เสียงของเมืองใหญ่นั้นต่างจากหมู่บ้านในม่านหมอกอย่างสิ้นเชิงมันไม่ใช่ความเงียบที่ชวนอึดอัด แต่มันคือ "ความโกลาหลที่ไร้ทำนอง" ทั้งเสียงล้อเกวียนบดไปบนถนนหินจนะเืถึงฟันกรามเสียงแม่ค้าะโป่าวประกาศสรรพคุณสินค้าที่ฟังดูเกินจริงและเสียงนักดนตรีพเนจรที่พยายามสีไวโอลินเพี้ยนๆ แข่งกับเสียงฝูงชน
สารวัตรเฮย์สยกคอปกเสื้อโค้ทขึ้นพรางใบหน้าเขาพ่นลมหายใจยาวปนอากาศเย็นเข้าปอดแล้วพึมพำ “ก็นะ... ถึงมันจะวุ่นวายไปหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าต้องคอยหายใจเอาหมอกเปียกๆ เข้าปอดละกัน”
เกียร์บินวนอยู่เหนือหัวผมในรถม้าที่แสนจะใหญ่แสงอาทิตย์สะท้อนเลนส์ตาของมันจนวาววับเหมือนตาเพชร“แต่ข่าวลือในเมืองนี้มันแรงกว่าความจริงซะอีกนะเกี๊ยะ! เขาว่ากันว่าโรงละครที่เรากำลังจะไปเนี่ย...โดนคำสาปขั้นรุนแรง ชนิดที่ว่าใครขึ้นเวทีก็มีอันเป็ไป”
“ก็เพราะข่าวลือไร้สาระนั่นแหละที่ทำให้เราต้องถ่อมาถึงที่นี่”เฮย์สปรายตามาทางผมที่นั่งทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ในขณะที่สารวัตรกำลังใช้สมองวิเคราะห์รูปคดี...ผมเองก็กำลังใช้สมองอย่างหนักไม่แพ้กันผมกำลังคำนวณตัวเลขในบัญชีอย่างเอาเป็เอาตายว่าจะประหยัดเงินที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดอย่างไรให้รอดพ้นถึงสิ้นเดือนดี
เหตุผลน่ะเหรอ?ก็เพราะผมเพิ่งจะเปย์เงินเก็บเกือบทั้งหมดไปกับอะไหล่เฟืองเกรดพรีเมียมและน้ำมันหล่อลื่นชุบทองเพื่อซ่อมแซมกลไกของเกียร์ที่ดันไปเกิดสนิมเพราะความชื้นมหาศาลจากหมู่บ้านหมอกคดีก่อนน่ะสิ
ถ้าโลกนี้มีปริมาณมานามากพอผมแค่ดีดนิ้วร่ายอาคมชำระล้างสนิมให้ใสปิ๊งได้ในพริบตา แต่น่าเสียดายที่โลกนี้ช่างแห้งแล้งพลังมานาสิ้นดีเฮ้อ ให้ตายเถอะ สำหรับนักสืบที่ร่ำรวยในโลกก่อนหน้านี้อย่างผม ในตอนนี้ 'ความจน' มันดูน่าสยองขวัญยิ่งกว่าฆาตกรต่อเนื่องเสียอีก
“นายเป็อะไรไปบอร์นทำหน้าเหมือนเห็นศพเลย” เฮย์สถามด้วยความสงสัย
“เปล่าครับสารวัตร...”ผมตอบเสียงเรียบ แต่ดวงตายังคงเหม่อลอยไปที่ร้านขนมปังข้างทาง “ผมแค่กำลังคิดว่าบางทีคำสาปที่น่ากลัวที่สุด อาจจะเป็คำสาป กระเป๋าตังแห้ง ก็ได้ครับ”
เกียร์ร่อนลงเกาะบ่าผมพลางกระซิบ“ไม่ต้องห่วงนายท่าน ถ้าเราอดตาย ข้าจะช่วยแทะเหล็กเป็เพื่อนท่านเอง”
ผมหันไปมองเ้าเ้าอีกากลไกหน้าซื่อแล้วได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ใช่สิแกมันนกเหล็กนี่เกียร์ แกอดตายไม่ได้ แต่อย่างมากแค่เฟืองฝืดแต่ฉันนี่สิจะอดตายของจริงมื้อเย็นเมื่อวานกับมื้อเช้าวันนี้ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยสักนิด
เหตุผลที่พวกผมต้องถ่อสังขารมาที่โรงละครคำสาปแห่งนี้ทั้งที่ท้องกิ่วขนาดนี้ ก็ต้องย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่วันก่อนเฮย์สได้รับจดหมายขอความช่วยเหลือฉบับหนึ่งที่ลงนามโดย ฮาโรลด์ เวนซ์เ้าของโรงละครอาร์เจนท์ที่โด่งดังและหรูหราที่สุดในเมือง เนื้อความในจดหมายเชิญให้สารวัตรและที่ปรึกษามาร่วมเป็"แขกผู้มีเกียรติ" ในการซ้อมใหญ่ของการแสดงชุดใหม่ ในวันที่ XXเดือน X แต่เป้าหมายที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดคือการขอให้ช่วยตรวจสอบ"ความปลอดภัย" อย่างลับที่สุด
สาเหตุก็เพราะเกิดอุบัติเหตุประหลาดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระหว่างการซ้อมทั้งโคมไฟระย้าขนาดมหึมาที่จู่ๆ ก็ร่วงหล่นลงมาอย่างไร้สาเหตุฉากไม้หนักอึ้งที่ล้มทับนักแสดงจนาเ็หรือแม้แต่เสียงกระซิบประหลาดที่ดังมาจากความมืดหลังเวทีจนเหล่านักแสดงและทีมงานเริ่มขวัญผวา ซุบซิบกันหนาหูว่าโรงละครแห่งนี้ “ถูกสาป”
เฮย์สเคาะปลายนิ้วลงบนขอบเก้าอี้รถม้าตามจังหวะความคิดที่หนักอึ้ง“ฉันไม่ค่อยเชื่อเื่คำสาปหรอกนะบอร์นแต่การที่เ้าของโรงละครระดับนี้ถึงขั้นร้อนรนเชิญตำรวจไปดูการซ้อมด้วยตัวเองมันบ่งบอกว่ามีบางอย่างที่ ไม่ปกติ อย่างแรงซ่อนอยู่ใต้โรงละครนั้น”
“คำสาปก็แค่เื่เล่าที่ใครบางคนจงใจแต่งขึ้นมา เพื่อให้คนอื่นหวาดกลัวและยอมเล่นไปตามบทที่เขาเขียนไว้เท่านั้นแหละครับ”ผมตอบเรียบๆ โดยที่สายตายังคงเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
รถม้าค่อยๆชะลอตัวลงก่อนจะหยุดสนิทที่หน้าอาคารโอ่อ่าสไตล์คลาสสิกตัวตึกประดับด้วยเสาหินอ่อนสีขาวนวลและป้ายทองเหลืองขัดเงาวับสลักชื่อ“โรงละครอาร์เจนท์” ผ้าม่านสีแดงสดผืนหนาสะบัดพริ้วอยู่ที่หน้าต่างชั้นบนพร้อมกับเสียงวงออเคสตราและบทสนทนาของละครที่เล็ดลอดออกมาเบาๆมันชวนให้รู้สึกถึงความลึกลับและความอึดอัดที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านผืนใหญ่นั้น
ทันใดนั้นชายร่างท้วมในชุดสูทหรูหราเนื้อดีสวมถุงมือสีขาวที่แต่งตัวดูภูมิฐานแต่ท่าทางกลับดูลุกลี้ลุกลนก็รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาต้อนรับพวกเราด้วยความกระตือรือร้นเกินเหตุ เขาคือฮาโรลด์ เวนซ์ เ้าของโรงละครผู้มั่งคั่งที่
เขารีบยกหมวกทรงกลมหัวลึกขึ้นเป็การทำความเคารพใบหน้าพยายามประดับด้วยรอยยิ้มการค้าที่ดูไม่ค่อยเป็ธรรมชาตินัก “โอ้!สารวัตรเฮย์ส และท่านที่ปรึกษา นับเป็เกียรติสูงสุดจริงๆที่พวกท่านให้เกียรติมาเยือนโรงละครของผมผมได้ยินชื่อเสียงอันเลื่องลือของพวกท่านมานานแล้วครับ”
ฮาโรลด์รีบยื่นมือมาจับมือเฮย์สไว้แน่นแววตาของเขาดูร้อนรนจนแทบจะไม่เหลือบมองใครอื่นราวกับว่าการมาถึงของตำรวจคือฟางเส้นสุดท้ายที่จะช่วยพยุงสถานการณ์และกระเป๋าเงินของเขาไว้ได้เขาปาดเหงื่อที่ขมับที่ไหลซึมออกมาไม่หยุดพลางพยักหน้าสั้นๆแล้วหันไปผายมือเชื้อเชิญ “เชิญครับสารวัตร! เชิญด้านในเลย โรงละครแห่งนี้คือหัวใจและจิติญญาของเมืองนี้”
เกียร์ขยับปีกเบาๆพลางบินมาเกาะบ่าแล้วกระซิบข้างหูผมด้วยน้ำเสียงกวนประสาทตามสไตล์ “นายท่าน...ลมที่ออกจากปากตาคนนี้หนักไปทางเหรียญทองมากกว่าความจริงนะเกี๊ยะ”
เมื่อก้าวพ้นประตูใหญ่เข้าสู่ภายในโรงละครความหรูหราตระการตาก็ปรากฏแก่สายตาจนทำให้ผมต้องเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยโคมไฟคริสตัลระย้าขนาดมหึมาส่องแสงระยิบระยับกับผนังบุผ้ากำมะหยี่สีแดงสดลวดลายปูนปั้นปิดทองคำเปลวที่ประดับตามผนังนั้นวิจิตรบรรจงจนไร้ที่ติ
โรงละครนี่มันหรูหราสมคำร่ำรือจริงๆสมแล้วที่เป็อันดับต้นๆ ของลอนดอนแต่ความสวยงามระดับนี้คงต้องแลกมาด้วยค่าบำรุงรักษาที่มหาศาลแน่ๆ
แต่ทว่า...ยิ่งเดินลึกเข้าไป บรรยากาศภายในกลับวุ่นวายกว่าที่จินตนาการไว้มาก ตามทางเดินแคบๆเต็มไปด้วยราวแขวนเครื่องแต่งกายระยิบระยับที่ถูกทิ้งไว้อย่างไม่เป็ระเบียบกลิ่นแป้งผัดหน้าฉุนกึกผสมปนเปกับกลิ่นเหงื่อของทีมงานที่วิ่งวุ่นไปมาเสียงนักแสดงที่กำลังะโซ้อมบทประสานกันจนกลายเป็เสียงพึมพำประหลาดที่ฟังไม่ได้ศัพท์ราวกับว่าห้องนี้กำลังพูดภาษาลึกลับที่คนนอกไม่มีวันเข้าใจ
ท่ามกลางความวุ่นวายที่ดูไร้ทิศทางนั้นเองชายร่างสมส่วนที่ดูภูมิฐานแต่กลับแผ่รังสีความเคร่งเครียดออกมาอย่างรุนแรงก็ก้าวเข้ามาสยบทุกความเคลื่อนไหวเขาคือ วิกเตอร์ กรานท์ผู้กำกับละครชื่อดังที่ขยับตัวแต่ละครั้งดูรวดเร็วและเด็ดขาดราวกับทหารในกองทัพ
“หยุดเดินพล่านกันได้แล้ว!นี่คือการซ้อมใหญ่ ไม่ใช่ตลาดนัด”วิกเตอร์ะโเสียงกร้าวเพียงครั้งเดียวก็สยบความวุ่นวายรอบข้างจนเงียบกริบก่อนจะหันมาพยักหน้าให้เฮย์สสั้นๆ “สารวัตรขอโทษด้วยที่ผมไม่อาจจัดเก้าอี้ต้อนรับให้สมเกียรติได้ในตอนนี้ผมมีนักแสดงทั้งกองที่ต้องคุม และความสมบูรณ์แบบมันรอไม่ได้”
เขาพูดจบก็หมุนตัวกลับไปสั่งการต่อทันทีโดยแทบจะไม่เหลือบสายตามองมาที่ผมเลยแม้แต่น้อยราวกับว่าที่ปรึกษาอย่างผมเป็เพียงอากาศธาตุหรือพร็อพประกอบฉากชิ้นหนึ่งในโรงละครของเขา
เกียร์หรี่เลนส์มองตามหลังวิกเตอร์ไปพลางกระซิบเบาๆ“หมอนั่นดูจะจริงจังเกินไปหน่อยนะครับนายท่านดูเหมือนพกพายุมาไว้ในกระเป๋าเสื้อเลยเกี๊ยะ ใครเข้าใกล้มีหวังโดนพัดกระเจิงแน่”
ทว่าในขณะที่พายุแห่งความเกรี้ยวกราดของผู้กำกับยังไม่ทันจางหายจากมุมเงามืดข้างฉากไม้หนาหนัก เกรเกอร์ มิลเลอร์ ชายสูงวัยร่างผอมบางราวกับกิ่งไม้แห้งก็ปรากฏตัวขึ้นเขาคือนักเขียนบทผู้สันโดษที่ขึ้นชื่อเื่ความพิลึก เกรเกอร์ไม่พูดไม่จาและไม่แม้แต่จะเงยหน้าสบตาใคร มือที่สั่นเทาเล็กน้อยกำปึกกระดาษบทละครไว้แน่นสายตาของเขาเอาแต่กวาดอ่านตัวอักษรซ้ำไปซ้ำมาอย่างคนย้ำคิดย้ำทำ ก่อนจะเดินลับหายไปหลังม่านทิ้งไว้เพียงบรรยากาศเย็นวาบที่ชวนให้สันหลังลุกชันอย่างประหลาด
ทันใดนั้นเองแสงไฟจากโคมไฟ้าก็สว่างจ้าขึ้นพร้อมกับเสียงก้องใสที่เปี่ยมด้วยพลังดังกังวานมาจากกลางเวทีใหญ่ เอเวลีน ฮาร์ทนักแสดงนำหญิงผมแดงเพลิงที่โดดเด่นสะดุดตา ราวกับรูปสลักชั้นเลิศที่สวมชุดซ้อมสีขาวสะอาดตาเธอก้าวออกมาด้วยท่วงท่ามั่นใจและแผ่อำนาจกดดันคนรอบข้างราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังหมุนรอบตัวเธอและเวทีแห่งนี้คืออาณาจักรที่เธอปกครองอยู่เพียงผู้เดียว
“บทนี้จะเป็ตำนาน”เธอกล่าวเน้นถ้อยคำชัดเจนต่อทีมงานที่อยู่รายรอบ “และทุกคนจะจดจำฉัน ในฐานะสิ่งเดียวที่สมบูรณ์แบบที่สุดบนเวทีนี้”
เฮย์สมองดูเธอด้วยสายตาประเมินอย่างคนที่มีประสบการณ์เจอคนมาทุกรูปแบบพลางกระซิบข้างหูผม “พูดอย่างกับละครเื่นี้เขียนขึ้นเพื่อเธอคนเดียว”
เป็นางเอกที่ฉายรังสีความริษยาออกมาจากรอบข้างได้มากจริงๆถ้าจะมีใครอยากให้เธอ 'หายไป' จากเวทีนี้ ก็คงไม่ใช่เื่แปลก
แสงตะเกียงนับสิบดวงถูกจุดขึ้นสาดแสงจ้าลงบนพื้นเวทีไม้กว้างจนเงาวับสะท้อนเงาของผู้ที่ก้าวเดินอยู่้าเสียงเครื่องสายจากวงออเคสตราวงเล็กเริ่มบรรเลงทำนองเดิมซ้ำไปซ้ำมาสร้างบรรยากาศที่ดูหรูหราทว่ากลับน่าอึดอัดอย่างประหลาดในเวลาเดียวกันท่วงทำนองนั้นถูกตัดสลับด้วยเสียงตะคอกคำรามของวิกเตอร์ที่ดังข่มเสียงดนตรีจนมิด
“ไม่!ช้ากว่านี้! ทุกอย่างต้องแม่นยำเหมือนลมหายใจ!อย่าให้ฉันเห็นความผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว!”
วิกเตอร์กรานท์ เดินข้ามไปข้ามมาบนเวทีด้วยท่วงท่าของแม่ทัพที่กำลังบัญชาการสนามรบอันดุเดือดทุกฝีก้าวของเขาเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาลที่ทำเอาทีมงานและนักแสดงคนอื่นๆพากันก้มหน้าหลบสายตาเขาะโใส่หน้าพนักงานและนักแสดงประกอบที่ขยับผิดจังหวะเพียงเสี้ยววินาทีอย่างไม่ไว้หน้า“ถ้าทำไม่ได้ก็ออกไป! บทละครเื่นี้ไม่รอคนไร้ฝีมือคนไหนทั้งนั้น!”
เฮย์สส่ายหัวช้าๆพลางพึมพำกับตัวเอง “นี่มันซ้อมละครหรือซ้อมทหารกันแน่...บรรยากาศมืดมนกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลยนะ”
เกียร์บินวนอยู่เหนือหัวผมพลางหัวเราะแหบพร่าในลำคอ“เกี๊ยะ! เสียงคำสั่งของเขาดังกว่าเสียงดนตรีซะอีกนายท่านดูท่าว่าโรงละครนี้จะไม่ได้ถูกสาปด้วยิญญาเร่ร่อนหรอกแต่ถูกสาปด้วยความบ้าคลั่งของผู้กำกับคนนี้มากกว่า”
ในขณะที่ความบ้าคลั่งบนเวทีกำลังดำเนินไปลิล่า โครฟต์ นักแสดงหญิงตัวรองที่มีความสวยสะดุดตาและดูอ่อนเยาว์ไม่แพ้เอเวลีนก็ก้าวออกมาจากหลังฉาก ใบหน้าของเธอถูกแต่งแต้มอย่างจัดจ้านเพื่อเตรียมการแสดงแต่ทว่าแววตาหลังมาสคาร่านั้นกลับเต็มไปด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิดเธอกอดปึกสคริปต์ในมือไว้แน่นราวกับมันเป็เกราะกำบังเพียงชิ้นเดียวที่จะปกป้องเธอจากพายุอารมณ์ในโรงละครแห่งนี้
สายตาของลิล่าเหลือบไปมองเอเวลีนที่กำลังยืนเจิดจรัสอยู่กลางแสงไฟแวบหนึ่งความริษยาอันแรงกล้าแล่นผ่านดวงตาคู่นั้นอย่างชัดเจนจนผมััได้ก่อนที่มันจะถูกฉาบทับด้วยรอยยิ้มเสแสร้งทันทีเมื่อเธอรู้ตัวว่าถูกจ้องมอง
“ฉันจะทำได้ดีกว่านี้ถ้าเพียงแต่ตาแก่คนนั้นยอมให้โอกาสฉันบ้าง” เสียงของเธอพึมพำแ่เบาในลำคอราวกับจะบอกกับตัวเองมากกว่าใครเพื่อนผมเหลือบมองเธอเพียงหางตาแต่ไม่ได้เอ่ยปากอะไร
ความทะเยอทะยานที่ถูกกดทับ...เป็ชนวนะเิชั้นดีเลยทีเดียว แถมท้องผมก็เริ่มประท้วงเสียงดังพอๆกับเสียงดนตรีแล้วด้วยสิ
ที่มุมสูงพ้นขึ้นไปบนนั่งร้านไม้ข้างเวทีโธมัส ฮาร์เปอร์ ช่างเชือกรูปร่างสมส่วนที่มีใบหน้าซื่อๆกำลังสารวนอยู่กับการดึงเชือกและตรวจสอบกลไกฉากแขวนอย่างขะมักเขม้นใบหน้าของเขามีเหงื่อซึมและดูเหนื่อยล้าเกินพิกัดมือที่กำเชือกเส้นหนานั้นสั่นน้อยๆ อย่างควบคุมไม่ได้ทุกครั้งที่วิกเตอร์แผดเสียงะโสั่งงานเส้นเืบนขมับของโธมัสจะปูดโปนขึ้นมาอย่างชัดเจนดูเหมือนว่าเขาจะเป็คนที่แบกรับความกดดันทางอารมณ์ไว้มากที่สุดในที่แห่งนี้ราวกับะเิเวลาที่รอวันปะทุ
ส่วนที่มุมมืดสลัวด้านหลังเวทีเกรเกอร์ มิลเลอร์ นักเขียนบทผู้ลึกลับยังคงยืนนิ่งเงียบราวกับรูปสลักไร้ชีวิตสายตาของเขาจ้องมองไปยังกลางเวทีโดยไม่วอกแวกแต่มันไม่ใช่สายตาแห่งความกังวลเหมือนนักแสดงคนอื่นๆ แต่มันคือสายตาของคนที่กำลัง 'คุมเกม' มากกว่าจะเป็เพียงผู้มีส่วนร่วมในมือของเขาถือปากกาค้างไว้เสมอ ราวกับพร้อมจะเขียนแก้ไขชะตากรรมของทุกคนในบทละครนี้ได้ทุกวินาที
ทันใดนั้นเสียงะโของวิกเตอร์ก็แผดดังขึ้นทำลายสมาธิของทุกคนอีกครั้ง “เอเวลีน!เข้ามาในฉากแขวน อย่าชักช้า”
เอเวลีนก้าวเข้าสู่กึ่งกลางเวทีด้วยท่าทางมั่นใจล้นปรี่จนคนรอบข้างต้องหยุดมองชุดซ้อมสีขาวพลิ้วไหวสะท้อนแสงตะเกียงดูงดงามทว่าเปราะบางในเวลาเดียวกันเธอหยุดยืนลงตรงตำแหน่งกึ่งกลางเวทีพอดีเป๊ะ ที่พื้นไม้ใต้อุ้งเท้าของเธอมีรอยขีดเล็กๆ จางๆ คล้ายใครบางคนทำเครื่องหมายไว้
เธอปรายตาไปทางลิล่าที่อยู่ข้างฉากแวบหนึ่งมันคือรอยยิ้มเยาะที่เต็มไปด้วยชัยชนะอย่างผู้เหนือกว่าก่อนจะหันกลับมาเชิดหน้าขึ้นแล้วประกาศก้องด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังไปทั้งโรงละคร
“นี่แหละ...บทที่จะทำให้ทุกคนจดจำฉันได้ตลอดกาล!”
การซ้อมดำเนินต่อไปท่วงทำนองดนตรีจากวงออเคสตราค่อยๆชะลอจังหวะลงจนกลายเป็เพียงเสียงแ่เบาที่คลอไปกับความเงียบอันตึงเครียดทุกสายตาจับจ้องไปที่เอเวลีนซึ่งยืนตระหง่านอยู่กลางเวทีประหนึ่งศูนย์กลางของจักรวาล
พร็อพโต๊ะไม้ตัวเล็กถูกเข็นออกมาจากข้างฉากบนนั้นมีแก้วไวน์บรรจุของเหลวสีแดงเข้มวางอยู่ตามบทละครที่เขียนไว้นักแสดงนำหญิงจะต้องดื่มมันตามบทละครก่อนก้าวเข้าสู่ "ฉากแขวน"อันเป็จุดพีคของการแสดง
เอเวลีนหยิบแก้วขึ้นด้วยท่าทางอันสง่างามและมั่นใจเธอยกมันขึ้นจิบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยรอยยิ้มเย็นเยือกผุดขึ้นบนริมฝีปากประหนึ่งทุกอิริยาบถถูกออกแบบมาเพื่อข่มขวัญและแสดงความเหนือกว่าแม้จะเป็เพียงการซ้อมใหญ่ที่ไม่มีคนดูก็ตาม
ในขณะที่ทุกคนกำลังอินไปกับบทบาท...ผมกลับจ้องมองภาพนั้นพลางคิดในใจ
เมื่อไรมันจะจบสักทีนะ...ตอนนี้ผมเริ่มหิวจนไส้จะกิ่วอยู่แล้ว ไวน์แดงนั่นจะช่วยให้หายหิวได้บ้างไหมนะหรือผมควรจะเดินออกไปหาพายเนื้อสักชิ้นกินก่อนที่ความอดอยากจะฆ่าผมตายก่อน
จากมุมสูงบนนั่งร้านที่อาบไปด้วยเงามืดโธมัส ช่างเชือกยังคงดึงเส้นเชือกตรวจสอบระบบรอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าสายตาที่ดูหวาดระแวงและวิตกกังวลของเขามองลงมาที่เวทีด้านล่างตลอดเวลาเขาพ่นลมหายใจออกปากและกลืนก้อนน้ำลายอึกใหญ่เหมือนคนที่ไม่มั่นใจว่ากลไกที่เขาสร้างจะทำงานอย่างที่ควรจะเป็หรือมันอาจจะทำงาน 'ดีเกินไป' จนน่ากลัวกันแน่
วิกเตอร์ผู้กำกับจอมเผด็จการะโเร่งเร้าเสียงดังลั่น “เร็วเข้า! อย่าลีลาเวลาไม่รอเธอหรอก เอเวลีน”
เอเวลีนวางแก้วไวน์พร็อพลงบนโต๊ะไม้ด้วยท่วงท่าสง่างามก่อนจะก้าวเดินอย่างสม่ำเสมอไปยังตำแหน่งของบทบาทนี้ เกียร์บินวนช้าๆ เหนือหัวผมก่อนจะโฉบไปกระซิบกับเฮย์สที่นั่งอยู่ข้างๆ “เธอเป๊ะมากเลยครับสารวัตรเป๊ะจนน่าขนลุก”
ผมมองตามขึ้นไปที่บ่วงเชือกที่กำลังแกว่งไกวเบาๆอยู่เหนือศีรษะของเอเวลีนความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในอกขัดกับความหิวที่กำลังรบกวนสมาธิเอเวลีนเปล่งเสียงร้องบทพูดสุดท้ายด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านและทรงพลัง
“หากนี่คือจุดจบ...ขอให้โลกจดจำฉันในฐานะราชินีผู้เป็ะ!”
เธอก้าวขึ้นไปยืนใต้บ่วงเชือกนั้นรอยยิ้มมั่นใจยังคงประดับอยู่บนใบหน้าโฉบเฉี่ยว แต่แล้วท่วงท่าของเธอกลับเริ่มช้าลงอย่างผิดธรรมชาติ...มือที่เอื้อมขึ้นไปจับเชือกเริ่มสั่นเทาไปตามบทบาทที่ได้รับมา บ่วงเชือกค่อยๆลดระดับลงมาอย่างนุ่มนวลเหมือนแขนของนักแสดงอีกคนที่รอรับเธอเข้าสู่บทสุดท้ายของชีวิต
เสียงดนตรีเปลี่ยนทำนองให้กระชับและเร้าอารมณ์ขึ้นสายตาทุกคู่ในโรงละครจับจ้องที่เธอราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนเพื่อรอคอยฉากสำคัญแสงตะเกียงสาดแสงสีทองลงมาจนร่างของเธอเหมือนถูกขีดเส้นขอบให้เด่นชัดท่ามกลางความมืดมิดรอบตัว
เฮย์สขยับตัวไปมาอย่างไม่สบายใจเขารู้สึกถึงกลิ่นอายบางอย่างที่ผิดปกติแต่คนรอบข้างรวมถึงนักแสดงประกอบแถวหลังกลับส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ด้วยความชื่นชมเพราะทุกคนต่างคิดเหมือนกันว่า... “นี่มันก็แค่การแสดงชั้นเลิศบทหนึ่งเท่านั้น”
เอเวลีนยกบ่วงเชือกขึ้นสวมคอช้าๆดวงตาของเธอเบิกกว้างสบตากับผมในวินาทีนั้น...แววตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในตอนแรก กลับเริ่มมีความสับสนและหวาดกลัวจางๆผุดขึ้นมาแทนที่
การแสดงของเธอมันช่างมืออาชีพจริงๆท่าทางและแววตานั่นสะกดคนดูได้อยู่หมัดจนผมนึกชื่นชม...ถ้าเพียงแต่มันจะเป็แค่การแสดงจริงๆ
วินาทีต่อมาเสียง ปัง! ของกลไกเหล็กดังก้องมาจากคานสูงเบื้องบน!
บ่วงเชือกกระตุกแน่นขึ้นอย่างฉับพลันจนเกิดเสียงเสียดสีของเส้นใยที่ตึงเปรี้ยะร่างของเอเวลีนถูกกระชากขึ้นเล็กน้อยจนปลายเท้าหลุดพ้นจากพื้นไม้รอยยิ้มมั่นใจเมื่อครู่หายวับไปราวกับถูกลบด้วยความตายเธอใสุดขีดจนดวงตาแทบถลนออกนอกเบ้า มือทั้งสองข้างพยายามคว้าบ่วงรอบคอเพื่อแกะเชือกอย่างสุดกำลังแต่ดูเหมือนเรี่ยวแรงของเธอจะถูกสูบหายไปอย่างรวดเร็วร่างกายไม่ตอบสนองต่อสัญชาตญาณการเอาตัวรอดราวกับถูกพันธนาการไว้ด้วยเงื้อมมือที่มองไม่เห็น แขนและขาของเธอไม่สามารถขยับได้ตามที่คิดและเริ่มนิ่งสงบลงอย่างน่าใจหาย
เสียงดนตรีหยุดชะงักกะทันหันจนเกิดความเงียบที่น่าขนลุกบทพูดของนักแสดงคนอื่นค้างคาอยู่ในลำคอทุกคนในที่นั้นมองดูร่างที่นิ่งงันอยู่กลางอากาศด้วยความสับสนหลายคนยังคงปรบมือเบาๆ เพราะหลงเชื่อว่านี่คือการแสดงที่ “สมจริง” จนเกินบรรยาย
แต่เพียงไม่กี่อึดใจเสียงกรีดร้องแหลมสูงจาก ลิล่า ก็ฉีกกระชากความเข้าใจผิดนั้นทิ้งจนสิ้น! “ไม่นะ!ดูหน้าเธอสิ! เธอหายใจไม่ออกจริงๆ!”