[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 175 ลึกซึ้งยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง นี่มันช่างเป็นราวกับบทแห่งนิยายรัก

    ตอนที่ 175 ลึกซึ้งยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง นี่มันช่างเป็นราวกับบทแห่งนิยายรัก

            ผนังศิลาเบื้องหน้านั้นชัดเจนว่าเป็นเพียงภาพลวงตา กู้ฉางเกอเพียงปรายตามองก็มองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ชั้นแห่งคลื่นพลังพลิ้วกระจายออก ก่อนจะเผยทางเข้าสู่ภายใน

            สิ่งที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า คือห้องศิลาขนาดมิกว้างใหญ่นัก ทั่วทั้งสี่ผนังสลักลวดลายโบราณอันลึกล้ำ เผยให้เห็นถึงกาลเวลาที่ล่วงเลยมาอย่างยาวนาน ฉากพิธีบวงสรวงฟ้าดินโดยเหล่าสิ่งมีชีวิตแห่งเซียนโบราณปรากฏเด่นชัด

            ในห้วงแห่งความพร่าเลือน ฉากภาพอันเก่าแก่กว้างไกลก็พลันปรากฏขึ้น ในดินแดนเซียนอันกว้างใหญ่ไพศาล เหล่าข้าทาสบริวารและสรรพสิ่งทั้งปวงล้วนก้มกราบอย่างศรัทธา น้อมหัวใจคารวะ เงยหน้าขอพรจากบางสิ่งที่อยู่ ณ ศูนย์กลางในที่แห่งนั้น เสียงก้องสะท้านไปทั่วทั้งหล้า

            เบื้องหน้าผนังศิลาที่อยู่กลางห้องนั้น ปรากฏประตูโบราณบานหนึ่งตั้งอยู่อย่างตระหง่าน ภายในบานประตูนั้นปรากฏรอยแยกอยู่เล็กน้อย เบื้องหลังรอยแยกเผยให้เห็นโลกอันกว้างไกลที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่เกินกว่าจะหยั่งถึง

            หมอกแห่งเซียนอันเลือนรางลอยละล่องออกมาเป็นเส้นสายอันบางเบาจากช่องแคบ

            "สิ่งนี้คือประตูแห่งเซียน"

            "ดูท่าว่าเยวี่ยหมิงคงคงจะพบกับประตูแห่งนี้มานานแล้ว เพียงแต่นางมิอาจเข้าสู่ภายในได้"

            กู้ฉางเกอยืนมองบานประตูโบราณเบื้องหน้า มุมปากเผยรอยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยนัยอันลึกลับ มินานนัก เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเยวี่ยหมิงคงที่ก้าวตามเข้ามาด้านหลัง รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ฉางเกอพลันเลือนหาย ก่อนกลับกลายเป็นเผยสีหน้าเรียบนิ่ง

            "ในเมื่อเจ้ามิอาจเชื่อใจข้า เช่นนั้นก็รอให้ประตูแห่งเซียนเปิดออก แล้วเจ้าก็เข้าไปก่อนเถิด" กู้ฉางเกอเหลือบตามองเยวี่ยหมิงคง พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย "แน่นอนว่า หากว่าเจ้ากังวลว่าข้าจะคิดร้ายอยู่เบื้องหลัง เช่นนั้นเจ้าก็เลือกที่จะคอยอยู่ด้านนอกต่อไปได้"

            ถ้อยคำที่เอ่ยออกมานั้นดูราวกับเขามิได้ใส่ใจกับเรื่องที่เพิ่งผ่านมาแม้แต่น้อย ทว่าในสายตาของเยวี่ยหมิงคงแล้วนั้น นางกลับรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในอารมณ์ของกู้ฉางเกอได้อย่างลึกซึ้ง

            เมื่อก่อนนั้น เขามักจะเอ่ยทุกถ้อยคำออกมาพร้อมรอยยิ้ม ทว่าในยามนี้ แววตาของเขากลับเยือกเย็นประหนึ่งสายธารน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ ท่าทีเช่นนี้ กลับทำให้เยวี่ยหมิงคงรู้สึกอึดอัดยิ่งกว่าการที่เขาเมินเฉยต่อนางเสียอีก

            “ข้าเชื่อท่าน” เสียงของนางแผ่วเบาโดยมิรู้ตัว

            กู้ฉางเกอมองดูนางอีกครั้งโดยที่มิเอ่ยคำใดเพิ่มเติม เพียงเผยยิ้มบางเบาพลางกล่าว “เช่นนั้นก็ดีแล้ว”

            ดวงตาของเยวี่ยหมิงคงยังคงเย็นชาและสงบนิ่ง ดุจไร้ความแปรเปลี่ยนใดๆ ทว่าลึกลงไปในใจนั้น นางกลับสัมผัสได้ถึงความขมขื่นที่ปะปนอยู่ในถ้อยคำของตนเอง เห็นได้อย่างชัดเจนว่า กู้ฉางเกอมิได้ใส่ใจความเชื่อใจที่นางกล่าวออกไปแม้แต่น้อย จากท่าทีของเขาก็เพียงพอที่จะทำให้นางรับรู้ได้ ความเสียใจพลันแทรกซึมขึ้นในจิตใจ นางได้แต่เฝ้าถามตนเองว่าเหตุใดจึงกล่าววาจาเช่นนั้นออกไป

            กู้ฉางเกอผู้เยือกเย็นและปราศจากอารมณ์ ผู้มีความหยิ่งทะนงในจิตวิญญาณของตนเอง ความพยายามเพียงเล็กน้อยที่นางใช้เพื่อสะกิดหัวใจของเขา ก็กลับต้องพังทลายลง และวาจาประโยคเดียวนี้ ก็กลับทำให้ระยะห่างระหว่างทั้งสองยิ่งห่างไกล ทั้งยิ่งห่างไกลเสียยิ่งกว่าจุดเริ่มต้น นางรู้สึกได้ถึงความว่างเปล่าที่เกาะกุมจิตใจ

            ในใจของเยวี่ยหมิงคงตระหนักได้ว่า กู้ฉางเกอจะต้องมีเหตุผลบางประการ หาไม่แล้ว เขาคงมิอาจตอบสนองต่อคำพูดนั้นด้วยความเย็นชาเช่นนี้ แม้กระทั่งเบื้องหน้าประตูแห่งเซียน นางก็กลับรู้สึกว่าแรงดึงดูดจากมันได้มลายหายไปเสียสิ้น

            แผนการในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาของนางนี้ พลันไร้ความหมายไปในทันที และในยามนี้เอง นางก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า เป้าหมายที่แท้จริงของนางหลังจากการกลับชาติมาเกิดใหม่นั้น มิใช่เพราะเพื่อแก้แค้นกู้ฉางเกอ ทว่ากลับเป็นเพื่อมุ่งหวังให้ได้หัวใจของเขามา

            กู้ฉางเกอยืนสงบนิ่ง ท่าทางคล้ายกับมิได้รับรู้ถึงความคิดอันลึกซึ้งในใจของเยวี่ยหมิงคง เขาก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปรอบประตูแห่งเซียน พลางขบคิดว่า “การเปิดประตูแห่งเซียนในยามนี้มีเพียงสองหนทาง นั่นคือรอให้มันเปิดเอง หรือว่าใช้คัมภีร์เบิกทาง การจะเปิดออกเองนั้นมิอาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ถึงตอนนั้นแผ่นดินเซียนโบราณก็อาจจะถึงคราววุ่นวายอย่างใหญ่หลวง ทั้งยังดึงดูดความสนใจจากเหล่าผู้แข็งแกร่งที่ไร้เทียมทานทั้งหลาย” ในห้วงความคิดอันว่องไว กู้ฉางเกอตัดสินใจอย่างแน่วแน่

            คัมภีร์เบิกทางเซียนคืออักขระแห่งเซียนโบราณที่ใช้ในพิธีสักการะเพื่ออัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากสรวงสวรรค์มาเพื่อรับรู้ถึงเรื่องราวจากโลกเบื้องล่าง

            “ในคลังของระบบมีคัมภีร์เบิกทางเซียนจำหน่ายอยู่ ราคานั้นคือ 18,000 แต้มชะตาสวรรค์… ซึ่งนับว่ามีราคาค่อนข้างสูงเลยทีเดียว” กู้ฉางเกอมิได้ลังเล ก่อนจะรีบแลกเปลี่ยนคัมภีร์เล่มนั้นในทันที

            วาบ!

            อักขระเซียนโบราณแต่ละอักษรพลันเปล่งประกายราวกับดาราอันระยิบระยับ ลอยขึ้นในจิตสำนึกของเขา มันส่องแสงสีทองเจิดจ้า ก่อนจะเรียงร้อยเป็นภาพเซียนผู้ลึกลับที่เริ่มปรากฏอย่างชัดเจน ในที่สุด อักขระเซียนเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นคัมภีร์เซียนเล่มหนึ่งที่สลักลึกลงในจิตของกู้ฉางเกอ

            “กุญแจได้อยู่ในมือแล้ว” รอยยิ้มอันแปลกประหลาดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของกู้ฉางเกอ

            เพียงแต่เยวี่ยหมิงคงมิได้สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ นางยังคงจมอยู่ในความคิดอันสับสน กำลังครุ่นคิดว่าจะเอ่ยถ้อยคำใดเพื่อขอโทษกู้ฉางเกอ นางมิปรารถนาให้ความสัมพันธ์ที่เพิ่งจะเริ่มต้นมีแสงสว่างต้องกลับคืนสู่ความเยียบเย็น

            “ข้ากำลังจะเปิดประตูแห่งเซียน เจ้าจะเข้าไปก่อน หรือจะตามหลังข้าไป ส่วนจิตวิญญาณแห่งเซียนภายในนั้น เราก็ใช้ความสามารถของตนเองในการตัดสินกันดีหรือไม่” เสียงอันเรียบเย็นของกู้ฉางเกอดึงนางกลับจากภวังค์

            เยวี่ยหมิงคงตื่นจากความคิดพลางมองเขาด้วยความตกตะลึง ดูเหมือนเขาจะสามารถเปิดประตูแห่งเซียนนี้ได้ก่อนเวลา นางที่รอคอยอยู่ที่นี่มาเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มนั้นกลับไร้ผล

            เมื่อได้ฟังถ้อยคำของกู้ฉางเกอ ความสับสนก็ยิ่งทวีขึ้นบนใบหน้าอันงดงาม จะเข้าไปก่อน หรือจะตามหลังไป ต่างก็ไร้ซึ่งความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

            เพียงเพื่อจิตวิญญาณแห่งเซียนนั้น นางได้วางแผนเตรียมการไว้นานเพียงใดกันน่ะหรือ นางได้ใช้เวลากว่าหนึ่งเดือน ทั้งยังอาศัยพลังปราณแห่งเซียนในพื้นที่แห่งนี้ฝึกบำเพ็ญจนพลังบำเพ็ญเพียรเพิ่มพูนสูงขึ้น

            แต่ทว่าจะให้นางละทิ้งเพียงเท่านี้หรือ หากให้พูดด้วยความสัตย์จริงแล้ว นางก็รู้สึกมิยินยอม ทว่าเมื่อเยวี่ยหมิงคงเหลือบมองกู้ฉางเกอที่อยู่เบื้องหน้า หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดนางก็ตัดสินใจได้

            “ข้าจะมิเข้าไป” นางกล่าวเสียงเรียบ

            “ข้าจะอยู่ภายนอกนี้เพื่อปกป้องเจ้า ข้ามิได้มีเจตนาใดแอบแฝง เพียงแต่ต้องการขอโทษเจ้าสำหรับเรื่องที่ผ่านมา ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะข้าผิดไปเอง จิตวิญญาณแห่งเซียนนั้น ข้าก็จะมิแย่งชิงกับเจ้าแล้ว”

            “หากสิ่งนี้ยังมิเพียงพอที่จะพิสูจน์ความจริงใจของข้าได้ เช่นนั้นเจ้าก็ลงมือฆ่าข้าเสียเถิด”

            “ข้ารับประกันได้ว่าจะมิตอบโต้ เพราะต่อให้ข้าตอบโต้ไป ข้าก็มิมีทางสู้เจ้าได้อยู่ดี”

            น้ำเสียงของเยวี่ยหมิงคงนั้นสงบนิ่ง ขณะที่เลือกที่จะละทิ้งทุกสิ่งโดยสมัครใจ

            นางเชื่อว่า นี่คือหนทางเดียวที่จะพิสูจน์ความจริงใจของตนต่อกู้ฉางเกอได้ หากเขายังคงมิยอมเชื่อ และต้องการเอาชีวิตนาง นางก็มิมีทางเลือกอื่นใด ท้ายที่สุดแล้ว นางก็รู้ดีว่า ตนเองได้ล่วงรู้ถึงความลับของเขามากจนเกินไป ทว่าลึกลงไปในใจนั้น เยวี่ยหมิงคงมิได้สงบนิ่งดังเช่นที่แสดงออก

            หลังจากเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด นางก็กลับรู้สึกหวาดกลัว… กลัวว่ากู้ฉางเกอจะจากนางไปตลอดกาล นางยินยอมที่จะให้เขามีความเคียดแค้น และอาจถึงขั้นสังหารนางดังเช่นในชาติภพก่อน ทว่าสิ่งที่นางมิอาจทานทนได้นั้นก็คือ การกลับกลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน นั่นคือความทรมานที่ยิ่งกว่าความตาย คือความทนทุกข์ที่กัดกร่อนจิตวิญญาณของนางจนไร้ซึ่งหนทางหลีกเลี่ยง

            “ถึงกับเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้หรือ” กู้ฉางเกอชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น ในความจริงแล้ว เขามิคาดคิดเลยว่าเยวี่ยหมิงคงจะตัดสินใจเช่นนี้

            จะให้เขาลงมือสังหารนางอย่างนั้นหรือ

            เขาเคยคาดเดาถึงหลากหลายความเป็นไปได้ แม้กระทั่งเคยคิดว่านางอาจจะกัดฟันเผยท่าทีเว้าวอน หรือกระทั่งน้ำตาไหลพราก กล่าวคำขอโทษด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่าเป็นความผิดของนางเอง ทว่าเขากลับมิเคยคาดคิดว่า นางจะเลือกทางเลือกอันแน่วแน่นี้ขึ้นมา หากเขามิเชื่อใจนางแล้วนั้น นางก็จะยอมสิ้นชีพอย่างนั้นหรือ

            นางช่างโง่เง่าถึงเพียงนั้นเชียว

            แท้จริงแล้ว ความระแวงต่อตัวเขาของเยวี่ยหมิงคงนั้น กู้ฉางเกอมิได้ใส่ใจเลย เพราะแม้นางจะสงสัย ทว่าก็มิได้ผิดไปจากความจริงนัก

            เขายอมรับว่า ตนเองมีจุดประสงค์แอบแฝงต่อนางมาโดยตลอด ในฐานะผู้ที่ใช้เหตุผลเป็นหลัก เขานั้นยากที่จะเปิดใจให้กับผู้ใดได้ สิ่งที่เรียกว่าความหวั่นไหวสำหรับเขาแล้วนั้น ก็แค่ความพึงพอใจในรูปลักษณ์เท่านั้น สำหรับสตรีใดที่คิดจะเข้าถึงหัวใจของเขา ก็ช่างเป็นไปได้ยากราวกับปีนขึ้นสู่สรวงสวรรค์

            “เหตุใดเจ้าจึงโง่เขลาถึงเพียงนี้” กู้ฉางเกอถอนหายใจเบาๆ พลางเอ่ย “ข้าจะลงมือสังหารเจ้าได้อย่างไรกันเล่า”

            ความโง่เขลาของนางนั้น ทำให้เขารู้สึกหมดสนุกไปเสียสิ้น โง่เขลาเสียจนเขาเกือบจะมิอยากรังแกนางอีกต่อไป

            เรื่องในวันนี้นั้น สำหรับเขาแล้ว มันก็เป็นเพียงการหยอกล้อเล่นสนุกอันเล็กน้อยเท่านั้น ทว่าสำหรับเยวี่ยหมิงคงแล้ว มันคือความเป็นความตาย

            หญิงผู้นี้รักเขาอย่างลึกซึ้ง และลึกซึ้งเสียยิ่งกว่าชีวิตของตนเองเสียอีก

            เรื่องราวเช่นนี้ เขาเพียงแต่เคยเห็นในนิยายรักเท่านั้น ทว่ากลับมิเคยคาดคิดว่าวันหนึ่ง มันจะเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง ในยามนี้ เขาควรจะก้าวไปข้างหน้า โอบนางเข้ามาในอ้อมแขน และเอ่ยปลอบโยนนางด้วยน้ำเสียงอันอบอุ่นดีหรือไม่

            ทว่ากู้ฉางเกอกลับมิได้ทำเช่นนั้น เพราะนั่นจะเป็นการแสดงออกที่เสแสร้งจนเกินไป เยวี่ยหมิงคงอาจจะดูโง่เขลา ทว่าก็ยังคงแยกแยะสิ่งเหล่านั้นได้ การกระทำเช่นนั้น นอกจากจะมิช่วยอันใดแล้ว กลับยังอาจทำลายหมากบนกระดานที่เขาวางไว้อย่างดีจนพังทลายเสียสิ้น

            “กู้ฉางเกอ เหตุใดเจ้าจึงมิสังหารข้ากัน”

            เยวี่ยหมิงคงนิ่งงันไป ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน มิอาจเข้าใจความหมายในถ้อยคำของกู้ฉางเกอ คำกล่าวนี้หมายความว่าเขายอมรับคำขอโทษของนางแล้วอย่างนั้นหรือ หรือยังมิได้ยอมรับกันแน่ นางเต็มไปด้วยความสับสน

            “แล้วข้าจะฆ่าเจ้าไปด้วยเหตุใดกันเล่า เจ้าที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ย่อมมีประโยชน์มากกว่าสิ้นชีพไปแล้วนัก” กู้ฉางเกอกล่าวด้วยรอยยิ้มเรียบง่าย

            “เจ้านี่ช่างโหดเหี้ยมนัก” เยวี่ยหมิงคงเอ่ยตอบ ทว่าดวงตากลับเปี่ยมไปด้วยความรู้เท่าทัน ในยามนี้ สิ่งเดียวที่นางต้องการรู้ก็คือหัวใจของกู้ฉางเกอที่มีต่อนางนั้นเป็นเช่นไร เรื่องอื่นทั้งหมด ล้วนมิสำคัญอีกต่อไป

            นางเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนย่อมมีเหตุผลเบื้องหลัง นางต้องค้นหาให้ได้ว่าเหตุผลที่กู้ฉางเกอซ่อนเร้นอยู่ลึกในจิตใจคือสิ่งใด

            กู้ฉางเกอมิได้สนใจนางอีกต่อไป เขายกมือขึ้นช้าๆ

            แสงสว่างนับล้านสายพลันระเบิดประกายกลางฝ่ามือ แสงนั้นพร่ามัวทว่ากลับเจิดจรัส ราวกับดอกไม้เซียนบานสะพรั่ง แสงสีดำอันลึกลับร่วงโรยจากเกสรลงมาปกคลุมทั่วทิศ

            ครืน!

            อักขระโบราณอันลึกลับปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า กู้ฉางเกอเริ่มเปล่งเสียงสวดอักขระเหล่านั้น ในห้วงความพร่าเลือน เงาร่างของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคบรรพกาลก็ก้มกราบลงกับพื้น เปล่งคำอธิษฐานและบูชาเซียนด้วยความศรัทธา

            “หรือว่าประตูแห่งเซียนจะเปิดออกแล้วจริงๆ” เยวี่ยหมิงคงเบิกตากว้าง สายตาจับจ้องไปยังเบื้องหน้า

            อักขระลึกลับเหล่านั้นถูกพลังอันน่าพิศวงดึงดูด ก่อนจะพุ่งตรงไปยังประตูศิลาเบื้องหน้า

            แกร๊ก!

            ในชั่วพริบตาที่นางมองไปยังที่แห่งนั้นด้วยความตกตะลึง แสงสีรุ้งอันเจิดจ้าก็พุ่งทะลักออกมา!

            ประตูศิลาเปิดออก!

            ทางสายหนึ่งปรากฏขึ้น

            ที่แห่งนั้นปรากฏสายหมอกแห่งเซียนพลุ่งพล่านทะยานสู่ฟากฟ้า พลังเซียนนับล้านล้อมรอบ อัดแน่นไปด้วยพลังอันเข้มข้นเกินกว่าจะจินตนาการ

            สายพลังนั้นหนาแน่นและมั่นคงประหนึ่งขุนเขา ที่แห่งนั้นราวกับเป็นจุดเริ่มต้นของการหลุดพ้นสู่ความเป็นเซียน

            หากเยวี่ยหมิงคงมิได้เตรียมการล่วงหน้า จัดวางค่ายกลและอักขระผนึกปิดทั่วทุกพื้นที่ของมิติเอาไว้ กลิ่นอายพลังของที่แห่งนี้ก็คงจะทะลุทะลวงฟ้า สะท้านทั่วหล้า ดึงดูดผู้คนจากทั่งทุกสารทิศให้มาชุมนุม กระนั้น พลังเซียนที่เปี่ยมล้นก็ยังคงแผ่ขยายไปทั่วบริเวณในชั่วขณะหนึ่ง

            ประตูแห่งเซียนได้เปิดออกแล้ว เส้นทางสู่มรรคาแห่งเซียนได้ปรากฏขึ้น

            เบื้องหน้ากู้ฉางเกอปรากฏเส้นทางอันเลือนรางทอดผ่านประตูเซียน คล้ายกับเชื่อมโยงไปยังอีกฟากหนึ่งของโลกที่กว้างใหญ่และลึกลับเกินกว่าจะหยั่งถึง

            ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้เซียนสูงตระหง่าน บุปผาเซียนผลิดอกงดงามสะพรั่ง ทั่วทั้งบรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นหอมจากสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ที่อบอวลอยู่ในอากาศ

            “ประตูแห่งเซียนถึงกับถูกกู้ฉางเกอเปิดออกได้ เขาทำได้อย่างไรกัน หรือจะเป็นเพราะคัมภีร์บทนั้นหรือ หรือว่าในชาติภพก่อน เขาก็ใช้วิธีเดียวกันเช่นนี้”

            ดวงตาของเยวี่ยหมิงคงลึกล้ำดุจห้วงสมุทรลึก อาภรณ์ที่พลิ้วไหวรอบกายของนางดูราวกับล่องลอยอยู่ในหมอกแห่งเซียน ทั่วทั้งร่างถูกอาบด้วยสายฝนแห่งเซียน เปล่งประกายอันบริสุทธิ์จากพลังเซียนที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูผิว เนื้อตัวของนางเต็มไปด้วยพลังอันเรืองรอง โปร่งแสงและงดงามราวกับอัญมณีอันล้ำค่า เพียงยืนอยู่ในที่แห่งนี้ ก็คล้ายกับได้รับวาสนาจากสรวงสวรรค์อันยิ่งใหญ่

            ทว่าในเวลาเดียวกัน พลังอันน่าหวาดกลัวที่แฝงอยู่ในอากาศนั้นก็กลับลึกล้ำและหนักหน่วงเพียงพอจะบดขยี้ทุกสรรพชีวิตให้แตกสลาย เส้นทางสู่มรรคาแห่งเซียน มิใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปจะสามารถก้าวขึ้นไปได้

            เยวี่ยหมิงคงลองก้าวเดินดูเพียงครั้งเดียวก็รู้ว่า หากนางต้องการเดินบนเส้นทางแห่งนี้ จำต้องจ่ายด้วยราคาที่สูงลิ่ว ทว่าในเมื่อนางเอ่ยวาจาว่าจะปกป้องกู้ฉางเกออยู่ภายนอก นางก็ย่อมจะมิยอมผิดคำ หากเหล่าผู้บำเพ็ญผู้อื่นมาเยือนที่แห่งนี้ในภายหลัง นางก็จะช่วยถ่วงเวลาให้

            ในขณะที่นางกำลังครุ่นคิด กู้ฉางเกอที่ยืนอยู่หน้าประตูเซียนก็พุ่งทะยานเข้าไปก่อนแล้ว เหนือศีรษะของเขาปรากฏขวดศักดิ์สิทธิ์โบราณสีดำอันลึกลับที่เปล่งประกายพลังแห่งมรรคาดำรงอยู่ มันลอยหมุนวนรับแรงกดดันอันน่าหวาดหวั่น ขวดนั้นส่องแสงศักดิ์สิทธิ์ พลันพุ่งตรงเข้าสู่เส้นทางแห่งมรรคาเซียน

            “ตามความทรงจำในชาติภพก่อน เส้นทางสู่มรรคาเซียนนี้จะเปิดขึ้นเพียงครึ่งเดือน หลังจากนั้นมันก็จะปิดลงเอง มีเพียงผู้ที่เดินถึงจุดสูงสุดของเส้นทางแห่งมนุษย์เท่านั้น ที่จะสามารถเดินบนเส้นทางนี้ และค้นพบความลับแห่งการเป็นเซียนได้...” เยวี่ยหมิงคงขมวดคิ้วเล็กน้อย

            บรรยากาศในที่แห่งนี้ถูกอักขระและค่ายกลที่นางวางไว้ปกคลุมปิดซ่อนเอาไว้อย่างแน่นหนา ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ถึงพันลี้ หากมิใช่ผู้แข็งแกร่งสูงสุดมาเยือน ก็ย่อมมิอาจสัมผัสหรือรับรู้ได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในที่แห่งนี้

            "ในระยะเวลาอันสั้น กู้ฉางเกอก็คงจะมิประสบกับปัญหาใดๆ ด้วยความรอบคอบของเขา ข้าย่อมมิมีความจำเป็นจะต้องกังวลในตัวเขานัก"

            เยวี่ยหมิงคงตระหนักดีว่า ในขณะนี้ทั้งสองได้อยู่ในสภาวะที่เป็นราวกับเงาใต้ตะเกียง หากมีผู้แข็งแกร่งสูงสุดล่วงรู้เรื่องนี้เข้า ดินแดนเซียนโบราณทั้งผืนก็จะต้องสั่นสะเทือนขึ้นอย่างใหญ่หลวง เหล่าผู้อาวุโสผู้ทรงพลังจากทั่วทุกสารทิศก็คงจะถูกดึงดูดให้มายังที่แห่งนี้

            ในมิช้า เมื่อเยวี่ยหมิงคงเพ่งมองผ่านไปยังเส้นทางสู่มรรคาเซียนอันพร่ามัวนั้น นางก็เริ่มเห็นภาพบางส่วนในโลกอันกว้างใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังประตูแห่งเซียน

            ภายใต้ผืนฟ้าอันกว้างใหญ่ ปรากฏทะเลสาบขนาดมหึมาโอบล้อมรอบด้วยพลังแห่งเซียนที่ไหลเวียนพวยพุ่ง พื้นที่รอบทะเลสาบนั้นกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา แผ่ขยายไปไกลเกินกว่าล้านลี้ ที่แห่งนั้นเปล่งประกายงดงาม แสงสรรค์นับหมื่นลำแสงสอดประสานไปด้วยท่วงทีแห่งมรรคาเจ็ดสี สะท้อนสายรุ้งสว่างไสว ภายในทะเลสาบ มีคลื่นระยิบระยับคล้ายกับหยุดเวลาไว้ ณ ยุคบรรพกาล หมอกขาวล่องลอยอ้อยอิ่ง ในผืนน้ำงอกเงยด้วยดอกบัวสีเขียวโบราณที่สูงตระหง่าน เงาร่างของกู้ฉางเกอปรากฏอยู่ ณ ใจกลางของที่แห่งนั้น เขากำลังเพ่งมองหาแหล่งกำเนิดแสงบางอย่างในทะเลสาบ ด้วยแววตาซึ่งเต็มไปด้วยความลี้ลับ

            ในส่วนลึกของทะเลสาบ ประกายสีเขียวกระจ่างราวกับดวงดาราโบราณอันหนาแน่น บางครั้งมันก็จมหายลงไปในน้ำ บางครั้งก็ลอยล่องขึ้นสู่ฟากฟ้า พลังงานเหล่านี้ลี้ลับเสียเกินกว่าจะหยั่งถึง ทั้งยังเต็มไปด้วยความพิศวง

            กู้ฉางเกอและเยวี่ยหมิงคงต่างรู้ดีว่าสิ่งเหล่านั้นคือจิตวิญญาณแห่งเซียน ซึ่งเป็นพลังแห่งเซียนที่แท้จริงซึ่งหาได้ยากยิ่ง

            สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรในระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุด จิตวิญญาณแห่งเซียนนี้เป็นประหนึ่งสมบัติล้ำค่า เพียงเศษเสี้ยวของมันก็เพียงพอที่จะจุดชนวนการช่วงชิงจนถึงขั้นเกิดสงครามอันยิ่งใหญ่

            กู้ฉางเกอนั่งสมาธิอยู่ตรงนั้น เหนือศีรษะของเขา ปรากฏขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคาโบราณอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังลอยหมุนเวียน แสงดำราวกับม่านน้ำตกพลิ้วไหลลงมาปกคลุมทั่วร่าง ก่อนจะรับแรงกดดันอันมหาศาลจากโลกอันลึกลับแห่งนี้ พลังแห่งหลุมดำถูกปลดปล่อยออกมาอย่างให้เห็นเด่นชัด ในขณะนั้นเอง พลังบำเพ็ญเพียรของกู้ฉางเกอในระดับราชันเทวะขั้นสูงสุดก็ได้เผยออกมาอย่างเต็มที่

            ประกายสีเขียวเหล่านั้นดุจมีชีวิต กำเนิดขึ้นจากทะเลสาบแห่งเซียน ทว่าในยามนี้กลับถูกขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคาดูดกลืนอย่างบ้าคลั่ง

            โลกภายในร่างของกู้ฉางเกอเผยให้เห็นชัดเจน พลังเซียนอันไร้ที่สิ้นสุดพวยพุ่งเข้าสู่โลกภายในนั้นราวกับกระแสธารอันเชี่ยวกราก กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่โบราณก่อเกิดขึ้น ปรากฏพระราชวังสูงส่งดั่งสวรรค์ตั้งตระหง่านราวกับประตูสวรรค์ในตำนาน

            พลังบำเพ็ญเพียรของกู้ฉางเกอราวกับพบทางระบาย จึงพุ่งทะลวงก้าวหน้าขึ้นอย่างไร้ขอบเขต

            จากระดับราชันเทวะขั้นสูงสุด 

            สู่ระดับว่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์

            ว่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น

            ขั้นกลาง

            …

            "ท่านบอกว่าตนเองเป็นบรรพชนของข้า ทั้งยังมีนามว่ากู้หนานซานอย่างนั้นหรือ"

            ณ ขณะนั้นเอง

            ใต้ร่มเงาของต้นไม้โบราณอันสูงตระหง่าน กู้เซียนเอ๋อร์ที่เพิ่งจัดการสิ่งมีชีวิตจากยุคเซียนโบราณไปมิกี่ตน ก็กำลังจ้องมองชายชราที่ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความระแวดระวัง

            แม้เขาจะถูกเรียกว่าชายชรา ทว่ากลับมีรูปลักษณ์ของชาวนาเฒ่าผู้มีร่างกายโค้งงอ ท่าทางสกปรกมอซอ ใบหน้าเข้มกร้านด้วยแสงแดด ฟันเหลืองนั้นยังมีเศษผักติดอยู่ อีกทั้งมีดที่เขาถือเอาไว้ก็ยังขึ้นสนิมจนบิ่น หากโยนเขาไปยืนขายผักอยู่ริมถนน ก็คงจะมิมีผู้ใดอยากจะอุดหนุนด้วยเพราะดูสกปรกมอมแมมจนเหลือทน

            แต่แล้วเขากลับปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับกล่าวอ้างว่าตนเป็นบรรพชนของนาง สิ่งนี้ทำเอากู้เซียนเอ๋อร์ถึงกับชะงักงัน

            แม้กู้เซียนเอ๋อร์จะเคยชินกับผู้แข็งแกร่งซึ่งแปลกประหลาดไร้การปรุงแต่งผู้เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องของอาจารย์นาง ทว่าการเชื่อมโยงชายชราผู้ดูเหมือนกับชาวนาเบื้องหน้าเข้ากับบรรพชนของตระกูลนั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน

            "เซียนเอ๋อร์ ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเจ้านี้คือบรรพชนแห่งสายตระกูลของเจ้า" ในขณะนั้น ร่างของผู้อาวุโสใหญ่พลันก้าวออกมาจากความว่างเปล่า ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน

            "ท่านอาจารย์" กู้เซียนเอ๋อร์รีบคารวะด้วยความเคารพนับถือต่อผู้ที่พร่ำสอนนางมาเสมอ

            "คราวนี้เจ้าเชื่อแล้วหรือยัง" กู้หนานซานขยี้หูของตน พลางกล่าวขึ้นด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน

            เมื่อครู่ นางที่พบหน้าเขาเป็นครั้งแรก กลับมิเชื่อถือในถ้อยคำของเขาทั้งสิ้น และถึงกับหยิบเอาอาวุธต้องห้ามขึ้นมาอย่างระมัดระวัง การระแวดระวังตนเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกชื่นชมในความรอบคอบ ทว่าก็อดรู้สึกเวทนาและปวดใจมิได้

            ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เด็กคนนี้คงจะต้องทนทุกข์อย่างแสนสาหัส ไร้การปกป้องจากตระกูล ถูกทิ้งให้อยู่อย่างยากลำบากในโลกภายนอก

            นางที่ควรจะได้เป็นคุณหนูแห่งตระกูลกู้ ผู้ได้รับความรักความเอาใจใส่อย่างท่วมท้น กลับถูกกู้ฉางเกอช่วงชิงกระดูกแห่งมหามรรคาอันล้ำค่าไป ทั้งยังพลัดถิ่นสูญสิ้นสิทธิ์แห่งความรุ่งโรจน์ ต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานนานัปการ

            เมื่อนึกถึงความลำบากของนางที่ผ่านมานั้น กู้หนานซานก็พลันรู้สึกซับซ้อนขึ้นในใจ

            เขารู้สึกผิดอย่างลึกซึ้ง เขาผู้เป็นบรรพชนของนางนั้นช่างล้มเหลวในหน้าที่อย่างยิ่ง

            หากมิใช่เพราะเขาฝังตัวอยู่ใต้ผืนพิภพมาเป็นเวลานาน และเพิ่งจะออกมาเผชิญกับอากาศในโลกภายนอก ก็คงยังจะยังมิล่วงรู้ว่ามีผู้สืบสายโลหิตเช่นกู้ฉางเกอได้ทำเรื่องน่าละอายเช่นนี้ต่อสายโลหิตเดียวกัน

            เมื่อได้รับรู้เรื่องในครั้งนั้น เขาก็โกรธเกรี้ยวเป็นอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อพบว่ากู้ฉางเกอยังคงมีความยับยั้งชั่งใจ มิได้ทำเรื่องอันเลวร้ายจนเกินไป ความโกรธเกรี้ยวของเขาจึงค่อยบรรเทาลงได้บ้าง

            อย่างไรก็ตาม คนที่เขารู้สึกผิดที่สุดในยามนี้ ก็ยังคงเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับสายโลหิตที่น่าสงสารที่สุดอย่างกู้เซียนเอ๋อร์

            “เซียนเอ๋อร์ ขอคารวะท่านบรรพชน”

            เมื่อเห็นผู้อาวุโสใหญ่ปรากฏตัว กู้เซียนเอ๋อร์จึงยอมเชื่อในสถานะของชาวนาเฒ่าเบื้องหน้า นางพลันกล่าวคารวะขึ้นด้วยท่าทีอันอ่อนโยนเรียบร้อย

            “ช่างเป็นเด็กสาวที่ฉลาดเฉลียวและรู้ความเสียจริง” กู้หนานซานพยักหน้า เอ่ยยิ้มอย่างพึงพอใจ ยิ่งมอง ก็ยิ่งรู้สึกเอ็นดูนางนัก

            นางทั้งฉลาดหลักแหลม มีเสน่ห์และความอ่อนโยนในทุกท่วงท่า แม้จะเป็นยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่ฟื้นคืนกลับมามีชีวิตใหม่ ทว่าพลังบำเพ็ญเพียรก็หาได้ด้อยไปกว่าผู้คนในรุ่นเดียวกันไม่ บนตัวของนางยังคงทิ้งรอยลักษณ์จากผู้แข็งแกร่งในอดีตเอาไว้มากมาย ชัดเจนยิ่งว่านางนั้นเป็นผู้ที่มีโชควาสนาอันยิ่งใหญ่

            “เซียนเอ๋อร์ มิต้องกังวลไป บัดนี้มีบรรพชนคอยหนุนหลังเจ้าแล้ว มิมีผู้ใดจะสังหารเจ้าได้ แม้แต่กู้ฉางเกอก็มิใช่ข้อยกเว้น แม้ว่าเขาจะเป็นถึงทายาทสืบทอดของผู้นำตระกูล ทว่าตราบใดที่บรรพชนอย่างข้ายังอยู่ เขาก็ย่อมมิอาจจะก่อคลื่นลมอันใดได้” กู้หนานซานกล่าวด้วยน้ำเสียงอันมั่นคง ในฐานะบรรพชนนี้ เขาเห็นว่าตนสมควรจะช่วยเหลือกู้เซียนเอ๋อร์ขจัดปัญหาเหล่านี้ให้เสียสิ้น เหตุที่เขามาเยือนดินแดนเซียนโบราณ ก็เพื่อจะปกป้องนางจากการลอบทำร้ายของกู้ฉางเกอ

            “เอ่อ... ท่านบรรพชน...” กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงลังเล แววตาใสกระจ่างกะพริบขึ้นอย่างรวดเร็ว นางกล่าวด้วยความคาดหวังเล็กน้อยว่า “สิ่งที่ท่านพูดมานั้นเป็นความจริงหรือ แม้แต่กู้ฉางเกอเองก็มิมีข้อยกเว้นใช่หรือไม่”

            “วางใจเถิด ตราบใดที่มีข้าอยู่ กู้ฉางเกอย่อมมิกล้าลงมือกับเจ้าแน่” กู้หนานซานรับรองด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            “แค่นี้เองหรือ”กู้เซียนเอ๋อร์กลับรู้สึกว่าคำพูดของบรรพชนผู้นี้ดูจะมิน่าไว้วางใจนัก สีหน้าที่เคยดูเชื่อฟังของนางพลันแปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวัง

            “หา” กู้หนานซานถึงกับชะงักไป “หรือว่า...เซียนเอ๋อร์ เจ้าคาดหวังให้ข้าช่วยเจ้าสังหารกู้ฉางเกออย่างนั้นหรือ” เขากล่าวพลางนิ่งคิด ก่อนจะเผยสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย ในฐานะบรรพชน การจะลงมือสังหารผู้สืบสายโลหิตรุ่นหลังนั้น ก็ต้องยอมรับว่า แม้จะเป็นเขา ก็ยากที่จะทำลงไปได้

            “ผู้ใดบอกว่าข้าจะให้ท่านบรรพชนสังหารเขากันเล่า” กู้เซียนเอ๋อร์กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ ใบหน้าน้อยๆ ของนางฉายแววคาดหวังพลางกล่าวต่อ

            “ท่านบรรพชน ถ้าเช่นนั้น ท่านช่วยกดพลังบำเพ็ญเพียรของกู้ฉางเกอให้ต่ำลงสักหน่อยได้หรือไม่… ดีที่สุดก็ให้กดลงเสียให้ต่ำกว่าข้าสักขั้นหนึ่ง ไม่สิ… ให้ต่ำกว่าข้าสักสองขั้นเสียจะดีกว่า...”

            นางครุ่นคิดอย่างรอบคอบ หากพลังของกู้ฉางเกออยู่ในระดับเดียวกัน นางก็ยังมิมั่นใจว่าจะเอาชนะเขาได้ เจ้าคนผู้นั้นแข็งแกร่งเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาไปมากนัก

            ถ้อยคำของนางนี้ทำให้กู้หนานซานถึงกับอึ้งงันแน่นิ่งไปทั้งตัว ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

            นี่มันอันใดกัน

            กู้เซียนเอ๋อร์มิควรจะเกลียดชังกู้ฉางเกอจนถึงขั้นอยากจะเข่นฆ่าสังหารเขาให้ตายตกไปหรือ ข้อมูลที่เขาได้รับมามันผิดพลาดไปหรืออย่างไรกัน

            ผู้อาวุโสใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับเผยรอยยิ้มบางเบาขึ้นมาโดยมิกล่าววาจาใด ดูเหมือนเขาจะคาดเดาถึงสถานการณ์นี้เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

            ท้ายที่สุด เขาได้เฝ้าติดตามข้อมูลจากดินแดนเซียนโบราณมาโดยตลอด ความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างกู้เซียนเอ๋อร์และกู้ฉางเกอนั้น หากกู้หนานซานเข้าใจมันได้โดยง่าย เช่นนั้นก็คงจะแปลกประหลาดเสียยิ่งกว่า

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.02M 3752
    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    791K 1635
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.44M 2988
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เทพมังกรเหนือโลก

    เทพมังกรเหนือโลก

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    104K 62
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    337K 1011
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852