊ยมเซียนที่อยู่ใกล้สถานที่จำเป็หลายแห่ง เดินทางไม่ไกลก็สามารถเดินทางไปถึงได้ ไม่เพียงแค่นั้นภายในโรงเตี๊ยมนี้ยังมีค่ายกลรวบรวมปราณิญญาระดับหนึ่งอยู่ด้วย”
“เทียบกับโรงเตี๊ยมเซียนอื่นๆ ที่มีค่ายกลรวมปราณิญญา ค่าเข้าพักต่อคืนเองก็ปาเข้าไปคืนละ 5-6 เหรียญปฐีแล้ว”
“เพราะแบบนั้นโรงเตี๊ยมแห่งนี้ที่ค่าห้องพักเพียงแค่คืนละสองเหรียญปฐีนั้นถือว่าถูกมาก และภายในสถานที่แห่งนี้มีผู้คุ้มกันขอบเขตหลอมกระดูกคอยคุ้มกันอยู่ด้วย ปลอดภัยหายห่วงขอรับ” ชายหนุ่มสาธยายออกมารวดเดียวจนหมด
จางหยุนจ้องมองโรงเตี๊ยมเซียนที่อยู่ด้านหน้าของตนเอง บริเวณป้ายโรงเตี๊ยมเขียนชื่อของโรงตี๊ยมเอาไว้ว่าโรงเตี๊ยม นภาสงบ
ชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายแสดงใบหน้าตึงเครียดเล็กน้อย เป็เพราะว่าไม่รู้ว่าแขกที่ตนเองนำทางให้จะพึงพอใจหรือไม่
ถึงอย่างไรผู้บำเพ็ญบางคนเองก็พักโรงเตี๊ยมของคนธรรมดา เพราะว่าโรงเตี๊ยมเซียนประเภทนี้มักจะมีราคาที่ค่อนข้างสูง
แต่เมื่อชายหนุ่มคิดว่าแขกที่ตนเองนำทางให้ สามารถมอบรางวัลให้กับตนเองเป็เหรียญปฐีหนึ่งเหรียญได้อย่างง่ายๆ อีกฝ่ายไม่น่าจะใช่คนที่ขาดเงินอันใด เพราะแบบนั้นเลยนำพามาที่โรงเตี๊ยมเซียนที่ดีที่สุดในละแวกนี้
จางหยุนละสายตามาจากป้ายชื่อโรงเตี๊ยมจากนั้นก็พยักหน้า เมื่อเห็นว่าแขกของตนเองพยักหน้าแล้วชายหนุ่มก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
จากนั้นทั้งสองก็เดินเข้าไปภายในโรงเตี๊ยม จางหยุนทำการเปิดห้องพักในทันที ราคาเองก็เป็อย่างที่ชายหนุ่มที่เป็คนนำทางบอกหนึ่งคืนสองเหรียญปฐี
จางหยุนทำการเปิดห้องพักเจ็ดวันในทันที ทำให้เขาสูญเสียไปสิบสี่เหรียญปฐี
หลังจากได้ห้องพักแล้ว ก็เดินขึ้นไป้าพร้อมกับชายหนุ่มผู้นำทาง เป็เพราะว่าเขามีเื่อีกหลายอย่างที่ต้องสอบถามแล้วก็อยากจะรู้จากปากของอีกฝ่าย
ห้องพักของจางหยุนอยู่ชั้นที่สี่ เมื่อเข้ามาในห้องพักของตนเองแล้ว จางหยุนก็รู้สึกประทับใจ ห้องกว้างขวางหรูหรา มีของตกแต่งดงาม ใจกลางห้องมีโต๊ะนั่งชาที่ตั้งเอาไว้ ใช้นั่งสนทนากับสหายที่มาเยี่ยม ห้องนอนก็ถูกแบ่งแยกออกจากห้องส่วนกลาง แถมห้องพักฝั่งนี้มองเปิดหน้าต่างออกไป ยังมองเห็นถนนด้านหน้าโรงเตี๊ยมเซียนอีกด้วย
ให้เปรียบเทียบจางหยุนคิดว่า ห้องพักแบบนี้ไม่ได้แย่กว่าห้องพักในโรงแรมชั้นนำจากโลกของเขาเลย
จางหยุนเดินชมห้องพักอย่างพอใจ ก่อนจะมานั่งสนทนากับชายหนุ่มที่โต๊ะชากลางห้อง จางหยุนรินชาลงถ้วนก่อนจะผลักไปด้านหน้าของชายหนุ่ม
“นี่”
“ขอบคุณขอรับ” ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณพลางยกถ้วยชาขึ้นมาดื่ม
จางหยุนหาท่านั่งที่สบายๆให้ตนเอง ก่อนจะเป็ฝ่ายเปิดปากถามออกมาก่อนในทันที “ลองพูดเกี่ยวกับเื่ตระกูลใหญ่จากอีกสองเมืองให้ข้าฟังหน่อย”
ชายหนุ่มรวบรวมคำพูดในหัวเล็กน้อยก่อนจะเริ่มกล่าว “ตระกูลใหญ่อีกสองเมืองหรือขอรับ..”
“นอกจากเมืองวายุแดงของพวกเราแล้ว อีกสองเมืองก็คือเมืองเพลิงแดง กับเมืองชาดแดง”
“เมืองเพลิงแดงมีตระกูลผู้บำเพ็ญระดับสร้างรากฐานเหมือนกัน โดยเมืองเพลิงแดงมีตระกูลระดับสร้างรากฐานสองตระกูล คือตระกูลเฉินและ ตระกูลฟาง”
“ส่วนเมืองชาดแดงคือตระกูลลู่ และตระกุลจาง ทั้งหมดหกตระกูลเป็ตระกูลผู้บำเพ็ญระดับสร้างรากฐานเป็ผู้ควบคุมหุบเขาอวี้เฟิงเลยก็ว่าได้”
จางหยุนยังคงไม่ได้แสดงใบหน้าประหลาดใจเขาถามต่อ “มีการขัดแย้งระหว่างตระกูลหรือไม่?”
ชายหนุ่มพยักหน้า “แน่นอนขอรับย่อมมีอยู่แล้ว มีทั้งการขัดแย้งผลประโยชน์และเื่ส่วนตัวต่างๆมีหมดนั่นแหละขอรับ”
“มีการเปิดศึกกันบ้างมั้ย” จางหยุนถาม
ชายหนุ่มส่ายหน้า “ไม่หรอกขอรับ พวกเขาไม่มีทางเปิดศึก เพราะว่ามันจะทำให้รากฐานของตระกูลตนเองเสียหาย”
จางหยุนพูดอย่างรู้ทัน “ไม่อยากเสียผลประโยชน์ของตนเองที่มีอยู่สินะ”
“ใช่ขอรับ” ชายหนุ่มพยักหน้างึกๆ
คำตอบนี้ก็ไม่ได้ทำให้จางหยุนประหลาดใจ สำหรับจางหยุนเลย เขาค่อนข้างเข้าใจดี สำหรับตระกูลผู้บำเพ็ญทั้งหก ที่เปรียบได้ดั่งาาในพื้นที่แทบนี้ ผลประโยชน์ทั้งหมดถูกผูกติดเอาไว้กับพวกเขา แล้วด้วยเหตุใดพวกเขาถึงจะก่อา ที่มันอาจจะทำให้พวกเขานั้นสูญเสียผลประโยชน์ที่ตนเองมีอยู่กัน เพราะแบบนั้นการที่ทั้งหกตระกูลมีการกระทบกระทั่งกันบ้างมีการปะทะกันบ้างก็เป็เื่ปกติ แต่ไม่มีทางที่ต้องหกตระกูลจะใช้กำลังทั้งหมดของตนเองเพื่อประกาศาอย่างแน่นอน
จางหยุนคิดเล็กน้อยก่อนที่จะถามออกมา “แล้วกองกำลังจากที่อื่นล่ะ มีบุกรุกเข้ามาในหุบเขาอวี้เฟิงบ้างหรือเปล่า”
“เื่นั้นไม่มีทางหรอกขอรับ” ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว
“เหตุใดจึงไม่มีทาง?”
“เพราะว่าหุบเขาอวี้เฟิงเป็เขตของสำนักเมฆาแดงอย่างไรละขอรับ”
จางหยุนเลิกคิ้วของตนเองขึ้นพลางแสดงใบหน้าฉงน “สำนักเมฆาแดง”
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่มองเห็นใบหน้าที่สับสนของจางหยุน ชายหนุ่มก็แสดงใบหน้าประหลาดใจ ก่อนที่จะถามออกมา “ท่านไม่รู้เกี่ยวกับเื่นี้หรือขอรับ?”
จางหยุนยิ้มแล้วตอบกลับอย่างสบายๆ “ข้าเพิ่งเดินทางมาจากที่ไกลมากๆ เพิ่งเดินทางมาถึงดินแดนแห่งนี้”
จางหยุนสามารถพูดคำนี้ได้อย่างเต็มปาก เป็เพราะว่าเขานั้นเดินทางมาจากสถานที่ที่ไกลมากจริงๆ คำพูดนี้จึงไม่มีการโกหกผสมอยู่เลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นท่าทีของผู้าุโด้านหน้า ชายหนุ่มก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้แกล้งทดสอบความรู้ตนเอง เพราะแบบนั้นจึงถอนหายใจแล้วก็เริ่มเอ่ยถามลองเชิงอีกครั้ง “เช่นนั้นท่านรู้จัก แปดสำนักธรรมะ หกนิกายมาร สามราชวงศ์ หนึ่งหอ หรือไม่ขอรับ”
จางหยุนก็ยังคงส่ายหน้า “ไม่รู้จัก เช่นนั้นเ้าลองเล่าให้ข้าฟังหน่อยเป็อย่างไร”
ชายหนุ่มแม้ว่าจะรู้สึกแปลกประหลาด ที่มีผู้บำเพ็ญคนใดไม่รู้เกี่ยวกับเื่นี้ แต่ด้วยการที่ทำงานด้านนี้มาสักพัก ชายหนุ่มรู้ว่าตนเองนั้นควรจะแสดงท่าทางอย่างไร เพราะแบบนั้นจึงตั้งสติอย่างรวดเร็วแล้วก็รีบตอบรับกลับ
“ได้ขอรับ!”