บทที่ 9 ร่องรอยที่ยังคงหลงเหลืออยู่
“วางใจได้! ข้าไม่ได้ใช้สอยสิ่งของที่เป็ของท่านแน่นอน คืนเข้าหอข้าคงว่างเกินไปกระมัง ถึงได้เย็บปักถักร้อยเพื่อคั่นเวลา” หญิงสาวกรรโชกเสียงรุนแรงจนเส้นคอเป็เอ็น นางชักจะไม่พอใจกับความยุ่งเหยิงเหล่านี้ เอาเถอะในเมื่อมิ่งหยางจ้องจะเล่นงานนางถึงขนาดนี้ อยู่ไปใช่ว่าจะดี เช่นนั้นก็จากไปให้รู้แล้วรู้รอดเถอะ
ลั่นวาจาโต้กลับด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ ในที่สุดหยวนเป่าก็เลือกจากไปพร้อมทั้งน้ำตา อันใดสมควรขอโทษ นางก็ขอโทษไปแล้ว ส่วนคนเ้าอารมณ์อย่างมิ่งหยางจะรับหรือไม่รับก็แล้วแต่ นางคร้านจะทุ่มเถียงกับเขาเหลือเกิน ใย์ต้องลิขิตชะตาของนางเช่นนี้
หลังจากที่หยวนเป่าสาวเท้าคร่อมกรอบประตู ในหัวของมิ่งหยางปวดหนึบเจียนจะะเิ ดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยคลื่นอารมณ์ บัดนี้เจิ่งนองไปด้วยหยาดน้ำใสห้ออยู่ อันวาจาของจือหยวนเป่าเมื่อครู่ บอกว่าเป็ฝีมือเย็บปักถักร้อยของนางเอง แต่มันจะเป็เช่นนั้นไปได้อย่างไร ในเมื่อฝีเข็มเหล่านี้ มิ่งหยางมั่นใจอย่างเหลือคณา ว่าเขาคุ้นเคยกับมันเป็อย่างดี
เส้นโสตประสาทพลิกผวน มิ่งหยางหวนนึกถึงอดีตที่ยังหวานชื่น ครั้งหนึ่งชายหนุ่มเคยนัดพบลู่อิงเยว่ ใต้ต้นเถิงหลัวในสารทฤดูของปีนั้น หนึ่งหญิงหนึ่งชายอิงแอบอย่างเปิดเผย ผ้าเช็ดหน้าเนื้อขาวผืนบางที่นางจงใจหยิบขึ้นมาอวดอ้าง มีลวดลายของโบตั๋นงามคดเคี้ยวอยู่บนเถาวัลย์ แต่แปลกตรงที่โบตั๋นที่นางบรรจงแต่งเติม ไม่ได้ประดิษฐ์ขึ้นจากด้ายแดง ในใจของมิ่งหยางในตอนนั้นได้แต่ชื่นชมอย่างไม่ลืมหูลืมตา
“ท่านแม่ทัพ ดอกโบตั๋นที่ผู้อื่นปักจะเป็สีแดง แต่หากเสี่ยวเยว่ของท่านปักล้วนต้องใช้สีเหลืองนวล” อิงเยว่เอื้อนเสียงใสเสนาะด้วยใบหน้าผินสุข
“เหตุใดเสี่ยวอิงของข้า ถึงได้ปักด้ายเหลืองนวลบนกลีบโบตั๋นเล่า?” น้ำเสียงของมิ่งหยางในตอนนั้นทั้งอ่อนโยนและน่าฟัง
“สีเหลืองแสดงออกถึงความสว่างไสวและรุ่งโรจน์ อันตัวข้าลู่อิงเยว่ขอเพียงชาตินี้ได้มีชีวิตที่สว่างไสวผาสุกเฉกเช่นโบตั๋นช่อนี้ก็นับว่าพอใจแล้ว” ขณะอธิบายถึงเหตุและผลใบหน้าของอิงเยว่ก็ยิ้มกริ่มไปด้วยความพึงพอใจในผลงานของตนเอง ราวกับว่าสมองน้อย ๆ ของนางกำลังจินตนาการถึงชีวิตอันแสนสุข หลังจากที่ได้แต่งกับชายที่ตนรัก ซึ่งก็คือเจียมิ่งหยางที่กำลังเกยปลายคางเสยซอกคอของนางอยู่ในตอนนี้
“เช่นนั้นแต่งให้ข้า รับปากเ้าว่าจะมอบชีวิตที่ผาสุกให้เสี่ยวอิงของข้าไปชั่วนิจนิรันดร์” คำเว้าวอนของชายหนุ่มช่างหวานเยิ้มน่าอิจฉา ไม่แปลกที่ลู่อิงเยว่ในตอนนั้นจะหลงรักมิ่งหยางจนหัวปักหัวปำ
ใคร่ครวญถึงอดีตที่หวานชื่นอยู่ได้ครู่หนึ่ง ร่างที่กำยำของชายหนุ่มก็ถูกสั่นคลอนจากด้านข้าง เป็วั่งเฟิงที่สาวฝ่ามือเข้ามากอบกุมลำแขนของผู้เป็นาย ตามด้วยออกแรงเขย่าให้ได้สติ ยามนี้นิ้วมือที่หยาบกระด้างของมิ่งหยางยังคงห่อหุ้มผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเอาไว้อย่างทะนุถนอม ในหัวของเขาเริ่มเกิดความเคลือบแคลงใจในตัวของผู้ที่เป็ภรรยาอย่างจือหยวนเป่า
ด้วยนิสัยของคนเช่นนาง ทั้งหยาบกระด้างและไร้กาลเทศะที่สุด ในคืนเข้าหอที่น่าเบื่ออย่างนั้น นางนะหรือจะหยิบจับด้นเข็มลงบนผืนผ้าเพื่อความเพลิดเพลิน ตามหลักแล้วหากนางทำเช่นนั้นจริง รังแต่จะทำให้นางเบื่อหน่ายเพิ่มพูนเป็เท่าตัว
ใช้กระบวนความคิดหลายแขนงเพื่อพินิจพิเคราะห์ แต่มิ่งหยางก็ยังคิดไม่ตกอยู่ดี ไหนจะวกกลับไปนึกถึงเหตุการณ์ชุลมุน ครั้งที่หยวนเป่าหลบหนีงานแต่ง ่เวลาบีบคั้น หมดทางหนีทีไล่จู่ ๆ นางก็โพล่งเสียงดังขึ้นมา ว่าตัวนางเองคือลู่อิงเยว่
หากจะให้มิ่งหยางคิดว่าจือหยวนเป่าคือลู่อิงเยว่ ก็คงเป็เื่เหนือธรรมชาติและน่าเหลือเชื่อเกินไปกระมัง เช่นนั้นก็ไม่แปลกที่ในตอนนั้น มิ่งหยางจะคิดไปในแง่ร้าย ไม่อยากแต่งเข้าสกุลเจียถึงขั้นลั่นวาจาเป็ชื่อสตรีที่มิ่งหยางรักสุดหัวใจขึ้นมาเพื่อเย้ยหยัน
“ท่านแม่ทัพขอรับ!” วั่งเฟิงเห็นผู้เป็นายตกอยู่ในอาการเลื่อนลอยกึ่งเหม่อ คล้ายกำลังดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความโศกเศร้าอีกครั้ง เพราะนั่นเป็ภาพวาดเพียงผืนเดียวของคุณหนูสามสกุลลู่ที่หลงเหลืออยู่ วั่งเฟิงจึงพยายามตะเบ็งเสียงเรียกและเขย่าต้นแขน แต่ถึงจะใช้สารพัดวิธีขนาดนั้น มิ่งหยางก็คล้ายไม่รับรู้อะไรเลย ไม่นานนักน้ำเสียงของชายหนุ่มก็สวนกลับขึ้นมาอย่างราบเรียบว่า
“สั่นอะไรนักหนา สติของข้าคืนสู่ร่างตั้งนานแล้ว”
“ขออภัยขอรับ” วั่งเฟิงรีบถอยห่างสองเก้า ค้อมศีรษะพร้อมประสานมืออย่างรู้ผิด
“เ้ารีบตามไปทำแผลให้นาง จากนั้นก็มารายงานข้าว่าปากแผลตื้นลึกเพียงใด” มิ่งหยางปรายหางตาเหลือบมองวั่งเฟิงวูบหนึ่งด้วยความรำคาญแล้วจึงค่อยเอื้อนเสียงสั่ง
“ขอรับ” อันที่จริงวั่งเฟิงก็ไม่เข้าใจความคิดของผู้เป็นายนักหรอก ประเดี๋ยวโกรธ ประเดี๋ยวขุ่นเคือง ประเดี๋ยวมีไมตรี หมู่นี้ท่านแม่ทัพช่างอารมณ์แปรปรวนเสียจริง แต่จะตะขิดตะขวงเช่นนั้น ก็คงได้แต่พร่ำบ่นในใจ อย่างไรวั่งเฟิงก็คุ้นเคยกับนิสัยเหล่านี้มานานแล้ว อย่างนั้นก็พอจะเข้าใจได้ ห่วงก็แต่ความรู้สึกของเสี่ยวฮูหยิน นางจะรับมือคลื่นอารมณ์เหล่านี้ของสามี ได้นานสักแค่ไหนกันเชียว
*****
หลังจากเื่ชุลมุนหนนี้สงบลง มิ่งหยางก็ถูกเรียกพบที่เรือนหลังในทันที ต่อให้รัชศกนี้นำพาเด็กหนุ่มให้เติบใหญ่ เป็ถึงแม่ทัพผู้มีอำนาจตรวจตราแผ่นดิน แต่ในสายตาของเหล่าฉือหวง ต่างยังเห็นมิ่งหยางเป็เด็กน้อยที่สมควรได้รับการอบรมสั่งสอน
อันคนเรานั้นแต่งสตรีเข้าบ้านล้วนต้องดีกับนาง ไหนเลยสมควรที่จะวางอำนาจบาตรใหญ่ วิวาทใหญ่โตให้บ่าวไพร่ติฉิน ตนเป็ชายก็แล้วไป แต่นางเป็สตรีจะแล้วไปได้อย่างไร
บัดนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้เฒ่าจะหวดไม้เรียวตีหลานสักสองสามหน แต่ถึงวิธีการเหล่านี้จะเหมือนการทำโทษเด็ก ไม่น่าเชื่อว่ามิ่งหยางจะยินยอมให้ท่านย่าลงโทษอย่างว่าง่ายโดยไม่อิดออด นั่นเป็เพราะมิ่งหยางเคารพท่านย่ามาก ปีนี้ท่านย่าแก่มากแล้ว สุขภาพก็ใช่ว่าจะอำนวย อันใดเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง อันใดตามใจได้ก็จะตามใจ
อันที่จริงต่อให้ท่านย่าไม่ได้เรียกมาอบรมสั่งสอน มิ่งหยางก็เริ่มที่จะให้ความสนใจกับหยวนเป่ามากขึ้นกว่าแต่ก่อนอยู่แล้ว เพราะในขณะนี้มิ่งหยางกำลังคับข้องใจยิ่ง เกี่ยวกับตัวตนที่ซับซ้อนและยังคงเป็ปริศนาของนาง อย่างไรก็ต้องรู้ให้ได้ว่านางเกี่ยวข้องอะไรกับอิงเยว่
เช้าวันต่อมา แสงอรุณผุดผ่องสาดม่านเมฆ ช่างเป็แสงนวลสลัวผ่องอำไพอย่างที่อิงเยว่ชอบ ดวงตาคู่นิลกาฬของชายหนุ่มแหงนขึ้นสู่น่านฟ้า ชื่นชมดวงอาทิตย์ที่แจ่มจ้าพลางนึกถึงโฉมสะคราญของรักเก่า บัดนี้ไม่รู้ว่าเสี่ยวอิงของข้าที่เสวยสุขอยู่บนสรวง์ จะรับรู้ได้หรือไม่ว่ากำลังมีใครหนึ่งคนเฝ้าถวิลหา
เดินสูดอากาศบริสุทธิ์ได้ระยะหนึ่ง ฝ่าเท้าที่สาวไปข้างหน้าอย่างแช่มช้า ในที่สุดก็มาหยุดที่หน้าเรือนหอหลังเก่า ที่ยกให้เป็เรือนนอนส่วนตัวของหยวนเป่า ส่วนตัวของมิ่งหยางนั้นแยกไปอยู่เรือนอีกหลังที่ทั้งสมถะและซอมซ่อ
ครานี้คือมิ่งหยางที่เป็เข้าหานางและ้าพบหน้า เพราะั้แ่เกิดเื่ในวันวาน หยวนเป่าก็แทบไม่ออกจากเรือน และไม่โผล่ออกมาให้มิ่งหยางเห็นหน้าอีก หวนย้อนกลับไปทบทวนการกระทำของตนเอง ก็ต่ำช้าและหยาบโลนอยู่ไม่น้อย
มิ่งหยางรู้สึกผิดที่ปล่อยให้คลื่นอารมณ์เข้าควบคุมจนขาดสติ ต่อให้ไม่ได้มีใจรักต่อนาง ก็ไม่ควรจะโหดร้ายต่อนางด้วยน้ำเสียงและวาจาเ่าั้ จริงอย่างที่ท่านย่าพร่ำสอน เป็บุรุษก็แล้วไปเถิด แต่เป็สตรีจะแล้วไปได้อย่างไร
การมาของมิ่งหยางย่อมมีจุดหมาย ประการที่หนึ่งก็เพื่อขอโทษขอโพยนาง ประการที่สองก็เพื่อเชื้อเชิญให้นางไปย่านการค้าด้วยกัน เพื่อไปเลือกซื้ออาภรณ์ที่จะให้นางสวมใส่ไปร่วมงานเฉลิมฉลองที่อุทยานหลวงในวันพรุ่ง ประการที่สามก็เพื่อสอบถามให้รู้แจ้ง ว่าตัวนางเองแท้จริงแล้วเกี่ยวพันอันใดกับลู่อิงเยว่ที่ล่วงลับไปก่อนหน้านี้แล้ว
“หมานซัว…เงาวั่งเฟิงยืนนิ่งอยู่หน้าประตู นานแล้วเหตุใดไม่เข้ามาเสียที เ้าไปเปิดประตูเสียเถิด คงแวะเวียนมาดูแผลให้ข้ากระมัง” หยวนเป่าชะโงกหัวขึ้นจากเตียง เปล่งเสียงหวานไหว้วานหญิงรับใช้
“แม้ว่าทั้งสองจะมีรูปร่างสูงโปร่งใกล้เคียงกัน แต่บ่าวมั่นใจเ้าค่ะว่าเป็ท่านแม่ทัพ หาใช่พ่อบ้านวั่งเฟิง” หมานซัวยิ้มแห้งพลางยกริมฝีปากเอื้อนเสียงอย่างแ่เบา
“คนไม่รักษาสัจจะเช่นเขาข้าไม่อยากพบ รับปากข้าแล้วแท้ ๆ ว่าจะไม่มายุ่มย่ามกันอีก บัดนี้ถ่อหน้ามาถึงเรือนผู้อื่น ด้วยนิสัยเ้าอารมณ์เช่นนั้นคงหนีไม่พ้นแวะเวียนมาหาเื่ข้า เช่นนั้นเ้าก็จงเปิดประตูไปแจ้งเสียเถิดว่าข้านอนอยู่ ไม่สะดวกพบพานผู้ใด” หยวนเป่าวาดแต่งวาจายาวยวดประหนึ่งหางนกแซงแซว
นางอุตส่าห์ไหว้วานให้หมานซัวพูดแทน หารู้ไม่ว่าช่องประตูที่ตกแต่งด้วยกระดาษปรุบานนั้น ไม่ได้มีคุณสมบัติเก็บเสียงแต่อย่างใด ั้แ่ต้นประโยคจวบจนส่วนท้ายของเส้นเสียง มิ่งหยางล้วนประจักษ์แจ้งแก่ใจเต็มสองหู เช่นนั้นหากนางไม่ยินดีพบ ก็จะไม่รบกวนนาง เื่อะไรจะอยู่ให้หมานซัวออกมาไล่ทางอ้อมให้เสียเกียรติ
[วันนี้เ้าไม่ยอมพบข้า อย่างไรวันพรุ่งเ้าก็ต้องร่วมเกี้ยวไปกับข้า คิดหรือ? ว่าจะหนีคนอย่างข้าพ้น]