เทพแมงดา: ข้ามภพมาโดดเดี่ยว....แต่นอนคนเดียวไม่ได้ NC++

    บทที่ 37: พบนางเซียนไร้ใจ

    บทที่ 37: พบนางเซียนไร้ใจ


    หมอกหนาทึบสีเทาแผ่ปกคลุมล้อมรอบหุบเขาไร้ชื่อทางใต้อย่างหนาแน่น กลิ่นอายความอับชื้นของหินผาและเศษใบไม้เน่าเปื่อยลอยโชยมาในอากาศ ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือคลื่นพลังงานคมกริบประดุจใบมีดนับพันเล่มที่หมุนวนเป็นพายุหมุนกึ่งกลางทางเข้าโบราณสถาน "สุสานกระบี่โบราณ" มันคือค่ายกลดาบโบราณ 'พายุสะบั้นดารา' ค่ายกลป้องกันตนเองที่สืบทอดมาแต่ครั้งบรรพกาล แผ่รังสีสังหารสีทองครามสว่างวาบสลับไปมาอย่างเกรี้ยวกราด บดขยี้ก้อนหินและต้นไม้รอบข้างจนกลายเป็นผงละเอียดในพริบตา ปิดกั้นทางเข้าสุสานไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำเอาฝูงชนจอมยุทธ์ชาวยุทธ์จากสำนักต่าง ๆ นับพันคนที่เดินทางมารวมตัวกันรอบด่านต่างพากันยืนหน้าถอดสี ไม่กล้าก้าวเท้าล่วงล้ำเข้าไปแม้แต่ครึ่งก้าว


    "พระเจ้าช่วย! ค่ายกลพายุสะบั้นดารานี้ช่างรุนแรงเหลือเกิน! ขอบเขตระดับแกนทองคำขั้นปลายยังอาจถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ ได้ในพริบตาเดียว ใครมันจะไปบุกฝ่าเข้าไปได้กันวะเนี่ย!" เสียงชาวยุทธ์คนหนึ่งบ่นอุบด้วยความท้อแท้สิ้นหวัง


    ท่ามกลางเสียงฮือฮาเซ็งแซ่ ร่างระหงสายหนึ่งในชุดกระโปรงไหมสีขาวสะอาดประดับปักลวดลายกลีบดอกท้อสีชมพูอ่อนก้าวเดินออกมาจากกลุ่มหมอกอย่างโดดเด่น ใบหน้างดงามสะคราญโฉมดุจสลักจากหยกทิพย์สวรรค์ ทว่าเย็นชาราวกับหิมะหมื่นปีดวงตาคู่งามไร้ซึ่งแววแห่งอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ ประหนึ่งนางเซียนผู้ตัดขาดโลกีย์วิสัย ร่างกายของนางแผ่ปราณทิพย์สีชมพูอ่อนสะกดความเย็นยะเยือกทั่วร่าง นางคือ "ฮวาเชียนเสวี่ย" ธิดาเทพนิกายบุปผาสวรรค์ผู้เลื่องชื่อนั่นเอง


    นางเซียนสาวไม่เอ่ยปากพูดจาใด ๆ ร่างระหงเหินบินทะยานเข้าหาพายุสะบั้นดาราทันที มือเรียวขาวปานรากบัวกรีดนิ้วร่ายเวทปราณดึงกระบี่บุปผาสวรรค์เล่มงามออกมากระหน่ำฟันใส่ใจกลางค่ายกลเพื่อเปิดทาง ทว่าในจังหวะที่คมกระบี่กระทบกับกำแพงปราณพายุ ค่ายกลโบราณกลับปลดปล่อยแรงสะท้อนกลับอันมหาศาลดุจขุนเขาถล่มกระแทกเข้าใส่หน้าอกอวบอิ่มของนางอย่างจัง!


    [ อั่ก! ]


    ฮวาเชียนเสวี่ยกระอักเลือดสีแดงฉานออกมาคำโต ใบหน้าหวานซีดสลดระเซระสาย ร่างกายสั่นสะท้านลมปราณในกายปั่นป่วนอย่างรุนแรง พลังคัมภีร์บุปผาไร้ใจย้อนกลับเข้าทำลายจุดชีพจรภายในจนร่างระหงแทบจะล้มพับลงกับพื้นหญ้าแห้ง


    "ฮ่าฮ่าฮ่า! แม่นางเซียนฮวาเชียนเสวี่ยเอ๋ย! ในที่สุดเจ้าก็ตกอยู่ในสภาพแบบนี้จนได้นะจ๊ะน้องสาว!" 


    เสียงหัวเราะเยาะเย้ยอันน่าเกลียดดังขึ้นจากด้านข้าง ชายหนุ่มผู้มีผ้าพันแผลหนาเตอะกุมข้อมือขวาที่บิดเบี้ยวเดินกะเผลกเข้ามาพร้อมผู้ติดตามเกราะหนาอีกนับสิบคน ชายคนนั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคุณชายไป่หลี่เฟิงที่เพิ่งถูกผมตบกระดูกหักที่โรงเตี๊ยมริมน้ำนั่นเอง ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความเกลียดชังและราคะหยาบโลนจ้องมองหน้าอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจหอบถี่ของฮวาเชียนเสวี่ย


    "ธิดาเทพผู้งดงามแห่งนิกายบุปผาสวรรค์ วันนี้ช่างโชคร้ายจริง ๆ ที่ชีพจรกบฏกำเริบจนหมดแรงสู้! หากปล่อยไว้ตรงนี้คงโดนสัตว์อสูรคาบไปกินแน่ ๆ สู้ให้คุณชายไป่หลี่เฟิงคนนี้ช่วยพานางกลับไป 'รักษา' บำบัดความเสี่ยวซ่านบนเตียงนอนหนานุ่มที่คฤหาสน์ของข้าไม่ดีกว่าหรือจ๊ะ! พวกเราลุย! จับตัวนางซะ ชิงเอาแหวนมิติและสมบัตินางมาให้หมด!" คุณชายเศษสอยสั่งสมุนเสียงดังกร่าง


    "พวกแก... บังอาจ..." ฮวาเชียนเสวี่ยพยายามประคองตัวยกกระบี่ชี้ ทว่าความร้อนรุ่มและเย็นยะเยือกในกายที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงทำให้ชีพจรนางตีกลับจนแววตาวูบดับใกล้สลบไสลไร้ทางสู้


    "โธ่ ๆ... คุณชายขยะกระดูกมือแตกยังไม่เข็ดอีกรึโว้ยจ้ะพี่น้อง! เพิ่งโดนพัดขยี้มือขวาจนแหลกเหลวไปหยก ๆ ยังกล้าพาสมุนมาทำตัวหื่นกามลวนลามผู้หญิงงามต่อหน้าข้าเซียวเฉินคนนี้อีกเหรอวะเนี่ย? หน้าหนาหน้าทนปานหนังควายโบราณจริง ๆ โว้ย!" 


    น้ำเสียงกวนโทสะหน้าระรื่นของผมดังแทรกเข้ามาในหัวใจของทุกคน ผมก้าวเดินอย่างสง่างามโบกพัดกระดาษปัดแกว่งไปมาอย่างชิลล์ ๆ โดยมีไป๋หลิงและซูเหยียนเดินเคียงข้างประคองซ้ายขวาทำให้พวกเราสามคนดูดั่งครอบครัวเซียนเดินทางมาพักผ่อนตากอากาศ


    "แก! ไอ้คนหน้าระรื่นโต๊ะริมน้ำ!" คุณชายไป่หลี่เฟิงเบิกตากว้างชี้หน้าผมด้วยมือซ้ายที่เหลืออยู่สั่นเทิ้มด้วยความเคียดแค้นระคนหวาดกลัวลึก ๆ "ฆ่ามัน! พวกแกทุกคนรุมฆ่ามันซะ! มันคือคนที่หักกระดูกมือข้า!"


    ผู้ติดตามเกราะหนานับสิบคนพุ่งเข้าใส่ผมพร้อมอาวุธครบมือแผ่ลมปราณสยองขวัญ ทว่าก่อนที่พวกมันจะเข้าถึงตัวผม ระบบในหัวของผมก็ส่งสัญญาณดังขึ้นทันที:


    [ ติ๊ง! ]

    [ ตรวจวิเคราะห์ค่ายกล 'พายุสะบั้นดารา': พิกัดใจกลางจุดอ่อนอยู่ที่แกนศิลาสีเทามุมซ้ายด้านล่างห่างจากศูนย์กลางค่ายกลสามก้าว ]

    [ คำแนะนำการทำลาย: โฮสต์ดีดปราณทองคำสี่ส่วนเข้าใส่แกนพิกัดดังกล่าวเพื่อปลดชนวนค่ายกลชั่วคราว ]


    ผมแสยะยิ้มกะล่อนรักในใจ ไม่สนใจพวกสมุนขยะเปียกที่พุ่งเข้ามาเลยสักนิด ผมใช้พลังก้าวย่างท่องนภาที่ซื้อจากร้านค้าระบบวูบไหวร่างระหงประดุจสายลมหลบหลีกคมอาวุธทั้งหมดของพวกมันในเสี้ยววินาที โผล่มาโผล่ไปโผล่มาอยู่ข้างหน้าปากทางเข้าค่ายกลพายุสะบั้นดาราโดยไม่มีใครตามทัน


    "บ๊ายบายนะจ๊ะปู่คุณชายหมาป่าขี้เรื้อน! ข้าขอพานางเซียนงามเข้าไปเดทในถ้ำก่อนล่ะโว้ย!" ผมพูดกวนกะล่อน พลางดีดนิ้วขวาส่งกระสุนพลังปราณแกนทองคำอัดแน่นพุ่งตรงเข้าใส่จุดอ่อนแกนศิลาค่ายกลอย่างแม่นยำ


    [ ตูม! ]


    ค่ายกลพายุสะบั้นดาราที่ชาวยุทธ์นับพันถอดใจ บัดนี้ส่องแสงวิบวับสลัวก่อนจะพังทลายสลายตัวเป็นช่องว่างอย่างง่ายดายราวกับเศษกระจกแตกสลายต่อหน้าต่อตาทุกคน ฮวาเชียนเสวี่ยที่สลบพับร่วงหล่นลงมา ผมรีบทะยานตัวเข้าสวมกอดช้อนร่างระหงของนางเข้าสู่อ้อมกอดอุ่นทันควัน สัมผัสแรกคือร่างกายนางนุ่มนิ่มประดุจปุยนุ่นทว่าเย็นเยือกปานน้ำแข็งพันปี กลิ่นอายทิพย์ดอกท้อโชยเข้าจมูกสั่นคลอนอารมณ์ชายชาตรีของผมจนคึกคักทันตาเห็น


    "ไป๋หลิง! ซูเหยียน! รีบตามเข้ามาเร็วโว้ยจ้ะเมียรัก!" ผมแผดเสียงสั่งพลางอุ้มร่างระหงของฮวาเชียนเสวี่ยทะยานผ่านช่องค่ายกลเข้าไปในทางลับมืดสลัวของสุสานกระบี่โบราณอย่างรวดเร็ว โดยมีจอมยุทธ์สาวและเจ้าสำนักน้อยหอโอสถตามมาติด ๆ


    พวกสมุนคุณชายไป่หลี่เฟิงและชาวยุทธ์คนอื่นพยายามจะพุ่งตามเข้ามาเพื่อหวังชิงสมบัติ ทว่าทันทีที่พวกเราสี่คนก้าวข้ามผ่านประตูศิลาโบราณเข้ามาลึกพอ สมดุลพลังงานภายในสุสานก็พังพินาศทันที แรงสั่นสะเทือนสั่นสะท้านสะเทือนสะเทวนเลื่อนลั่นไปทั่วถ้ำศิลา


    [ ครืนนนนนนนนน! ตูม! ]


    แผ่นศิลายักษ์หนักหลายแสนชั่งร่วงหล่นลงมาจากเพดานถ้ำปิดล็อกทางถอยหลังกั้นปากทางเข้าสุสานไว้อย่างถาวร ฝุ่นดินตลบอบอวล ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วบริเวณ เหลือเพียงแสงริบหรี่จากคริสตัลเรืองแสงโบราณตามผนังถ้ำเท่านั้น


    "สามีจ๋า! ทางออกถูกปิดตายเสียแล้วเจ้าค่ะ!" ซูเหยียนเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยพลางดึงแขนเสื้อของผมไว้แน่นเพื่อหาที่พึ่งพา


    "ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะเมียรักทั้งสองของสามี ตราบใดที่มีสามีเอวสะโพกเหล็กไหลคนนี้อยู่ด้วย ทางตันก็กลายเป็นทางสวรรค์ได้โว้ยจ้ะพี่น้อง!" ผมพูดปลอบประโลมเย้าแหย่กวนประสาทเพื่อลดความตึงเครียดพลางก้มลงมองร่างอวบอิ่มของฮวาเชียนเสวี่ยในอ้อมกอด


    พวกเราพากันพาร่างของฮวาเชียนเสวี่ยลึกเข้าไปภายในถ้ำศิลาโบราณจนกระทั่งพบแท่นศิลาขนาดใหญ่ล้อมรอบไปด้วยแท่งหินงอกหินย้อยโบราณ มีน้ำหยดแหมะ ๆ ส่งเสียงสะท้อนก้องกังวานในความเงียบสงบอันเยือกเย็น ผมค่อย ๆ วางร่างระหงอันอ่อนช้อยของนางเซียนสาวลงบนแท่นศิลาอย่างทะนุถนอมแผ่วเบา


    ไป๋หลิงก้าวเท้าเข้ามามองดูใบหน้างดงามที่บัดนี้ไร้พิษสงของฮวาเชียนเสวี่ยพลางขมวดคิ้ววิเคราะห์: "สามีเจ้าคะ แม่นางคนนี้ฝึกวิชากระบี่สายหยินสุดขั้ว ปราณในร่างแผ่ไอสังหารกระบี่รุนแรงมาก ทว่าค่ายกลเมื่อครู่นี้ไปกระตุ้นพลังสะท้อนกลับจนปราณเย็นของนางตีกันมั่วไปหมด ปราณกระบี่ในร่างตอนนี้น่าจะกำลังกรีดเฉือนเส้นชีพจรของนางเองอยู่แน่ ๆ"


    ซูเหยียนรีบนั่งคุกเข่าลงข้างแท่นศิลาใช้ปลายนิ้วเรียวงามจับชีพจรที่ข้อมือของฮวาเชียนเสวี่ยช้า ๆ ทันใดนั้น สีหน้าของเจ้าสำนักน้อยหอโอสถก็แปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกตกใจอย่างชัดเจน: "แย่แล้วค่ะสามี! นี่มันไม่ใช่แค่ปราณตีกลับธรรมดา ๆ แต่ชีพจรของนางสั่นสะท้านขัดแย้งกันอย่างรุนแรงมาก พลังหยินเยือกแข็งจากคัมภีร์บุปผาไร้ใจกำลังปะทะกับธาตุไฟหยางภายในตัวนางอย่างรวดเร็ว ผิวกายของนางจึงร้อนรุ่มดั่งไฟแต่ปลายนิ้วกลับสั่นเย็นปานน้ำแข็ง หากไม่รีบปรับสมดุลขจัดปราณเย็นส่วนเกินออก เส้นชีพจรทั้งหมดของนางจะต้องแตกสลาย และหัวใจของนางจะหยุดเต้นภายในสามชั่วยามนี้แน่นอนเจ้าค่ะ!"


    "ฮะ... อะไรนะจ๊ะซูเหยียนเมียรัก? ร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือวะเนี่ย!" ผมแกล้งอุทานเสียงดังตื่นเต้น ทั้งที่รู้แนวพล็อตอยู่แล้วเบื้องต้น


    [ ติ๊ง! ]

    [ คำเตือนจากระบบ: ชีพจรกบฏคัมภีร์บุปผาไร้ใจของเป้าหมายเข้าสู่สภาวะวิกฤตขั้นสูงสุด! ทางเลือกเดียวในการรักษาคือการผสานเตียงรักหยินหยาง ปลดปล่อยความร้อนสวาทชำระล้างพลังเย็นและสะกดพลังชีพจรกบฏให้ไหลเวียนเป็นปกติ ]

    [ ระบบเตรียมเปิดช่องทางปรับสัดส่วนอุณหภูมิร่างกายและถ่ายทอดลมปราณกระบี่สวรรค์เพื่อความปลอดภัยของโฮสต์! ]

    [ อัตราความสำเร็จในการบำบัดรักษาผ่านยุทธการสยบเตียงนอน: 100% ]

    [ ข้อเสนอเพิ่มเติมในร้านค้าระบบ: ยาเม็ดประสานชีพจรสวาทอุ่น (ราคา 5,000 แต้ม) ช่วยป้องกันการเกิดพิษหนาวสะท้อนกลับสู่ตัวโฮสต์ ]


    *'อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด! ระบบรักดีหาเรื่องสัปดนให้ข้าบำบัดรักษาโรคแบบประชิดเตียงอีกแล้วโว้ยจ้ะปู่! นอนกอดสาวสวยตัวสั่นเย็น ๆ ร้อน ๆ ในถ้ำศิลาปิดตายแบบนี้ มันช่างเข้าแก๊ปสไตล์แผนรักแท้จริงโว้ย! ข้าต้องเหนื่อยออกแรงเอวและสะโพกเหล็กไหลขยี้รักสยบเตียงศิลาเพื่อช่วยชีวิตนางเซียนสะคราญโฉมคนนี้เสียแล้วจ้ะพี่น้อง! งานนี้ไม่มีใครมาขัดจังหวะได้แน่นอนล่ะโว้ย! ลุยรักษาโรคต่อโว้ยจ้ะทุกคน!'* ผมเลียริมฝีปากสูดหายใจลึกจ้องมองริมฝีปากบางอมชมพูของฮวาเชียนเสวี่ยด้วยความคึกคักกะล่อนรักเต็มเปี่ยม


    "เอ่อ... ซูเหยียน ไป๋หลิง เมียรักของสามีทั้งสองจ๋า..." ผมหันไปส่งสายตาเจ้าเล่ห์ระคนกะล่อนหยอกเย้าใส่ภรรยาทั้งสองคน "อาการของแม่นางเซียนคนนี้มันวิกฤตเกินไป ยาโอสถธรรมดาบำบัดไม่ได้หรอกจ้ะ ข้าต้องใช้วิธีพิเศษ 'ผสานหยินหยาง' บำบัดรักษาชีพจรกามารมณ์สยบไข้สวาทให้นางเป็นการส่วนตัวด่วนจี๋เลยโว้ยจ้ะพี่น้อง! พวกนางช่วยคอยตรวจตราความปลอดภัยรอบห้องศิลานี้ให้สามีหน่อยนะจ๊ะ!"


    ไป๋หลิงและซูเหยียนได้ยินคำอธิบายสไตล์คนเจ้าเล่ห์รักสนุกของสามีก็พากันแก้มแดงระเรื่อ ค้อนควับใส่สามีกะล่อนตัวดีคนนี้หนึ่งวงใหญ่ ทว่าพวกนางก็รู้ดีว่านี่คือวิธีเดียวที่ช่วยชีวิตของฮวาเชียนเสวี่ยได้ และยังช่วยเพิ่มพลังยุทธ์ให้สามีไปในตัวอีกด้วย


    "เจ้าค่ะสามีจ๋า... รีบรักษาเถอะค่ะ เมียจะคอยกั้นแนวเขตอักขระป้องกันไว้รอบ ๆ ให้เองจ้ะ" ซูเหยียนพูดยิ้มเขิน ๆ พลางจูงมือไป๋หลิงเดินถอยออกไปยังลานหินรอบนอก ทิ้งให้ผมนั่งเผชิญหน้ากับนางเซียนผู้ไร้ความรู้สึกแต่ร่างกายกำลังเร่าร้อนต้องการบำบัดรักชำระล้างพิษเย็นเพียงลำพัง


    ผมดึงหน้าต่างระบบขึ้นมาแลกซื้อ 'ยาเม็ดประสานชีพจรสวาทอุ่น' กลืนลงคอทันที ลมปราณร้อนรุ่มแผ่ซ่านทั่วไขสันหลังพร้อมกับสมรรถภาพทางเพศความถึกทนที่สูงขึ้นลิบลิ่ว สองมือของผมเอื้อมไปดึงคลายสายรัดเอวผ้าไหมสีขาวของฮวาเชียนเสวี่ยออกอย่างช้า ๆ เผยให้เห็นเรือนร่างสะคราญโฉมเนื้อตัวสั่นสะท้านที่กำลังรอศึกเตียงสวาทเพื่อชีวิตใหม่ในความสลัวอบอุ่นของถ้ำศิลา



    คล้ายกับเรื่องเทพแมงดา: ข้ามภพมาโดดเดี่ยว....แต่นอนคนเดียวไม่ได้ NC++ ที่คุณอ่าน