ผ่านความมืดมิดที่ยาวนานร่วมนาที ในที่สุดอเล็กซ์ก็ได้ัักับแสงแดดอีกครั้ง ร่างสูงโปร่งที่ห่อหุ้มด้วยหุ่นยนต์โลหะร่อนลงพื้นได้โดยสวัสดิภาพ ทว่าเมื่อหันมองรอบตัว ชายหนุ่มถึงกับตะลึงกับภาพในครรลองสายตา บรรยากาศที่ควรเป็สนามหญ้าบ้านตัวเองกลับไม่คุ้นตาโดยสิ้นเชิง
ทุกทิศทางรอบตัวอเล็กซ์เขียวขจีด้วยต้นไผ่น้อยใหญ่ บางต้นสูงพ้นหัวหุ่นเหล็กขึ้นไป บางต้นก็ยังเป็เพียงพุ่มเล็ก ๆ รอการเติบโต ขณะนี้พวกมันกำลังลู่ไปตามแรงลมราวเต้นระบำประสานท่วงทำนอง แสงแดดเจิดจ้าจากเบื้องบนส่องทะลุผ่านความพลิ้วไสวของใบ้ไผ่ เกิดเป็จุดเงาบนพื้นที่เคลื่อนตัวไปมาอย่างไร้แบบแผน
เมื่อทิวทัศน์รอบข้างไม่สามารถตอบคำถามชวนพิศวงให้กระจ่างได้ อเล็กซ์จึงชำเลืองสายตามองจอมอนิเตอร์ในห้องควบคุม ซึ่งโดยปกติจะทำหน้าที่บอกข้อมูลสภาพแวดล้อมของพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด แต่สิ่งที่ปรากฏกลับยิ่งทวีความพรึงเพริดในใจชายหนุ่มขึ้นไปอีกระดับ
ไม่สามารถระบุตำแหน่งได้
อุณหภูมิ 31 องศาเซลเซียส ความชื้นในอากาศ 69%
ถึงแม้ในคริสต์ศักราชสองพันยี่สิบแปด สภาวะโลกร้อนจะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงขึ้น แต่สามสิบเอ็ดองศาเซลเซียส สำหรับแคลิฟอร์เนียเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ไม่มีทางเป็ไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นโลกคงใกล้ถึงกาลอวสานแล้วแน่แท้
ชัดเจนแล้วว่าสถานการณ์ตอนนี้ชวนสับสนและไม่น่าไม่วางใจอย่างที่สุด นิสัยรอบคอบของอเล็กซ์ก็เริ่มทำงานทันที เมื่อเห็นว่าแบตเตอรี่ของหุ่นยนต์คู่ใจเหลือต่ำกว่ายี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ จึงเลือกที่จะเก็บมันกลับสู่แคปซูลจักรกล เผื่อยามคับขันเข้าตาจน จะสามารถใช้เป็ไพ่ตายใบสุดท้ายในการเอาตัวรอด
ออกจากหุ่นเหล็ก สองเท้าอเล็กซ์เหยียบนพื้นดินที่ถูกปกคลุมด้วยใบไผ่ที่ร่วงโรยลงมาจากต้น จากนั้นเขาจึงเริ่มออกเดินสำรวจ โดยมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกที่ดวงอาทิตย์กำลังลดระดับต่ำลงเรื่อย ๆ รองเท้าผ้าใบหนังแกะสีขาวเหยียบย่ำไม้ไผ่แห้งกรอบ เกิดเป็เสียงที่ตามติดตัวชายหนุ่มราวกับเงา
ขณะฝีเท้าเดินย่ำ สมองก็เริ่มประมวลผลปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่เพิ่งประสบ
‘ผ่านความมืดมิดจากที่หนึ่งสู่ที่หนึ่ง ตอนนี้คิดออกอย่างเดียวคือเราทะลุผ่านรูหนอนมายังมามิติอื่น’
จริงอยู่ที่ในคริสต์ศักราชสองพันยี่สิบแปด เทคโนโลยีของมนุษยชาติจะก้าวหน้าขึ้นอย่างก้าวะโ แต่ระดับความก้าวหน้าที่ว่าก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้การพิสูจน์เื่มิติรูหนอนกระจ่างแจ้งอย่างเป็รูปธรรม กระทั่งอเล็กซ์ที่เคยโลดแล่นอยู่ในเส้นทางวิศวกรอวกาศ ก็เคยเรียนรู้ผ่านทฤษฏีบนหน้ากระดาษเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุนี้แม้ไม่เคยเห็นกับตา แต่อเล็กซ์ก็เข้าใจหลักการของปรากฏการณ์รูหนอนพอสมควร และสิ่งที่ตนกำลังประสบอยู่ตอนนี้ ก็ดูใกล้เคียงกับทฤษฏีที่ร่ำเรียนมาไม่น้อย
‘นี่เื่จริงหรือเนี่ย’
อยากตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ ไม่รู้จะเรียกว่าเป็คนโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ ด้วยยากที่จะเชื่อว่าปรากฏการณ์ที่มนุษยชาติพยายามหาคำตอบมานับศตวรรษ กลับกลายเป็เขาที่ต้องประสบกับมันอย่างไม่เตรียมใจคาดฝัน และสิ่งที่แย่ที่สุดคือรูหนอนที่เป็หนทางเดียวในการกลับบ้าน บัดนี้หายวับไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
ผ่านไปครู่ใหญ่ ความอ่อนแรงลงในทุกย่างก้าวบ่งบอกว่าระยะทางที่อเล็กซ์สืบเท้ามาไม่น่าจะต่ำกว่าห้ากิโลเมตร ลมหายใจชายหนุ่มเริ่มถี่ขึ้น ผลจากการใช้ชีวิตท่องราตรีหนักหน่วง และไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายเริ่มสำแดงเดช
ทอดสายตามองไปยังทิศตะวันตก พบว่าขณะนี้ดวงตะวันอยู่ห่างจากเส้นขอบฟ้าเพียงนิด อีกไม่นานยามราตรีก็จะย่างกรายเข้ามา และหากเป็เช่นนั้น สำหรับอเล็กซ์ที่ตอนนี้ยังคงมืดแปดด้านย่อมไม่ใช่เื่น่ายินดี เขาไม่มีข้อมูลใด ๆ กับสถานที่แห่งนี้เลย คาดเดาไม่ได้ว่ามีอันตรายรูปแบบใดรออยู่บ้าง
ขณะที่กำลังกลัดกลุ้มคิดไม่ตก พลันแว่วเสียงสายน้ำไหลก็ลอยเข้าโสตประสาทชายหนุ่ม ไม่รอช้า อเล็กซ์เร่งฝีเท้ามุ่งสู่ต้นเสียงทันที จากนั้นเพียงไม่เกินสองร้อยเมตรก็พบกับลำธารเล็ก ๆ สายหนึ่ง น้ำใสปานกระจกเคลื่อนตัวคดเคี้ยวตามแนวร่องหินอย่างเฉื่อยช้า
อย่างน้อยใน่เวลาวิกฤติเช่นนี้ สำหรับอเล็กซ์ การได้ดื่มน้ำเย็น ๆ ดับกระหายช่วยให้สมองคิดหาวิธีแก้ปัญหาได้ดีขึ้น
‘สงสัยคืนนี้คงได้นอนกลางป่านี้แล้ว รู้งี้น่าจะไปปาร์ตี้กับทุกคนด้วย เฮ้อ รู้อะไรไม่เท่ารู้งี้จริง ๆ’ ชายหนุ่มถอนหายใจรำพึงขณะใช้อุ้งมือสองข้างวักน้ำใสในลำธารขึ้นดื่ม
เมื่อความกระหายถูกดับมอดลง ความสดชื่นฟื้นตัวขึ้นส่วนหนึ่ง สมองเริ่มแล่นอย่างที่ควรจะเป็ อเล็กซ์นั่งเอนกายพิงก้อนหินริมลำธารอยู่อีกครู่ ก่อนลุกพรวดขึ้นยืน ใช้มือปัดเศษใบไม้ที่ติดตามกางเกงออก แล้วเริ่มย่างฝีเท้า เดินทางต่อไป
‘เดินเลียบลำธารนี้ไปเรื่อย ๆ คงมีโอกาสได้เจอกับเมือง ถ้ามืดจนมองทางไม่เห็นเมื่อไรก็ค่อยหาที่นอน’ ชายหนุ่มวางแผนในใจ ตระหนักได้ว่าองค์ความรู้ที่ทำให้ได้รับการยกย่องว่าเป็อัจฉริยะไม่ได้ช่วยเขาในยามนี้นัก
‘ไม่เคยรู้สึกวังเวงกับผีตากผ้าอ้อมเท่านี้มาก่อนเลย’
ห้วงความคิดของอเล็กซ์ขณะกำลังเหม่อมองท้องฟ้าสีส้มยามสนธยา
เป็เวลากว่าสี่ชั่วโมงแล้วที่เขาหลุดเข้ามาในมิติพิศวงแห่งนี้ เดินเท้ามาหลายกิโลเมตร แต่ทิวทัศน์รอบข้างกลับไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย ต้นไผ่สูงใหญ่ยังคงปกคลุมทุกทิศทางสุดลูกหูลูกตาเช่นเดิม ราวกับว่านี่คือป่าไผ่เขาวงกตที่ไม่มีทางออก
สลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป อเล็กซ์สืบเท้าต่อ ด้านหน้าคือเนินที่ทอดตัวลาดลงไปด้วยระดับความชันที่พึงระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นเมื่อผสมเข้ากับเศษใบไม้มากมายที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น อาจเกิดโอกาสลื่นไถลได้โดยง่าย
ขณะที่อเล็กซ์กำลังกึ่งเดินกึ่งนั่ง ถูลู่ถูกังลงเนินอย่างยากลำบาก พลันสายตาเหลือบมองเห็นสิ่งหนึ่งรูปร่างคล้ายมนุษย์นอนแน่นิ่งอยู่ตรงกลางพื้นที่ด้านล่างที่มีลักษณะเป็แอ่งกระทะ
ชายหนุ่มใระคนมีหวัง จนลืมตัวเร่งความเร็วฝีเท้า แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ตามมาไม่สวยนัก ร่างสูงโปร่งลื่นไถลกลิ้งม้วนหลายตลบตกลงจากเนิน เสียงร่างคลุกฝุ่นสลับกับเสียงครวญครางในลำคอชายหนุ่มดังเป็ระยะ ๆ สุดท้ายจางหายลงพร้อมร่างสูงที่หยุดนิ่งบนพื้นแอ่งกระทะเบื้องล่างในท่านอนคว่ำ ห่างจากสิ่งที่เขาเห็นไม่ถึงร้อยเมตร
แม้จะรู้สึกน่วมไปทั้งตัวจากกระแทก แต่ตอนนี้ความอยากรู้อยากเห็นมีอำนาจเหนือกว่าหลายเท่า อะดรีนาลีนทำงานแข็งขันกลบเกลื่อนความเ็ปอยู่หมัด อเล็กซ์รีบลุกขึ้น ปัดใบไม้ทั่วตัวออกอย่างลวก ๆ ก่อนเร่งฝีเท้าที่แทบจะเป็การวิ่ง มุ่งหาร่างที่นอนแน่นิ่ง เมื่อถึงเป้าหมาย ชายหนุ่มไม่รอช้า ประคองร่างเบื้องหน้าขึ้นมาดูอาการในอ้อมแขน
ทว่า วินาทีนั้นเอง อเล็กซ์ก็รู้ตัวทันทีว่าติดกับดักเข้าเสียแล้ว…สิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนเขาไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็หุ่นฟาง!
ยังไม่ทันที่อเล็กซ์จะเคลื่อนไหวเอาตัวรอดตามสัญชาตญาณ พลันปรากฏตาข่ายที่ติดตั้งไว้บนกิ่งไผ่ ร่วงลงมาคลุมร่างเขาเสียก่อน อิสระภาพของชายหนุ่มถูกจำกัดโดยทันที
‘ที่ไหนก็ยังไม่รู้ แถมยังโดนจับตัวอีก มันจะซวยไปถึงขนาดไหนกันวะเนี่ย!’ อเล็กซ์สบถเกรี้ยวกราดในใจ พลางสมองส่วนอื่นคิดหาวิธีแก้ให้หลุดจากพันธนาการโดยเร่งด่วนที่สุด
ในความโชคร้าย ยังมีความโชคร้ายอีกชั้นซ้อนอยู่ ตาข่ายนี้เหนียวแน่นทนทานกว่าที่คิด และเมื่อเพ่งพินิจในระยะใกล้ อเล็กซ์ก็รู้สึกไม่คุ้นตากับวัสดุของมันเอาเสียเลย ราวกับเป็สิ่งที่ไม่มีในโลกที่เขาอาศัย
“ดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์ ตาข่ายผนึกปราณของพวกข้าเป็ของชั้นดี ต่อให้เป็นักยุทธ์ผู้ฝึกตนขั้นสูงสุดก็สิ้นท่าได้โดยง่าย ไม่ต่างจากปลาในอวน”
ขณะที่อเล็กซ์กำลังตะเกียกตะกาย พลันสุ้มเสียงชั่วร้ายในภาษาที่อเล็กซ์ไม่คุ้นเคย แต่เข้าใจได้ด้วยเครื่องช่วยสื่อสารควอนตัมอัลกอริทึ่ม ดังมาจากมุมสลัวทิศเหนือของแอ่งกระทะ จากนั้นตามด้วยเสียงฝีเท้าย่ำใบไม้ คะเนจากสิ่งที่ได้ยิน ผู้มาเยือนคงมีไม่น้อยกว่าสองคน
คล้อยหลังการพลิกตัวไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดอเล็กซ์ก็เริ่มตั้งหลักได้ เขาใช้ข้อศอกทั้งสองข้างเหยียดยันพื้นเอาไว้ ประคองตัวในท่ากึ่งนอนหงาย กวาดสายตามองรอบทิศทาง หาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น
ทันใดนั้น ชำเลืองเห็นบุรุษร่างกำยำสามคนในชุดคลุมสีน้ำตาลเข้ม ลักษณะหน้าตาละม้ายชาวเอเชียตะวันออกทั่วไป สองคนไว้ผมยาว อีกหนึ่งศรีษะล้านเกรียน
ทั้งสามพกพากระบี่ในมือ และขณะนี้กำลังย่างสามขุมเข้าหาอเล็กซ์ที่อยู่ในพันธนาการตาข่ายจากสามมุมราวกับราชสีห์เข้าโอบล้อมลูกแกะผู้ตื่นกลัว แตกต่างเพียงอย่างเดียวคืออเล็กซ์ไม่ได้กลัว ชายหนุ่มผ่านสมรภูมิรบมาอย่างโชกโชน ความรักตัวกลัวตายค่อย ๆ เหือดหายไปในทุก ๆ ศพที่เขาฆ่าฟัน สุดท้ายกลายเป็แห้งสนิท ดังนั้น ห้วงความรู้สึกตอนนี้จึงมีแต่ความงุนงงและหงุดหงิด
“เ้าเป็ใครกัน ทั้งทรงผม อาภรณ์ที่สวมใส่ช่างแปลกพิกลไปเสียหมด ตลอดชีวิตข้าไม่เคยเห็นคนแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อนใน ‘เมืองไคชุน’ หรือแม้แต่ ‘จักรวรรดิเหลียนหยาง’ ก็ยากที่จะพบเจอ”
บุรุษที่ยืนในตำแหน่งกึ่งกลาง ท่าทางบ่งชัดว่าเป็หัวหน้าของกลุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงโอหัง และเมื่อเห็นเป้าหมายไม่ได้เอ่ยตอบใด ๆ จึงว่าต่อ
“แต่ก็ช่างมันเหอะ ข้าไม่สนใจแม้เพียงนิดอยู่แล้วว่าเ้าเป็ใคร สิ่งเดียวที่ข้าสนใจคือทรัพย์สินทั้งหมดที่ติดตัวเ้า จงมอบมันมาให้พวกข้าทั้งหมดเดี๋ยวนี้ แล้วข้าจะปราณีไว้ชีวิตเ้า”
“เมืองไคชุน? จักรวรรดิเหลียนหยาง? นี่สรุปว่าข้าอยู่ที่ไหนกันแน่”
ภาษาอังกฤษที่อเล็กซ์ใช้ตอบถูกแปลงเป็ภาษาแห่งโลกมิติคู่ขนานด้วยอานุภาพของเครื่องช่วยสื่อสารควอนตัมอัลกอริทึ่มได้อย่างลื่นไหลไร้รอยต่อ แม้กระทั่งสำเนียง หรือวิธีเรียบเรียงรูปประโยค ก็แเีไม่มีข้อพิรุธ ราวกับว่าอเล็กซ์พูดภาษานี้มาั้แ่ลืมตาดูโลก ทั้งที่ความจริงเขาเพิ่งมาถึงสถานที่สุดพิสดารแห่งนี้เพียงกี่ชั่วโมง
ได้ยินคำตอบเฉไฉของอเล็กซ์ บุรุษผู้มาเยือนทั้งสามรู้สึกเหมือนถูกยั่วโทสะ “เ้าไม่ต้องแกล้งบ้า! พวกข้าโจรูเาสามพยัคฆ์แห่งเมืองไคชุนประสงค์เพียงทรัพย์สิน หากไม่จำเป็ประการใดก็ไม่อยากคร่าชีวิตผู้ใด ฉะนั้นข้าจะพูดอีกครั้งว่าอย่ามายั่วโทสะ เช่นนั้นข้าเองก็ไม่ลังเลที่จะลงมือ”
จากการข่มขู่เริ่มเปลี่ยนเป็กรรโชก ทว่าก็เช่นเคย อเล็กซ์ยังไม่สะทกสะท้านต่อความเดือดดาลของอีกฝ่าย
“ข้าย้ำเช่นเดิม หากพวกเ้าอธิบายให้ข้ากระจ่างก่อนว่าเมืองไคชุน จักรวรรดิเหลียนหยาง คือที่ไหน หากคำตอบพวกเ้ามีประโยชน์ อยากได้สิ่งใด หากไม่เหลือบ่ากว่าแรง เดี๋ยวข้ามอบให้”
ขณะอเล็กซ์กำลังประหลาดใจกับสำเนียงการพูดของตนที่ราวกับอยู่ในโลกวรรณกรรมตะวันออก อีกด้านหนึ่ง ประโยคดังกล่าวกลับดึงเชือกเส้นสุดท้ายที่เหนี่ยวรั้งโทสะของเหล่าโจรูเาให้ขาดผึง
“ความตายนี้เ้าเป็ผู้เลือกมันเอง แม้พวกข้าจะเป็เพียงโจรูเา แต่ ‘พลังปราณ’ ก็อยู่ในระดับนักยุทธ์ผู้ฝึกตนขั้นเจ็ด ตัวแปลกประหลาดอย่างเ้าดันมายั่วโทสะพวกข้าเอง อย่าหาว่าข้าใจทมิฬเลย”
เมื่อเสร็จสิ้นวาจา ทั้งสามก็พุ่งกระโจนเข้าหาอเล็กซ์ที่ตกเป็เป้านิ่ง ทว่าใน่วินาทีเดียวกันนิ้วของอเล็กซ์ก็ว่องไวพอที่จะกดปุ่มแคปซูลจักรกลในมือ
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหว ตามด้วยคลื่นสายลมระลอกใหญ่แผ่จากจุดที่อเล็กซ์สิ้นอิสรภาพในตาข่าย พุ่งเป็แนวยาว ไกลออกไปหลายสิบเมตร ใบไผ่บนพื้นดินฟุ้งกระจาย โปรยปรายดุจสายฝน
ต้นเสียงคือกระบี่ทั้งสามเล่มของโจรูเาสามพยัคฆ์ที่ควรจะฟันเฉือนลงบนกายเนื้อของอเล็กซ์ แต่ผลลัพธ์กลับไม่คาดคิด เพราะปรากฏดาบเล่มั์ที่ต่อให้กระบี่ทั้งสามมัดรวมกัน ขนาดก็ยังไม่ได้แม้เพียงเสี้ยว ขวางวิถีโจมตีได้ทันเวลาพอดิบพอดี
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ยังไม่ใช่ที่สุดของความตกตะลึงระดับตาแทบหลนจากเบ้าของโจรทั้งสาม ผู้ที่ถือดาบเล่มั์นี้อยู่ต่างหากทำให้พวกเขาใยิ่งกว่า จากชายหนุ่มท่าทางประหลาด บัดนี้เปลี่ยนร่างเป็โลหะรูปร่างคล้ายมนุษย์ ทว่าสูงใหญ่จนต้องเงยมองเกือบสุดคอ
หลังวินาทีแห่งความตะลึงงัน อเล็กซ์ก็ควบคุมมือขวาที่ถือดาบเล่มั์ของหุ่นให้เงื้อฟันออก โจมตีใส่กลุ่มโจรูเา ผลคือเ้าของกระบี่ทั้งสามต่างกระเด็นไปคนละทิศทาง กลิ้งเป็ลูกขนุนที่ถูกไถลไปตามพื้น
แม้สะบักสะบอมไม่น้อย แต่โจรูเาทั้งสามก็ไม่ถึงกับสิ้นชีพ หลังจากทุลักทุเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็ประคองตัวลุกขึ้นยืนอีกคำรบได้ จากนั้นชายผู้เป็หัวหน้ากลุ่มะโถามด้วยท่าทางที่ยากจะอำพรางความตื่นตระหนก
“เ้าเป็ใครแน่! นี่มันเคล็ดวิชาใดกัน ประหลาดยิ่งนัก แม้แต่เคล็ดวิชาระดับ ‘ัฟ้า’ ก็อาจไม่ประหลาดถึงเพียงนี้”
อีกครั้งที่อเล็กซ์ทำหูทวนลม เขารู้สึกรำคาญตาข่ายที่พัวพันอยู่บนตัวหุ่น จึงกดปุ่มเพื่อเปิดระบบความร้อนพื้นผิวหุ่น คล้อยหลังไม่กี่วินาที อุณหภูมิที่สูงกว่าหนึ่งพันองศาเซลเซียส ก็ได้หลอมละลายตาข่ายผนึกพลังปราณชั้นดีที่อีกฝ่ายอวดอ้างสรรพคุณให้กลายเป็ของเหลวในชั่วพริบตา
โจรูเาทั้งสามอ้าปากค้างกับสิ่งที่เห็น ทว่าพวกเขาก็ยังไม่ยอมจำนน คิดเข้าข้างตัวเองว่าถึงศัตรูจะพิลึกพิลั่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะแข็งแกร่งกว่าเสมอไป เป็ตายอย่างไรก็ขอสู้สักตั้งให้รู้ผล
“เคล็ดวิชาธาตุไฟ ระดับเต่าดำชั้นนภา กระบี่อาบเพลิง!” ชายผู้เป็หัวหน้าตวาดเสียง เพียงพริบตาเดียว กระบี่ที่เขากุมในมือก็ลุกท่วมด้วยเปลวเพลิงสีแดง
“ตายซะ!”
สิ้นเสียงแผดคำราม หัวหน้ากลุ่มโจรูเาง้างกระบี่อาบเพลิงขึ้นในท่าเตรียมฟัน จากนั้นพุ่งตัวด้วยความเร็วที่เกินกว่ามนุษย์โลกจะสามารถทำได้ เป้าหมายคืออเล็กซ์ที่ห่อหุ้มด้วยหุ่นยนต์ ส่วนอีกสองคนก็ตามเข้ามาสมทบแทบจะทันที เพียงแต่กระบี่ของพวกเขาปราศจากเปลวเพลิง
ถึงแม้อเล็กซ์จะยังไม่อยากเชื่อสายตากับภาพเปลวเพลิงลุกท่วมกระบี่อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งยังมีการพูดถึงเคล็ดวิชา ราวกับอยู่ในโลกนิยายกำลังภายในที่เขาเคยอ่านผ่านตามาบ้างไม่ผิดเพี้ยน อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่หนักใจแม้แต่น้อยในการรับมือการโรมรันโจมตี
‘มีทั้งพลังปราณ ทั้งเคล็ดวิชา อย่างนั้นพวกนี้ก็คือจอมยุทธ์งั้นหรือ นี่มันโลกพิสดารแบบไหนกันเนี่ย แบบนี้ขอไม่ประมาทไว้ก่อนละกัน’ อเล็กซ์วิเคราะห์สถานการณ์ตรงหน้าภายในเสี้ยววินาที พลางจิ้มที่หนึ่งปุ่มท่ามกลางปุ่มที่มีมากมายในแผงควบคุมเบื้องหน้า ผลลัพธ์คือพลังโจมตีของหุ่นยนต์จักรกลที่จะหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันอุบัติขึ้นอีกคำรบ เพียงแต่คราวนี้ผลลัพธ์แตกต่างไปจากเดิม กระบี่ของโจรผู้เขาทั้งสามแตกละเอียดเป็เสี่ยง ๆ ส่วนผู้เป็เ้าของต่างโดนแรงปะทะมหาศาลอัดจนกระอักโลหิต ร่างกำยำกระเด็นลอยไกลไปหลายสิบเมตร กระแทกกับต้นไผ่ ร่วงกองกับพื้นในสภาพไม่แน่ใจว่าเป็หรือตาย
‘อย่าเพิ่งรีบตายนะ ยังมีคำถามที่อยากรู้อีกหลายข้อเลย’
อเล็กซ์ภาวนาในใจขณะมองร่างที่นอนแผ่แน่นิ่งทั้งสาม สมองครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี โดยที่ชายหนุ่มไม่รู้ตัวเลยว่านับั้แ่การต่อสู้ฉากนี้เริ่มต้นขึ้น มีสายตาอีกคู่หนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่หลังกอไผ่จับจ้องอยู่ตลอดเวลา