บทที่ 6 รูปปั้นที่แตกหัก
พวกเราจึงปรับทิศทางของรถให้ตรง แล้วขับตามเส้นตรงไป จากนั้นผมก็เอาผ้ามาปิดตาตัวเองให้มิดชิด แล้วขับรถไปโดยที่ตาถูกปิดอยู่ นี่อาจจะเป็ประสบการณ์ที่ผมอาจไม่ได้ััอีกเป็ครั้งที่สองในชีวิต ด้วยความกลัว ผมจึงขับรถอย่างช้าที่สุด แต่ก็เร็วกว่าคนเดินปกติไม่มากนัก ขับไปประมาณครึ่งชั่วโมง ต้าเหว่ยก็ะโขึ้นมาว่า
"หยุด!" ผมรีบปลดผ้าปิดตาออกด้วยความตื่นเต้น ภาพที่ปรากฏสู่สายตาเหมือนมีคนเอาน้ำเย็นมาราดหัว ฐานรูปปั้นที่ผุพังนั่นปรากฏขึ้นอีกครา
"เกิดอะไรขึ้น? มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า?" ผมรีบถามต้าเหว่ย
ต้าเหว่ยส่ายหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แล้วพูดว่า "ถนนเส้นนี้...ฉันคิดว่ามันตรง"
"บ้าน่า! ถนนตรงแล้วจะวนกลับมาได้ยังไง โลกกลมนะ หรือว่าเราขับรถวนรอบโลกมาแล้ว?!" ผมถามเสียงดัง
"อาจจะ...พวกเราอาจจะวนรอบโลกจริง ๆ ก็ได้..." ต้าเหว่ยพูด
"หา?!"
"เช่น ข้างหน้าอาจมีหลุมดำ แล้วพวกเราก็ผ่านหลุมดำไปทุกครั้ง จากนั้นก็ขับรถกลับมาจากอีกฝั่งของโลก" ต้าเหว่ยอธิบาย
"เหลวไหล ต้าเหว่ย ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่านายมีจินตนาการดีจนเชื่อมโยงไปถึงนิยายวิทยาศาสตร์ได้ด้วย" ผมเอ่ย ต้าเหว่ยเงยหน้าจ้องผม แล้วพูดเสียงดังว่า
"งั้นนายบอกมาสิ ทำไมถึงวนกลับมาอีกรอบ ถนนเส้นนี้ตรงใช่มั้ย มันตรงจริง ๆ ใช่มั้ย" ภายในห้องคนขับเงียบสนิท ผมกับต้าเหว่ยจ้องหน้ากัน ต่างคนต่างก็พูดอะไรไม่ออก
"นายปิดตาขับ เดี๋ยวฉันเปิดเอง" ผมพูด ต้าเหว่ยถอนหายใจ รับผ้าจากผมแล้วสลับที่นั่ง พลางเอาผ้าปิดตาแล้วขับรถต่อ ผมจ้องมองไปที่ถนนสองข้างทาง บ้านเรือนแต่ละหลังแทบจะเหมือนกันแต่ทั้งหมดกลับไร้ซึ่งชีวิตชีวา มองผ่านหน้าต่างเห็นเฟอร์นิเจอร์ในบ้านเลือนราง แต่ไร้ผู้คน หน้าต่างที่มืดสนิทในสายตาของผม ราวกับกำลังแปรเปลี่ยนเป็ดวงตาของสัตว์ประหลาด มองมาที่พวกเราด้วยสายตาเยาะเย้ย ผมส่ายหัวแรง ๆ เพื่อขจัดจินตนาการเหล่านี้ออกไป หมอกเริ่มหนาขึ้น มี่หนึ่งที่หมอกหนาราวกับกลุ่มควัน จากนั้นก็ค่อย ๆ ห่างออกไป เมื่อมองไปข้างหน้า ก็พบแท่นรูปปั้นที่ผุพังอยู่ตรงนั้นจริง ๆ
"หยุดรถเถอะต้าเหว่ย" ผมเอ่ยเสียงเบา
ต้าเหว่ยจอดรถ ถอดผ้าปิดตาออก เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
"ลงจากรถ" ผมพูดขึ้นทันใด
"หา…"
"ลงจากรถ ไม่ต้องขับต่อแล้ว พวกเราจะเดินไปทีละก้าว ฉันไม่เชื่อหรอกว่ามันจะกักขังพวกเราไว้ได้" ผมว่า
"ไม่เอา แล้วรถกับสินค้าจะทำยังไง ทิ้งไว้ตรงนี้เหรอ" ต้าเหว่ยพูด ต้าเหว่ยหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทร
"ไม่มีประโยชน์หรอก ที่นี่ไม่มีสัญญาณ เมื่อเช้านี้ฉันดูแล้ว ไม่มีสัญญาณแม้แต่ขีดเดียว"
"บ้าฉิบ! ที่บ้าอะไรวะเนี่ย โทร 110 ยังไม่ติดเลย" ต้าเหว่ยไม่ยอมแพ้ กดโทรศัพท์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"งั้นแบบนี้แล้วกัน ฉันลงจากรถเดินไป นายค่อย ๆ ขับตามมา พวกเราลองกันอีกครั้ง" ผมพูด ต้าเหว่ยอับจนหนทาง เก็บโทรศัพท์แล้วตกลงตามแผน ผมเปิดประตูลงรถ เพื่อป้องกันอันตราย จึงถือชะแลงเหล็กมาด้วย เวลานี้เป็่บ่ายแล้ว แต่อากาศข้างนอกยังคงหนาวเหน็บ ราวกับลมหนาวยามรุ่งสาง ผมตัวสั่นเทิ้ม โบกมือให้สัญญาณต้าเหว่ยขับรถมาข้างหน้า เมื่อลงจากรถแล้ว ทิวทัศน์ข้างทางยิ่งกระจ่างชัดและสมจริงยิ่งขึ้น แม้กระทั่งลองใช้มือัักำแพงอิฐสีฟ้า มันเป็ตึกเก่าจริง ๆ แต่ก่อด้วยอิฐสีฟ้าแบนยาวทั้งหมด แตกต่างจากอิฐแดงหรืออิฐกลวงในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ผมคุกเข่าลงที่หน้าต่าง มองเข้าไปในบ้านที่มืดสนิท ไม่มีใครสักคน ทุกหลังเหมือนกันหมด ที่นี่อาจเป็หมู่บ้านร้างก็ได้ พวกเราเข้าใกล้ใจกลางหมอกที่หนาแน่นที่สุดทีละน้อย ผมยืนท่ามกลางหมอก ราวกับว่าทั้งตัวถูกหมอกหนาปกคลุม มองไม่เห็นสิ่งใดรอบตัว เดินไปข้างหน้าอีกก้าว หมอกก็ค่อย ๆ จางลง เดินไปข้างหน้าอีกราวยี่สิบกว่านาที แท่นรูปปั้นที่พังทลายก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างชัดเจน
ดูเหมือนว่าหมอกอาจจะเป็กุญแจสำคัญที่ส่งผลต่อการออกไปข้างนอก แต่ผมก็ไม่ได้พบความผิดปกติใด ๆ ในหมอกนั้น ทำไมการเดินทางผ่านหมอกหนาถึงกลับไปยังจุดเริ่มต้น มันไม่สมเหตุสมผลเลย ข้างฐานรูปปั้น ต้าเหว่ยจอดรถ เขาก็ลงจากรถมาสูดอากาศบ้าง ผมมองฐานรูปปั้นที่พังเสียหายตรงหน้า มันมีฐานเป็วงกลม แต่ผุพังไปหมดแล้ว ตรงกลางมีรอยแตกเป็เส้นตรง ดูเหมือนจะมีของแบน ๆ ติดอยู่ รูปปั้นนี้พังเสียหายอย่างหนัก พินิจจากภายนอกแล้ว ต้องไม่ใช่การผุกร่อนตามธรรมชาติ แต่ถูกมนุษย์ทำลาย มีรอยขวานและสิ่วมากมาย แต่เดิมรูปปั้นนี้เป็อะไรกันมันมีหน้าที่และความหมายอย่างไร ทำไมถึงถูกทำลาย แต่ฐานกลับยังคงเหลืออยู่ที่นี่ ในหัวของผมมีคำถามนับไม่ถ้วน แต่ไม่มีใครสามารถช่วยตอบได้
"ทำยังไงดี" ผมกับต้าเหว่ยยืนอยู่บนจัตุรัสมองหน้ากัน ไม่มีใครรู้ว่าควรจะทำอย่างไร
"เราไปเดินดูรอบ ๆ กันก่อนเถอะ ดูสิว่ามีใครอยู่บ้างไหม?" ผมเสนอ ต้าเหว่ยพยักหน้ารับ พวกเราล็อกประตูรถ ต้าเหว่ยถือประแจ ส่วนผมถือชะแลง เริ่มตรวจสอบในหมู่บ้าน
หมู่บ้านไม่ใหญ่ มีอาคารที่โดดเด่นสองหลัง หนึ่งคือโรงแรมซื่อฟาง อีกหนึ่งคือโบสถ์ตะวันตกหลังเล็กที่มียอดแหลม พวกเราเริ่มค้นหาทีละบ้าน ข้างในไม่มีคนจริง ๆ บางบ้านยังเปิดประตูและหน้าต่างทิ้งไว้ พวกเราเดินเข้าไป ข้างในมีเฟอร์นิเจอร์วางอยู่แต่ไร้ผู้คน เหมือนเ้าของบ้านเพิ่งจะออกไป ในครัวบนเตาก็ไม่มีอาหารใด ๆ แม้แต่น้ำมัน เกลือ ซอส น้ำส้มสายชู ที่เป็ของจำเป็ในชีวิตประจำวัน พวกเราใช้เวลากว่าสองชั่วโมงค้นหาเกือบทั้งหมู่บ้าน ไม่ต้องพูดถึงคน แม้แต่หนูตัวเดียวก็ไม่เจอ สุดท้ายพวกเราก็มองไปที่ตึกที่สูงที่สุดในหมู่บ้าน นั่นก็คือ ‘โบสถ์
’
ผมรู้สึกว่าโบสถ์นี้มีไม่ธรรมดา ทำไมหมู่บ้านโบราณถึงมีโบสถ์ มันจะเกี่ยวข้องกับรูปปั้นที่จัตุรัสหรือเปล่านะ ลานด้านนอกของโบสถ์ล็อกอยู่ โชคดีที่รั้วไม่สูง พวกเราจึงปีนเข้าไปได้อย่างง่ายดาย ประตูโบสถ์ไม่ได้ล็อกทำให้ผลักเข้าไปได้ พบว่าโบสถ์นี้เล็กกว่าที่คิดไว้มาก ตรงข้ามกับประตูทางเดินมีม้านั่งยาวสี่ตัว ทว่าล้วนพังไปหมดแล้ว ตรงกลางมีภาพของพระเยซูแขวนอยู่บนผนังจวนจะหล่นแล้ว ข้างหน้าภาพมีกองไม้ที่แตกหักอาจจะเป็โต๊ะหรืออะไรทำนองนั้น นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรอื่นอีก
"มีใครอยู่ไหม! มีใครอยู่ไหม!" ผมะโเสียงดัง มีแต่เสียงสะท้อนอันว่างเปล่า พวกเราเดินวนไปรอบ ๆ พบประตูเล็ก ๆ มองผ่านรอยแยกของประตู เห็นข้างในเป็ห้องพักเล็ก ๆ มีเตียงและชั้นหนังสือ บนประตูมีกุญแจทองเหลืองขนาดใหญ่ล็อกอยู่ ประตูค่อนข้างแข็งแรง พวกเราเตะสองสามทีก็ไม่เปิดจึงปล่อยผ่านไป
ตอนนี้ผมดูโทรศัพท์มือถือ บ่ายสี่โมงกว่าแล้ว ข้างนอกท้องฟ้ามืดครึ้ม อีกไม่นานก็จะถึงตอนกลางคืน นี่ยิ่งทำให้พวกเรากังวลมาก ใครจะรู้ว่าหมู่บ้านนี้ตอนกลางคืนจะเป็อย่างไร ทั้งหมู่บ้านมีแค่โรงแรมซื่อฟางที่พวกเรายังไม่ได้เข้าไป