บทที่ 14 มันเป็เพียงเื่ขบขัน
“น้อมส่งเสด็จฮ่องเต้! ฮองเฮา!”
ขบวนเหล่าข้าราชบริพารจำนวนมากติดตามฮ่องเต้ออกจวนแม่ทัพอย่างยิ่งใหญ่
ฮ่องเต้ทรงจากไปด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม งานเลี้ยงวันเกิดคุณหนูตระกูลเว่ยในครั้งนี้ทำให้พระองค์รู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก เพราะปัญหาที่กวนใจพระองค์มานานหลายปีได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสมเสียที
สำหรับผู้คนที่มางานเลี้ยงในจวนทั้งหมดกลับมีเพียงเว่ยเจี่ยวอิงที่มีสีหน้าตื่นเต้นดีใจเพียงผู้เดียว ส่วนที่เหลือต่างมีสีหน้าที่เรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ออกมา
“ยินดีกับคุณหนูรองด้วย ผู้ใดจะคาดคิดว่าคุณหนูรองของจวนแม่ทัพจะได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้มากถึงเพียงนี้ ซ้ำฮ่องเต้ยังทรงรับสั่งให้คุณหนูเข้าวังเป็ไท่จื่อเฟยขององค์ไท่จื่อด้วย นี่ช่างเป็เื่ที่น่ายินดียิ่งนัก”
“จริงด้วย ส่วนคุณหนูใหญ่จวนแม่ทัพนางช่างเป็สตรีที่โง่เขลาเสียจริง หากเป็ข้ามิต้องคิดสิ่งใดให้มากความ ยินดีตอบรับอภิเษกสมรสกับองค์ไท่จื่ออย่างแน่นอน!”
“เป็เช่นนั้น ต้องคุณหนูรองจวนแม่ทัพนี่สิ ที่มีสติปัญญาและสายตาที่กว้างไกลยิ่งกว่าขุนหนูใหญ่!”
ทันทีองค์ฮ่องเต้เสด็จจากไป บรรดาผู้ที่มาร่วมเฉลิมฉลองวันเกิดของเว่ยฉางอันต่างก็ลืมจุดประสงค์เดิมของตนที่เดินทางมาร่วมงาน ราวกับนัดหมายกันไว้ ทุกคนต่างลืมเหตุการณ์ที่ฮ่องเต้ทรงตำหนิเว่ยเจี่ยวอิงไปจนหมดสิ้น แต่กลับพากันเข้ามารุมล้อมเว่ยเจี่ยวอิงเพื่อเอาใจนางแทน องค์ไท่จื่อที่เดิมทีรู้สึกไม่พอใจกับเื่ราวที่เกิดขึ้นอยู่แล้วก็รีบจากไปเช่นกัน โดยไม่แม้แต่จะชายตามองเว่ยเจี่ยวอิง
เมื่อเห็นว่าหรงฉีกำลังจะจากไป ภายในใจของเว่ยเจี่ยวอิงก็รู้สึกเศร้าหมอง แต่ด้วยตำแหน่งองค์ไท่จื่อของเขานั้นทำให้นางไม่กล้าที่จะรั้งหรือเอ่ยอันใดกับเขาอีก
ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้เว่ยเจี่ยวอิงที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากผู้คนมากมายเช่นนี้ เพียงไม่นานเริ่มรู้สึกว่าตนกำลังล่องลอยไปกับสายลมอย่างลืมตัว ท่าทางราวกับนกยูงรำแพนหางอวดโฉมแต่ทว่าใบหน้าที่เหย่อหยิ่งกับท่าท่างของเว่ยเจี่ยวอิงเมื่อนำมารวม ๆ กันมันกลับดูน่าขบขันเสียมากกว่า
หรงหลีเซิงปรายตามองเว่ยเจี่ยวอิงจากหลังหน้ากากด้วยสายตาเยาะเย้ยพร้อมดูแคลนเว่ยเจี่ยวอิงภายในใจ
สตรีโง่.
ทั้งที่เป็บุตรสาวบิดาคนเดียวกันแต่เหตุใดบุตรสาวทั้งสองของจวนแม่ทัพกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงเพียงนี้เล่า?
เมื่อคิดได้เช่นนั้นหรงหลีเซิงก็คว้าแขนเว่ยฉางอันที่ยืนนิ่งเฉยอยู่ข้าง ๆ เข้ามาหาตนอย่างรวดเร็ว เว่ยฉางอันเผลอร้องเสียงหลงออกมาด้วยความใคิดว่าตนเองกำลังสะดุดล้มลง แต่ทว่ากลับเป็หรงหลีเซิงที่กำลังประคองนางไว้ที่ตัก
“นี่…หวางเฟยน้อย ข้าหวังเป็อย่างยิ่งที่จะได้เห็น 'ความจริงใจ' ของเ้าในอีกสามวันข้างหน้า” หรงหลีเซิงกระซิบข้างหูของเว่ยฉางอัน โดยใช้ท่าทางสนิทสนมจากการประคองนาง แล้วยังเ้าเล่ห์ตีเนียนพ่นลมหายใจรดที่ข้างหูนางอีกด้วย
หลังจากนั้นหรงหลีเซิงจ้องมองเว่ยฉางอันที่หน้าแดงก่ำด้วยความพึงพอใจแล้วก็ปล่อยเว่ยฉางอันลงจากตัก พร้อมผลักล้อรถเข็นตนเองออกจากจวนแม่ทัพด้วยรอยยิ้มขบขัน
ท่าทางของพวกเขาทั้งสองราวกับกำลังหยอกล้อถกเถียงกันด้วยความรักใคร่
บ่าวรับใช้ข้าง ๆ ต่างก็แก้มแดงด้วยความละอายพวกนางพลางคิดในใจว่าชินอ๋องผู้นี้ช่างกล้าหาญยิ่งนักที่กล้าโอบกอดกับคุณหนูใหญ่จวนแม่ทัพอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้
บ่าวรับใช้ในจวนเมื่อเห็นว่าคุณหนูใหญ่ของตนหน้าแดงก่ำเช่นนั้น ต่างก็คิดว่าคุณหนูใหญ่คงถูกชินอ๋องกล่าวด้วยถ้วยคำหวาน ๆ ถึงได้มีสีหน้าเช่นนั้นเป็แน่
แน่นอนว่าใบหน้าของเว่ยฉางอันแดงจริง แต่ไม่ใช่เพราะเขินอายใด ๆ แต่เพราะนางกำลังโกรธ!
แท้จริงชินอ๋องผู้นี้ ช่างเป็บุรุษที่ไร้ยางอายเกินไปแล้ว!
เขากล้ากระทำอุกอาจเช่นนี้ในที่แจ้งได้อย่างไรกัน! ซ้ำยังกล้าเรียกนางเช่นนั้น เขาช่างไร้ยางอายยิ่งนักและนางไปเป็หวางเฟยน้อยของเขาเมื่อใดกัน!
เว่ยฉางอันหายใจเข้าลึก ๆ พยายามจะระงับสติและอารมณ์ของตนเอง หลังจากที่ยับยั้งความโกรธของตนได้แล้วจึงหันไปมองเว่ยเจี่ยวอิงที่กำลังโอ้อวดตนเองอยู่
เมื่อครู่เว่ยฉางอันได้ยินคำนินทาดูแคลนของคนเ่าั้แล้วแต่ก็ไม่ได้สนใจอันใดนัก
ในเมื่อปากอยู่บนศีรษะผู้อื่นพวกเขาอย่างจะเอ่ยอันใดก็ให้เอ่ยออกมาเถิด ชีวิตนี้ของนางมีหลายอย่างให้ทำอีกมากมายนางไม่อยากเสียเวลามาใส่ใจคำพูดเ่าั้
“หึ ท่านพี่ข้าต้องขอภัยท่านด้วยที่แย่งตำแหน่งไท่จื่อเฟยของท่านไป” เว่ยเจี่ยวอิงยกมือมือมาลูบผมของตน พลางเดินเข้ามาหาเว่ยฉางอันแล้วเอ่ยพร้อมยิ้มที่ดูใสซื้อบริสุทธิ์แต่แฝงความเย้ยหยันไว้ในน้ำเสียง
เว่ยฉางอันในชาตินี้ไม่ใช่คนใสซื่อบริสุทธิ์เมื่อครั้งก่อน นางจะยอมให้เว่ยเจี่ยวอิงโอ้อวดอย่างสบายใจเช่นนี้ได้อย่างไรเล่า?
“จุ๊จุ๊ น้องรอง เ้าเอ่ยอันใดต้องระวังปากไว้บ้าง กล่าวกระไรนะ?..ยึดตำแหน่งไท่จื่อเฟยไปงั้นรึ แต่เ้าเป็เพียงเซ่อเฟยเท่านั้นมิใช่หรือ?” เว่ยฉางอันมองหน้าที่บวมเป่งราวกับหน้าหมูของเว่ยเจี่ยวอิง เอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยซ้ำยังเน้นคำว่า ‘เซ่อเฟย’ อย่างหนักแน่น
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของเว่ยฉางอันสีหน้าของเว่ยเจี่ยวอิงก็เปลี่ยนไปทันที
นังสารเลวเว่ยฉางอันกำลังเยาะเย้ยว่านางเป็เพียงเซ่อเฟยงั้นรึ!
ก่อนที่เว่ยเจี่ยวอิงจะทันได้เอ่ย เว่ยฉางอันก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงเ็า
“น้องรองเ้าจงจำไว้ด้วยเถิด หากเ้ากล่าวเช่นนี้ในจวนข้ายังรับได้ แต่ถ้ากล่าวเช่นนี้นอกจวนแม่ทัพเมื่อใด ผู้อื่นจะต้องนินทาว่าจวนแม่ทัพสั่งสอนบุตรสาวอย่างไร ถึงได้กล้าให้บุตรสาวของอนุกล่าวอวดดีว่าตนได้เป็ไท่จื่อเฟยแต่แท้จริงกลับเป็แค่เซ่อเฟย!”
“เว่ยฉางอัน! เ้ามีสิ่งใดให้โอ้อวดข้าได้งั้นรึ?! เ้าเพียงแต่เป็พระชายาขององค์ชายรองที่เป็เพียงคนพิการเท่านั้น ยังมิอาจเทียบข้าที่เป็พระเซ่อเฟยของไท่จื่อ!” เว่ยเจี่ยวอิงถูกยั่วยุจนไม่อาจกลั้นความโกรธของตนเองได้อีกต่อไป ชี้นิ้วไปที่เว่ยฉางอันด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวจนใบหน้าที่งดงามกลับดูน่าเกลียดในทันใด
แต่ทว่าสีหน้าของเว่ยฉางอันกลับแข็งค้างขึ้นในพริบตา
ขณะที่เว่ยเจี่ยวอิงกลับคิดว่าตนเองได้จี้ใจดำของเว่ยฉางอัน จึงยิ่งทะนงตนมากขึ้น
“หึ เป็อันใดไปเล่า? ข้าจี้ใจดำเ้าเ้าสินะ? ในใจ...อ๊ะ!”
“เพียะ!”
เว่ยเจี่ยวอิงยังไม่ทันกล่าวจบ ก็ถูกเสียงฝ่ามือกระทบกับแก้มของนางดังกึกก้องพร้อมกับความเ็ปบนใบหน้าขัดจังหวะการพูดของนางแทน
ใบหน้าของเว่ยเจี่ยวอิงที่ถูกแมลงกัดจนบวมแดงไปทั้งแผ่น และรอยฝ่ามือของเว่ยฉางอันก็หนักหน่วงอีก จึงเพิ่มความเ็ปให้จนทนไม่ไหว
“แก! หญิงชั่ว! เ้ากล้าตบข้าหรือ! เ้ารู้บ้างไหมว่าตอนนี้ข้ามีสถานะ...อ๊ะ!”
“เพียะ!”
อีกตบหนึ่ง.
เว่ยเจี่ยวอิงที่ถูกตบจิตใจก็เริ่มสับสนวุ่นวาย ขณะที่เหล่าคุณหนูตระกูลขุนนางทั้งหลายต่างก็พากันเงียบกริบ ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยสิ่งใดออกมา
เว่ยฉางอันกลับเพียงยิ้มเ็าจ้องมองเว่ยเจี่ยวอิงด้วยสายตาเย็นะเื
“เว่ยเจี่ยวอิง เมื่อครู่เ้าพูดอันใดกัน? ิ่ประมาทฮ่องเต้อยู่งั้นรึ? ผู้ใดให้เ้าบังอาจ!” เว่ยฉางอันพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “ดูเหมือนจำเป็ต้องให้บิดาหาอาจารย์มาสอนมารยาทแก่เ้าเสียแล้วกระมังจะได้ไม่ต้องถูกผู้อื่นนินทาว่าจวนแม่ทัพแห่งนี้มิได้สั่งสอนบุตรสาวของอนุ!”
เว่ยเจี่ยวอิงไม่ยอมแพ้ “อย่างไร! ข้าพูดผิดไปงั้นหรือ? ต่อให้เ้าได้เป็หวางเฟยแล้วอย่างไร! ก็แค่องคืชายที่พิการซ้ำใบหน้ายังเสียโฉม เ้ายังคิดว่าองค์ชายยังเป็เทพาเหมือนอดีตอีกงั้นรึ!?” นางกุมหน้าตัวเอง ความโกรธแค้นพลุ่งพล่านออกมาอย่างบ้าคลั่ง “มิเชื่อข้า ก็ไปถามผู้อื่นสิ! ทุกคนกล่าวเช่นเดียวกับข้า!”
เว่ยฉางอันได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเย็นหนึ่งที ตวัดสายตาอย่างเยือกเย็นสำรวจผู้คนที่อยู่ตรงหน้าจากนั้นค่อย ๆ เอ่ยออกว่า “องค์ชายรองเริ่มออกรบั้แ่วัยเพียงสิบสามปี มีผลงานรบอันยิ่งใหญ่ ทรงปกป้องชาติบ้านเมืองที่พวกเ้ากินนอนอยู่! ซ้ำยังเป็องค์ชายที่ได้อวยยศเป็ชินอ๋อง องค์ชายได้เสียสละสิ่งใดไปมากมาย ในหัวของพวกเ้าแท้จริงแล้วคิดว่าองค์ชายรองเป็เช่นนั้นหรอกหรือ!?”
บรรดาบุตรสาวของขุนนางทั้งหลายต่างพากันสะดุ้งใกลัว
คำพูดเช่นนี้หากกล่าวในที่ลับหลังแล้วก็ไม่นับว่าเป็การผิดประการใด แต่บัดนี้ได้หยิบยกขึ้นมากล่าวต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ พวกนางจะกล้าเอ่ยได้อย่างไรเล่า?
ซ้ำผู้ที่จะเป็หวางเฟยในวันข้างหน้ายังคงยืนอยูที่นี้หรือตอ่ให้เว่ยฉางอันไม่ได้ยืนอยู่ที่นี้พวกนางก็คงไม่กล้าที่จะกล่าวถึงหรงหลีเซิงอย่างเปิดเผยต่อกลุ่มผู้คนเช่นนี้แน่
นั้นเพราะว่าต่อให้อูฐจะผอมโซอย่างไรมันก็ยังใหญ่กว่าม้า*[1] ถึงหรงหลีเซิงจะเป็ดั่งเช่นวันนี้ แต่ชื่อเสียงที่น่าเกรงขามของเขาก็ยังคงมีอำนาจและเป็ที่ยำเกรงต่อผู้อื่นอยู่
เมื่อคิดได้ดังนี้บุตรสาวขุนนางทั้งหลายจึงมองไปยังเว่ยเจี่ยวอิงด้วยสายตาขุ่นเคือง
นางช่างโง่เขลายิ่งนัก! รู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังลากพวกนางลงเหวไปด้วย!
“คุณหนูใหญ่เข้าใจผิดแล้ว พวกข้าเป็เพียงสตรีธรรมดา ๆ ยังมิทันได้ออกเรือน จะไปกล้ากล่าววาจาิ่องค์ชายรองเช่นนั้นได้อย่างไรกัน?” เหล่าบุตรสาวขุนนางที่รู้จักคิดอ่านได้ ต่างเริ่มทยอยเดินมาขอโทษเว่ยฉางอัน “รบกวนคุณหนูรองอย่านำเื่ที่ไม่มีมูลจริงมากล่าวหาผู้อื่นเช่นนี้"
บรรดาบุตรสาวขุนนางต่างมองไปที่เว่ยเจี่ยวอิง พวกนางไม่ได้มองเว่ยเจี่ยวอิงด้วยความอิจฉาหรืออยากจะเอาอกเอาใจนางอีกต่อไป บัดนี้พวกนางกลับเกลียดชังเว่ยเจี่ยวอิงที่เกือบจะพาพวกนางไปซวยด้วย!
เว่ยฉางอันได้ยินดังนั้นก็มิได้กล่าวอันใดอีก เพียงแต่หันไปมองบุตรสาวขุนนางนางอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
บุตรสาวขุนนางที่เหลือต่างสะดุ้งใจึงรีบเห็นชอบด้วยทันที!
เว่ยฉางอันเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย แต่ทว่ารอยยิ้มนั้นมิได้ไปถึงดวงตา
“ช่างมันเถิด ขออภัยที่ให้ทุกท่านเห็นเื่น่าขบขันเช่นนี้”
กล่าวด้วยถ้อยคำเช่นนี้หมายความว่า เว่ยเจี่ยงอิงเป็เื่ที่น่าขบขันเท่านั้น
[1] อูฐผอมโซยังใหญ่กว่าม้า : แม้จะตกต่ำลงไปแค่ไหน แต่ก็ยังมีดีกรีและบารมีที่เหนือกว่าผู้อื่น เปรียบเสมือน ‘อูฐผอม’ ที่แม้จะผอมแต่ก็ยังมีขนาดใหญ่กว่า ‘ม้า’