จ้าวลู่ชิง คหบดีหญิงแห่งต้าถัง

    ตอนที่ 61 ร้านขายตำราลึกลับ

    ​

     จ้าวลู่ชิงเข้าออกร้านหนังสือเกือบทั้งหมดตามที่เถ้าแก่เนี้ยร้านเครื่องประดับแนะนำ แต่ไม่มีร้านใดมีตำราที่นางต้องการ

    “เหตุใดช่างหายากหาเย็นนักนะ” นางไม่รู้ว่าตำราม้วนนั้นทำขึ้นกี่อัน ที่ถูดยึดไปเป็นอันที่ท่านอาจารย์สวีมอบให้นางศึกษา

    ครั้นกำลังสับสนสายตานางมองเห็นร้านหนังสือขนาดเล็กที่อยู่ติดกับโรงหมอสกุลจิ้ง

    “ร้านหนังสือร้างหรือไม่ ทำไมถึงดูมืดครึ้มเต็มไปด้วยใยแมงมุม” จ้าวลู่ชิงสาวเท้าเข้าใกล้ เพียงแค่ยืนอยู่หน้าร้านก็น่ากลัวจนนางอยากจะหนีถอยให้ห่าง

    “ไม่ร้างหรอก อยากเข้ามาก็เชิญ หากรังเกียจก็เชิญกลับไป” เสียงจากภายในร้านดังออกมา ทว่าไม่เห็นว่าผู้ใดเป็นคนพูด

    จ้าวลู่ชิงเพิ่งก้าวเท้าเข้าไปด้านในก็ถูกต้อนรับด้วยใยแมงมุม นางรีบปัดใยแมงมุมออกจากผมทันที ชายชราผมสีดอกเลาสวมเสื้อผ้าสีหม่น นั่งแคะเล็บเท้าอยู่บนเก้าอี้ ไม่สนใจลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการเลยสักนิด

    “ท่านผู้เฒ่า มิทราบว่าท่านมีตำราเกี่ยวกับสมุนไพรหายากที่สุดในปฐพีหรือไม่”

    นิ้วที่กำลังแคะเล็บเท้าหยุดชะงัก เงยหน้ามองผู้ที่เข้ามาเมื่อได้ยินชื่อตำรา

    “เจ้าต้องการตำราม้วนนี้ไปทำอันใด”

    จ้าวลู่ชิงมีสีหน้ามิสู้ดีเมื่อเห็นเจ้าของร้านยกมือที่เพิ่งแคะเล็บเท้าขึ้นมาดม “ข้ายืมตำราสมุนไพรหายากที่สุดในปฐพีของผู้อื่นมาอ่านเล่น ทว่าตอนนี้ข้าทำมันหาย จึงต้องการหาซื้ออันใหม่ไปทดแทนอันที่หายไป”

    “ข้าไม่เคยเจอผู้ใดถามหาตำราม้วนนี้มาก่อน”

    “ร้านท่านมีหรือไม่ขอรับ”

    “ทั่วต้าถังตำราม้วนนี้ถูกทำขึ้นแค่เพียงสามม้วน”

    ท่านผู้เฒ่าคนนี้เหตุใดถึงตอบไม่ตรงคำถาม “ผู้ใดเป็นคนทำขึ้นมา ท่านพอจะทราบหรือไม่ขอรับ”

    “ข้าไม่ทราบ”

    “แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าทั่วต้าถังมีเพียงสามม้วน”

    “เจ้าจะถามไปเพื่ออันใด” เสียงเข้มขึ้น แววตาเลื่อนลอยคล้ายหลีกหนีจากความวุ่นวายเปลี่ยนเป็นจดจ้อง

    “ข้าเพียงอยากทราบว่าสมุนไพรพวกนั้นมีจริงหรือเปล่า” จ้าวลู่ชิงหดมือเข้าไปในแขนเสื้อ คอยระวังชายชราผู้นี้

    “มีจริงกับผีน่ะสิ ตำราไร้ประโยชน์ลวงโลกเช่นนั้นทำให้ข้าสูญเงินไปเป็นสิบก้วน”

    ผุดลุกขึ้นด้วยความโมโห ห้าปีแล้วที่เขาถูกนักพรตเฒ่าลวงโลกเสนอขายตำราไร้ประโยชน์ให้ในราคาสิบก้วน นักพรตผู้นั้นบอกว่าตำราม้วนนี้เก่าแก่ถูกทำขึ้นเพียงสามม้วน สามารถนำไปขายได้ราคาสูงถึงหนึ่งพันก้วน ทุกวันนี้ยังขายไม่ออกแม้จะเสนอขายเพียงหนึ่งก้วนก็ไม่มีผู้ใดซื้อ หาว่าเป็นตำราแปลกประหลาด สมุนไพรที่ถูกเขียนขึ้นมาก็ไม่มีอยู่จริงเป็นเพียงนิทานหลอกเด็ก

    จ้าวลู่ชิงตื่นเต้นคาดหวังว่าร้านนี้ต้องมีตำราอย่างแน่นอน “ตำราม้วนนั้นอยู่ที่ใดขอรับ”

    “เจ้าไปหาเอาเอง กองอยู่ด้านหลังชั้นตรงนั้น” ชี้ไปยังด้านหลังสุด ก่อนจะแคะเล็บเท้าต่อ

    นางไม่สนใจเจ้าของร้าน รีบตรงดิ่งไปตามที่ถูกชี้บอก ม้วนตำรามีมากมายกว่าที่นางคิดเสียอีก

    อย่าบอกนะว่าให้นางหาในกองนี้! ม้วนตำราที่ทำจากไม้ไผ่กองกันเป็นเนินอยู่ด้านหลัง ตำราพวกนี้น่าจะขายไม่ออกจึงถูกโยนมาไว้ที่นี่ ยุคนี้เขาใช้กระดาษกันหมดแล้ว ตำราที่ทำจากไม้ไผ่คงจะมีอายุหลายปี

    จ้าวลู่ชิงเริ่มค้นหาม้วนตำราที่ต้องการ ตำราม้วนแรกที่นางคลี่ออก ด้านในมีเนื้อหาเกี่ยวกับสัตว์มีพิษของชนเผ่าต่าง ๆ ตัวอักษรก็ดูเลือนลางลงตามกาลเวลา นางสนใจเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงเก็บแยกไว้อีกกอง

    ตำราม้วนต่อมาคือโรคแปลกประหลาดของชนเผ่าทุ่งหญ้า จ้าวลู่ชิงอ่านอักษรที่เขียนขึ้น ชนเผ่าทุ่งหญ้าเคยเป็นโรคพิษสุนัขบ้าด้วยหรือ นางมองหาว่าผู้ใดเป็นคนเขียนตำรานี้ขึ้น ทว่าไม่มีนามผู้เขียนตำราม้วนนี้ ดูจากสภาพอายุของตำราเล่มนี้น่าจะไม่ต่ำกว่าสิบปี

    นางแยกตำราที่ตนเองสนใจมากองรวมกันไว้ ม้วนตำราไม้ไผ่พวกนี้คือคลังสมบัติความรู้ที่นางใฝ่ฝันหา ผู้อื่นอาจไม่สนใจแต่นางสนใจพวกมันเป็นอย่างมาก

    หลังจากหามาเนิ่นนานนางก็เจอเข้ากับตำราที่ตามหา นางกอดตำราด้วยความดีใจ ร้านหนังสือผีสิงมีของดีไม่น้อย หากผู้ใดกล้าเข้ามาย่อมต้องเจอสิ่งที่ถูกใจ ผู้ที่รู้หนังสือส่วนมากมีฐานะ แม้กระทั่งบัณฑิตที่ยากไร้ก็คงไม่อยากย่างกรายเข้ามาที่ร้านหนังสือเล็ก ๆ น่ากลัวแถมยังค่อนข้างสกปรก

    ขณะที่กำลังจะหอบตำราที่วางกองกันไปชำระเงิน ม้วนกระดาษที่อยู่บนชั้นก็หล่นลงมาต่อหน้า

    "ชุนกงถู"  อ่านชื่อที่เขียนตรงบริเวณมุมม้วนกระดาษ จ้าวลู่ชิงนั่งลงกับพื้นโดยมิกลัวเปื้อน หยิบม้วนกระดาษมาเปิดออก สิ่งที่เห็นด้านในคือภาพวาดชายหญิงร่วมเสพสังวาสแต่ละอิริยาบท

    กระพริบตาปริบ ๆ กับภาพที่เห็น นางไล่สายตามองก่อนจะหัวเราะแผ่วเบาเนื่องจากขำขันกับภาพที่เห็น หากเป็นราชวงศ์ถังหนังสือที่ได้รับความนิยมคงไม่พ้นเรื่อง ความฝันในหอแดง สุดยอดวรรณกรรมที่สตรีต่างชื่นชอบจนผู้แต่งถูกพิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม

    “วางขายกันโจ่งแจ้งถึงเพียงนี้เชียวรึ”

    นางมิค่อยแปลกใจเท่าไหร่ อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ต้าถังย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้เพราะได้รับอิทธิพลมาจากชนเผ่าต่าง ๆ จึงเปิดกว้างในเรื่องเพศ สตรีต่างไม่เคร่งในการรักษาพรหมจารีย์ และหลักสามเชื่อฟังสี่จรรยา"[1]  ที่มีมาแต่โบราณ

    การแต่งกายล้วนสวมใส่เสื้อผ้าเบาบางเปิดเผยเนื้อตัว การเล่นชู้ก็จะมีให้เห็นมากขึ้นทุกชนชั้นมิเว้นแม้แต่ในพระราชวังที่โสมมมยิ่งกว่าชาวบ้าน มีคำพูดในนิยายที่นางเคยอ่านกล่าวไว้ว่า ‘ถังสกปรก ฮั่นโสมมม’ สองราชวงศ์นี้เป็นที่กล่าวขานในเรื่องพวกนี้เป็นอย่างยิ่ง จนราชวงศ์อื่นสั่งห้ามเอาเยี่ยงอย่าง

    อนาคตหลี่ซื่อหมินจะก่อตั้งและขยายโครงสร้างของ ‘เจี้ยวฟาง’[2]  ในวังหลวงจนแตกต่างจากจุดประสงค์เดิมที่จักรพรรดิสุยหยางตี้ของราชวงศ์ที่แล้วริเริ่มก่อตั้งขึ้น จากสถานเริงรมย์ให้เหล่าบัณฑิตมาพบปะ ชมการแสดง อ่านบทกวี ไม่ใช่เพื่อสนองความต้องการทางเพศเป็นหลัก เริ่มปรับเปลี่ยนมาเป็นคล้ายหอคณิกาจนมีนางคณิกาที่คอยให้ความบันเทิงในด้านต่าง ๆ หลายพันนาง 

    ครอบครัวนางต่างเป็นชาวฮั่นแท้ไม่มีเชื้อสายชนเผ่าปะปนจึงเคร่งครัดเรื่องการแต่งกายเหมือนคนชั้นสูงตอนกลาง ผู้คนทั่วไปแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเบาบาง ทว่าท่านปู่ของนางสั่งห้ามลอกเลียนแบบการแต่งกายเช่นนั้น

    ขุนนางชั้นสูงและพวกนักกวีเฒ่าทั้งหลายต่างเลี้ยงนางคณิกาไว้มากมาย นางเห็นดีเห็นงามด้วยกับกฎบ้านที่ท่านปู่ตั้งขึ้น หากเป็นชายคงอุ่นใจที่ต้องอยู่ในกฎสกุลจ้าว ทว่านางเป็นหญิงออกเรือนไปมิรู้ว่าสามีนางจะเจ้าชู้เหมือนขุนนางมากรักพวกนั้นหรือไม่

    “วาดภาพได้แย่มาก” ส่ายหน้ากับภาพที่เห็น วาดภาพคนออกมาราวกับคนในยุคหิน

    เงาที่บดบังแสงทำให้จ้าวลู่ชิงเงยหน้าขึ้น บุรุษหน้าเหมือนกับไอดอลที่นางเคยชื่นชอบในชาติที่แล้วยืมมองแผ่นกระดาษที่นางเปิดออกดู สลับกับมองหน้านาง

    จ้าวลู่ชิงเก็บม้วนกระดาษให้กลับสภาพเดิม นางมิได้เขินอายกับสายตาที่มองมาเพราะนางอยู่ในชุดบุรุษ มีอันใดให้เขินอายกัน

    “เจ้าอยากดูต่อหรือไม่ หากไม่ต้องการข้าจะได้เก็บเข้าที่”

    เหิงเฟยอวี่ส่ายหน้าปฏิเสธ ภาพเมื่อสักครู่ที่เขาเห็นคือภาพลามก ทว่าหนุ่มน้อยผู้นี้กลับมานั่งเปิดดูพร้อมส่งเสียงหัวเราะรบกวนเขาที่กำลังยืนอ่านตำรา

    “ข้าเก็บแล้วนะ” เก็บม้วนกระดาษวางไว้บนชั้น จากนั้นก็ก้มลงหอบม้วนตำราที่ทำมาจากไม้ไผ่ไปด้านหน้าเพื่อจ่ายเงิน ไม่ได้สนใจหนุ่มน้อยหน้าหวานผู้นี้อีกต่อไป

    หน้าตาดีถึงเพียงนี้เหตุใดถึงได้เข้ามาใช้บริการร้านหนังสือสกปรกเช่นนี้ หรือเขาจะรู้ว่าร้านแห่งนี้เป็นขุนทรัพย์ของผู้มีปัญญา

    “ท่านผู้เฒ่า ข้าซื้อทั้งหมดนี่” วางม้วนตำราไม้ไผ่ลงบนโต๊ะ

    “เจ้าซื้อตำราพวกนี้จริงรึ”

    “ขอรับ”

    “ข้าจะลดราคาให้เจ้า ตำราสัตว์มีพิษของชนเผ่า ข้าคิดสามร้อยเหวินเจ้าว่าอย่างไร”

    จ้าวลู่ชิงพยักหน้าพึงพอใจกับราคาแสนถูก

    เจ้าของร้านหนังสือลดราคาตำราไปด้วยสังเกตความพึงพอใจของหนุ่มน้อยตรงหน้าไปพร้อมกัน จนมาถึงตำราเล่มสุดท้าย

    “ตำราสมุนไพรหายากที่สุดในปฐพี ข้าขายให้เจ้าห้าก้วน” เขาสูญเสียเงินซื้อตำราม้วนนี้มาในราคาสิบก้วน ขายห้าก้วนคงไม่เป็นไร ดีกว่าปล่อยทิ้งให้สลายไปตามกาลเวลา

    สังเกตสีหน้านิ่งขรึมจึงยอมลดราคาลงอีก “สามก้วนดีหรือไม่” ลองหยั่งเชิง

    เมื่อเห็นหนุ่มน้อยตรงหน้ายังยืนนิ่งก็ลดราคาลงมาอีก “หนึ่งก้วน หากไม่ซื้อราคานี้ข้าก็ไม่ขาย” โวยวายด้วยความฉุนเฉียว แทบจะยกให้เปล่าอยู่แล้ว

    จ้าวลู่ชิงยืนนิ่งขรึมมิใช่เพราะไม่พอใจกับราคา แต่นางกำลังตกตลึงกับราคามากกว่า เหตุใดตำราดี ๆ เช่นนี้ถึงได้ถูกนัก

    นางจะไม่แสดงสีหน้าพึงพอใจออกไปให้เจ้าของร้านได้รู้

    “ได้ ข้าตกลงซื้อราคาตามที่ท่านเสนอขาย”

    นางเสียเงินไปเพียงห้าก้วนแต่ได้ตำรามาหลายม้วน ทุกม้วนล้วนทำขึ้นจากไม้ไผ่มิใช่จากกระดาษแบบที่คนสมัยนี้ใช้กัน อายุของตำราบางม้วนน่าจะหลายสิบปี

    นางช่างโชคดีอะไรเยี่ยงนี้

    จ้าวลู่ชิงหอบม้วนตำรามาจนถึงภัตตาคารหย่งเล่อ ลูกค้าเข้ามาใช้บริการเยอะจนนางเผยรอยยิ้มบนใบหน้ากับความรุ่งเรืองที่กำลังเกิดขึ้นกับครอบครัว

    “ระหว่างที่นางกำลังจะเดินขึ้นไปชั้นสาม หูของนางได้ยินลูกค้าในร้านกล่าวบางอย่างจึงยืนหลบมุมฟัง”

    “หลังจากที่ผู้ช่วยนายอำเภอฆ่าตัวตาย สกุลหรงต่างร้องไห้เสียใจจนเป็นลมไปหลายคน พวกเจ้าจำน้องชายผู้ช่วยนายอำเภอได้หรือไม่”

    “จำได้สิ ตอนนั้นมีชาวบ้านมาฟ้องร้องถึงหน้าศาลาว่าการว่าน้องชายผู้ช่วยนายอำเภอฉุดบุตรสาวชาวบ้านเข้าป่าหวังจะข่มเหงแล้วฆ่า จึงถูกโบยจนเลือดอาบแล้วจับยัดเข้าไปในคุก”

    “พวกเจ้าไม่รู้อันใด ท่านนายอำเภอเพิ่งไปตรวจเจอว่ามีการเอื้ออำนวยความสะดวกให้แก่นักโทษ จึงสั่งลงโทษเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เมื่อเช้าน้องชายผู้ช่วยนายอำเภอกับลูกน้องอีกสองคนตายในคุก”

    “เจ้ากล่าวจริงหรือกล่าวเท็จ”

    “ข้ากล่าวตามความเป็นจริง นายอำเภอสั่งให้ปิดข่าว ตอนนี้กำลังตามล่าคนร้ายกันให้วุ่น”

    “ถ้าหากว่านายอำเภอสั่งให้ปิดข่าวแล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร”

    “ท่านลุงข้า ทำงานอยู่ที่นั่น”

    “ผู้ใดกล้าสังหารนักโทษถึงในคุก หากราชสำนักรู้เข้านายอำเภอคงตกที่นั่งลำบาก”

    “ราชสำนักคงไม่มือยาวมาจนถึงอำเภอเล็ก ๆ หรอก สงสารคนสกุลหรงที่สูญเสียบุตรชายไปพร้อมกันถึงสองคน”

    “เจ้าสงสารคนชั่วช้าทำไมกัน ผู้ช่วยนายอำเภอกับน้องชายต่างเลวร้ายเหมือนกัน ตายไปได้ยิ่งดี แต่ข้าสงสัยว่าเพราะเหตุใดผู้ช่วยนายอำเภอถึงได้ฆ่าตัวตาย”

    “เจ้าอยากรู้ก็ลองไปสืบสิ”

    “ไม่เอา ข้าไม่อยากเข้าไปยุ่ง”

    จ้าวลู่ชิงขมวดคิ้วกับสิ่งที่ได้ยิน ผู้ช่วยนายอำเภอกับน้องชายตายแล้วหรือ นางมองขนแขนที่ลุกชันกับเรื่องที่ได้ยิน ตายไปได้ก็ดีชาวบ้านจะได้ปลอดภัยจากพวกเดรัจฉานชอบใช้อำนาจข่มเหงผู้อ่อนแอกว่า

    “เจ้ากลับมาแล้วหรือ แล้วนี่ขนอะไรมา”

    “ตำราเจ้าค่ะ”

    “ม้วนตำราที่ทำจากไม้ไผ่ ยังใช้อยู่อีกหรือ” จ้าวฮูหยินมองตำราที่บุตรสาวนำกลับมา

    “ตำราแต่ละม้วนน่าจะมีอายุหลายสิบปีแล้วเจ้าค่ะ” วางตำราบนตั่งตัวใหญ่จากนั้นก็เดินกลับมานั่งพูดคุยกับคนในครอบครัว

    ห้องรับรองชั้นสามเป็นห้องที่กว้างใหญ่ มีมุมอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ทุกคนนั่งพูดคุยกันอย่างสบายอารมณ์ ท่านแม่กับท่านย่ารวมไปถึงสาวใช้ข้างกายนางทั้งสองนั่งสำรวจเครื่องประดับที่ซื้อมา

    ส่วนพี่ชายของนางนั่งจิบชาสบายอารมณ์ พลันเสียงร้องแตกตื่นจากภัตตาคารเฟิ่งไหลก็ดังขึ้นจนทำให้ทุกคนในห้องตกใจรีบก้าวไปยังหน้าต่าง

    จ้าวลู่ชิงมองพี่ชายที่นั่งนิ่งไม่มีท่าทีตื่นตกใจเหมือนคนอื่น ๆ นางรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้มันต้องเกี่ยวข้องกับพี่ชาย

    หมายเหตุ

    [1]  หลักสามเชื่อฟังสี่จรรยา" (三从四德)

    หลัก “สามเชื่อฟัง” (三从)ประกอบด้วย

    1. 未嫁从父 หมายถึง สตรีที่ยังไม่ออกเรือนให้เชื่อฟังบิดา

    2. 既嫁从夫 หมายถึง สตรีที่ออกเรือนแล้วให้เชื่อฟังสามี

    3. 夫死从子 หมายถึง สตรีที่สามีเสียชีวิตให้เชื่อฟังบุตรชาย

    ส่วนหลัก “สี่จรรยา” (四德)ประกอบด้วย

    1. ประพฤติงดงาม(妇德)คือ รู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัว ปฏิบัติตนอยู่ในกรอบประเพณีอันดีงาม

    2. วาจางดงาม(妇言)คือ พูดจาสุภาพไพเราะและรู้จักกาลเทศะ อีกทั้งต้องไม่พูดคำเท็จ คำนินทา คำด่าทอ คำเพ้อเจ้อ และคำยุแยง

    3. หน้าตาและกิริยางดงาม(妇容)คือ หน้าตาสะอาดสะอ้าน ผมเผ้าเรียบร้อย สวมใส่เสื้อผ้าสะอาดตา กิริยามารยาทสำรวมและสุภาพอ่อนโยน

    4. งานฝีมืองดงาม (妇功)คือ เชี่ยวชาญงานบ้าน งานครัว งานเย็บปักถักร้อย และรู้จักขยันอดทน ประหยัดมัธยัสถ์ ดูแลปรนนิบัติสมาชิกในครอบครัวอย่างดี

    [2] เจี้ยวฟาง มีลักษณะเป็นเสมือนสถานเริงรมย์หลากหลายรูปแบบ ใช้ระบบคล้ายหอคณิกา

    ​

    คล้ายกับเรื่องจ้าวลู่ชิง คหบดีหญิงแห่งต้าถัง ที่คุณอ่าน