วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2565
เวลา 18.04 นาที ณ สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า "เซนต์ แมรี่"
"อืม ที่นี่ก็ยังดูเหมือนเดิมไม่ต่างจากในความทรงจำเลยแฮะ" ชายหนุ่มค่อยๆเดินไปเปิดประตู
กริ๊งๆเสียงกระดิ่งหน้าประตูดังขึ้น แม่ชีสูงวัยคนนึงออกมาต้อนรับ "สวัสดี คุณเป็ใคร มีธุระอะไรที่นี่งั้นหรอ" เธอยิ้มทักทายพลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ "สวัสดีครับซิสเตอร์ ผมมาหาซิสเตอร์วาเนสซ่าน่ะครับ แล้วก็ตัังใจซื้อขนมมาฝากเด็กๆที่นี่ด้วย ในอดีตผมเองก็เป็เด็กคนหนึ่งที่ได้รับความเมตตาจากสถานที่แห่งนี้.." เมื่อแม่ชีชราได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะพลางเอ่ยด้วยความยินดี "โอ้ ขอบคุณพระเ้าที่ช่วยให้เด็กน้อยจากสถานที่แห่งนี้ เติบโตมาเป็ชายหนุ่มรูปหล่อและแข็งแรงขนาดนี้ โฮะๆๆ" แต่เมื่อนึกถึงซิสเตอร์ในคำถามของชายหนุ่ม เสียงหัวเราะของเธอก็หายไป แล้วกล่าวบอกด้วยน้ำเสียงเป็กังวล "ซิสเตอร์วาเนสซ่าที่เธอถามหา ตอนนี้กำลังคุยกับคุณเชาวลิตอยู่ที่ห้องรับแขกน่ะ.." ไมลส์ยกคิ้วถามด้วยความสงสัย "คุณเชาวลิต? เค้าเป็ใครหรอครับ?
ซิสเตอร์ชราเอ่ยตอบ "เค้าเป็ลูกชายเ้าของที่ดินสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้านี่แหละ แม่ได้ยินแว่วๆจากซิสเตอร์วาเนสซ่า ว่าเค้า้าที่ดินผืนนี้คืน เพื่อสร้างคอนโดหรูน่ะ" ไมลส์เอ่ยถามด้วยอารมณ์ที่เริ่มขุ่นมัวขึ้นเล็กน้อย "ลูกชายเ้าของที่ดิน? หมายถึงคุณลุงเชาวเรศน่ะหรอ แต่ผมได้ยินมาว่าคุณลุงเชาวเรศเ้าของที่ดินผืนนี้เป็คนจิตใจดี มีเมตตามาก นอกจากเค้าจะบริจาคเนื้อที่เพื่อสร้างสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้แล้ว เค้ายังคอยให้เงินสมทบทุนเป็ค่าอาหาร และค่าเล่าเรียนเด็กๆที่นี้อยู่เสมอ ผมเองสมัยอยู่ที่นี่ก็เคยพบเค้าอยู่บ้าง ท่าทางลุงเค้าก็เป็คนดีมีเมตตาจริงๆ ทำไมอยู่ๆเค้าถึงให้ลูกชายมาทำเื่แบบนี้กัน" ไมลส์ถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ
แม่ชีชราเอ่ยตอบ "คุณเชาวเรศเค้าไม่ได้ยินยอมให้ลูกชายของเค้ามาทำเื่อะไรพวกนี้หรอก แต่ว่าตอนนี้คุณเชาวเรศกำลังป่วยหนัก แค่ลุกขึ้นจากเตียงลงมาเดินยังไม่ไหว เค้าจะทำเื่พวกนี้ไปทำไม เป็ลูกชายของเค้านั่นแหละที่ถือโอกาสตอนพ่อตัวเองป่วยทำอะไรไม่ได้ ฉวยโอกาสมาทวงคืนที่ดินไปทำคอนโดไว้ทำกำไร ก็อย่างที่รู้ว่าสถานรับเลี้ยงแห่งนี้ ตั้งอยู่ย่านใจกลางเมืองหากเอาไปทำเป็คอนโดฯยังไงก็ต้องไม่ขาดทุนแน่ๆ แต่หากวันนั้นมาถึงจริงๆเด็กๆที่นี้ก็ไม่รู้จะต้องไปอยู่ที่ไหนกัน พอคิดถึงแล้วก็ได้แต่ถอดถอนใจ เฮ้ออ.." แม่ชีชราถอนหายใจด้วยความท้อแท้ ไมลส์ได้ฟังคำบอกเล่าของแม่ชีชราจบ จึงได้ขอตัวเดินมาข้างห้องรับแขก
"โฮป ชั้นขอใช้แต้มสกิลที่สะสมมาจากเควส อัพสกิล"สอดแนม" ซัก 2 เลเวลสิ"
< สกิล สอดแนม : เพิ่มประสิทธิภาพประสาทการรับฟัง และ เพิ่มระยะการมองเห็นตามระดับของสกิล ท่าน้ายืนยันอัพสกิลมั้ยนายท่าน >
"จัดไป" ไมลส์เอ่ยยืนยัน
< วิ้ง อัพสกิลเสร็จสิ้น คุณได้รับสกิล สอดแนม Lv. 2 > "เยี่ยม เปิดใช้งานสกิลสอดแนม"
ทันใดนั้นเค้าก็ได้ยินเสียงพูดคุยจากภายในห้องได้อย่างชัดเจน เป็เสียงชายวัยกลางคนร่างเตี้ยกำลังพูดคุยกับหญิงสาวในชุดแม่ชี
"ไม่รู้ล่ะ ไม่ว่ายังไงคุณก็ต้องขนย้ายข้าวของทั้งหมด รวมถึงไอ้พวกเด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่พวกนี้ออกไปจากที่นี่ภายในอาทิตย์นี้ ไม่งั้นอย่ามาหาว่าผมไม่มีเมตตา" ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะรับแขก คือ หญิงสาวผมบลอนด์หน้าตางดงามสไตล์สาวตะวันตก ร่างกายสูงโปร่งภายใต้ชุดแม่ชีสะอาดบริสุทธิ์ของเธอได้ช่วยขับส่งให้เห็นเรือนร่างแน่นกระชับทุกสัดส่วนภายใต้เนื้อผ้า ไม่ว่าจะหน้าอกหรือสะโพกก็ดูเย้ายวนชวนมอง โดยเฉพาะท่อนขาเรียวงามคู่นั้น ที่ไม่ว่าชายใดได้เห็นก็ย่อมอยากจะเอาใบหน้าลงไปซุกไซ้คลอเคลียไปกับมัน
"ถ้าหากคุณไล่พวกเราออกไปจากที่นี่แล้วพวกเด็กๆจะไปอยู่ที่ไหนกัน!" เธอะโบอกด้วยความไม่ยินยอม
แต่ชายตรงหน้าก็ไม่ได้คิดจะสนใจเื่พวกนั้นั้แ่ต้นแล้ว แต่ทันใดนั้นมันก็เกิดความคิดเลวทรามต่ำช้าที่มีต่อแม่ชีสาวตรงหน้ามันขึ้นมา
"แต่จะพูดไปก็ไม่ใช่ว่าชั้นจะเป็คนใจไม้ไส้ระกำอะไรนักหนา ถ้าหากเธอยอมทำตามเงื่อนไขอะไรบ้างอย่างของชั้น...บ้างทีชั้นอาจจะล้มเลิกความคิดที่จะเอาที่ดินตรงนี้ไปทำคอนโดก็ได้"
มันเอ่ยขึ้นพร้อมกับส่งสายตามองเธอด้วยแววตาลามกจกเปรตราวกับจะ้าฉีกกระชากเสื้อผ้าของเธอออก แล้วลงมือกระทำย่ำยีเธอซะเดี๋ยวนั้น แม่ชีสาวที่ััได้ถึงแววตาหื่นกามของชายตรงหน้าจึงเอี่ยวตัวหลบสายตาของมันด้วยความรังเกียจ พลันเอ่ยถาม
"เงื่อนไขอะไรค่ะ ถ้าหากมันจะทำให้คุณเปลี่ยนใจได้ แล้วชั้นมีความสามารถพอที่จะทำมันชั้นก็ยินดี" ชายร่างเตี้ยเลียริมฝีปากอย่างอดรนทนไม่ไหว พลางพูดตอบ
"แผล่บ~ แน่นอนว่าเธอทำได้แน่.. เพียงแค่คืนนี้เธอยอมมาหาชั้นที่โรงแรมกลางซอย 14 คืนนี้ตอนสามทุ่ม แล้วขึ้นมาวาดลวดลายบนเตียงให้ชั้นพึงพอใจ ชั้นอาจจะยอมรามือจากเื่นี้ก็ได้ แต่ถ้าเธอจะไม่มาก็ได้นะ ไม่มีใครห้ามเธอ แต่ว่าหลังจากนั้นชั้นจะกลับมาที่นี่พร้อมกับคำสั่งศาลให้รื้อถอนสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ซะ! ฮ่าๆๆๆๆ"
เมื่อได้ฟังถ้อยคำชั่วช้าลามกเ่าั้จากชายร่างเตี้ยจบ แม่ชีวาเนสซ่าก็ตัวสั่นด้วยความโกรธพลางต่อว่าชายตรงหน้า
"คุณ..ดิชั้นไม่อยากจะเชื่อว่าคำพูดเหล่านี้ จะออกมาจากปากลูกชายคุณเชาวเรศ ดิชั้นเสียใจแทนเค้าจริงๆที่มีลูกชายจิตใจชั่วร้ายกักขฬะแบบนี้"
ชายร่างเตี้ยได้ยิน ก็หัวเราะแสดงสันดานที่แท้จริงออกมาอย่างไม่คิดปิดบังอีกต่อไป
"ฮี่ๆๆๆ ขอบคุณที่ชมนะคนสวย แต่พ่อก็ส่วนพ่อ ชั้นก็ส่วนชั้น ไม่มีอะไรเกี่ยวกัน สถานรับเลี้ยงนี่จะอยู่หรือไป ทั้งหมดอยู่ที่เธอนะวาเนสซ่าคนสวย แค่เธอยอมเสียสละตัวเองให้ชั้น..นิดๆหน่อยๆ ไอ้พวกเด็กเหลือขอที่นี่ก็จะยังมีที่ซุกหัวนอนกันต่อไป ชั้นหวังว่าเธอคงจะไม่เห็นแก่ตัวจนทำให้พวกเด็กๆต้องลำบากล่ะ เอาล่ะได้เวลาที่ชั้นต้องกลับแล้ว ไว้เจอกัน..คืนนี้นะคนสวย อย่าลืมแต่งตัวสวยๆมาด้วยล่ะ หรือจะใส่ชุดแม่ชีมาเลยก็ได้นะ ชั้นไม่ขัด ฮึ่ยย~ ฮี่ๆๆๆ"
เมื่อพูดเสร็จมันก็ลุกขึ้นยืนเดินผ่านหน้าแม่ชีสาวเพื่อจะไปเปิดประตูออกจากห้อง แต่ก็ยังไม่วายจับจ้องเธอด้วยแววตาหื่นกระหายใคร่อยาก โดยไม่สนใจสีหน้าโกรธเกรี้ยวของเธอแม้แต่น้อย
มันแทบจะอดใจรอให้ถึงสามทุ่มคืนนี้ไม่ไหวแล้ว
แต่ในขณะที่มันกำลังจะเดินออกจากประตูฉับพลันมันก็เดินไปกระแทกเข้ากับแผ่นอกกว้างแข็งแรงกำยำของชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาหล่อเหลาที่เดินสวนเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวจนหกล้มก้นจ้ำเบ้า
"โอ๊ย! ใครมันมายืนเกะกะขวางทางหน้าประตูวะ"
ไมลส์จ้องมองชายร่างเตี้ยที่ล้มลงอยู่แทบเท้าด้วยสีหน้าเ็า พลางเอ่ยขึ้นว่า
"หืม..? จำไม่เห็นได้ว่าที่นี่นอกจากจะรับเลี้ยงเด็กแล้ว ยังจะรับเลี้ยงหมาปั๊กด้วย"
พูดจบก็แสยะยิ้มด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม พร้อมกับแผ่ออร่ากดดันของมนุษย์ที่ก้าวผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วนออกมา จนชายร่างเตี้ยใเผลอคลานสี่ขารอดใต้หว่างขาของไมลส์ออกไปจากประตู ท่ามกลางเสียงหัวเราะด้วยความตลกขบขันของเหล่าเด็กๆที่กำลังนั่งเล่นกันอยู่แถวนั้น
แม่ชีสาวจ้องมองไปยังชายหนุ่มล่ำสันตรงหน้าด้วยแววตาแปลกใจระคนสงสัย "คุณคือ....."
ไมลส์ละสายตาจากหมาปั๊กที่เผ่นจากไปแล้วหันมามองหญิงสาว "ไงพี่สาวซิสเตอร์ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ นี่ผมหล่อขึ้นจนพี่จำผมไม่ได้แล้วหรอ แอบเสียใจอยู่หน่อยๆนะเนี่ย ฮ่ะๆ" ไมลส์เอ่ยพลางหัวเราะน้อยๆด้วยรอยยิ้มที่ไม่ว่าสาวคนไหนที่ผ่านมาเห็นก็ย่อมต้องใจเต้น
ไม่เว้นแม้แต่แม่ชีสาวตรงหน้าที่เผลอหน้าแดงออกมาแว้บนึง ฉับพลันเธอก็นึกขึ้นได้ว่าในอดีตเคยมีเด็กผู้ชายคนนึงเคยเรียกเธอแบบนี้
"เทพหรอ?!" แม่ชีสาวป้องปากพูดอย่างตื่นเต้น
ไมลส์ยิ้มบางพลางพยักหน้าเป็เชิงยอมรับ
"ใช่ ผมเอง พอดีผ่านมาแถวนี้เลยแวะมาเยี่ยม แล้วก็เอาขนมปี๊บมาฝากเด็กๆด้วย"
ไมลส์พูดไม่ทันจบ ฉับพลันวาเนสซ่าก็พุ่งเข้ามากำฝ่ามือของเค้าไว้แน่น พลางยิ้มมองเค้าอย่างอบอุ่น พร้อมกับหยาดน้ำตาน้อยๆที่ไหลรินออกมาจากดวงตาใสกระจ่างราวกับดวงดาราในยามค่ำคืน ทั้งสองจ้องมองกันด้วยสายตาลึกล้ำ ไม่จำเป็ต้องเอ่ยอะไร เพียงแค่ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศแห่งความคิดถึงเท่านั้น...

วาเนสซ่า ฟรอนเทียร์
(Vanessa Frontier)