ผักดองครองภพ 8 ว่าด้วยเื่ของเกลือ การถนอมอาหาร และกิ้งก่าน้อย
การทำแปลงผักในเซียนซานนั้นไม่ใช่เื่ยาก สิ่งที่เหล่าอันต้องทำก็แค่ส่งพลังทิพย์เข้าไปในหลักศิลาบนยอดเขาพร้อมกับนึกภาพว่า้าให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไรภายในเซียนซาน แล้วหลังจากนั้นมันก็จะเกิดขึ้น
ประโยชน์ของหลักศิลานี้เขาค้นพบโดยบังเอิญระหว่างพยายามเดาความหมายของอักษรที่สลักไว้ ในตอนนั้นเขาเสียสมาธินิดหน่อยแล้วคิดว่ามันคงจะดีหากมีบ้านสักหลังในเซียนซาน ทันใดนั้นหลักศิลาเรืองแสงสีขาวสว่างขึ้นมา มันตอบสนองความคิดของเขาด้วยการสูบพลังทิพย์ไปจำนวนหนึ่งแล้วสร้างกระท่อมหลังเล็กๆ ขึ้นที่เชิงเขา
เมื่อแรกเหล่าอันรู้สึกใ ก่อนจะเปลี่ยนเป็ยินดีเพราะนั่นหมายความว่าเขาจะสามารถทำงานต่างๆ ตามแผนการได้เร็วขึ้น เซียนน้อยสร้างแปลงผักขึ้นหลายแปลง มีการขุดร่องน้ำรอบๆ แปลงผักเ่าั้ด้วยเพื่อให้พืชพรรณได้รับน้ำเพียงพอ นอกจากนี้เหล่าอันยังขุดสระบัวขึ้นสระหนึ่ง และนำเม็ดบัวจากสระที่ตนเคยจบชีวิตลงมาปลูกเอาไว้ด้วย
สำหรับการปลูกผักนั้นนอกจากเมล็ดพันธุ์ที่เหล่าอันได้มาจากผู้เฒ่าเหอแล้ว เขายังนำผักบางส่วนที่ชายชรามอบให้มาปลูกเอาไว้ด้วย การใช้พลังธาตุไม้ทำให้ผักที่ถูกตัดรากไปแล้วสามารถงอกรากขึ้นมาได้ และแม้แต่เมล็ดที่อยู่ในผลก็สามารถเจริญเป็ต้นอ่อนได้เช่นกัน ส่วนผักกินหัวอย่างมัน เผือก และขิงนั้นเพียงส่งถ่ายพลังเข้าไปเล็กน้อยพวกมันก็งอกรากและแตกยอดออกมาอย่างสวยงามแล้ว
เหล่าอันใช้เวลาสองวันเต็มๆ ไปกับการปลูกผัก และในวันที่สามเด็กชายก็เริ่มศึกษาวิธีทำเกลือจากน้ำทะเลอย่างจริงจัง วิธีการที่เข้าใจได้ง่ายที่สุดคือการต้มน้ำทะเล แต่ปัญหาก็คือเขาไม่มีหม้อสำหรับต้มน้ำ ในทีแรกเหล่าอันลองใช้พลังทิพย์ขอหม้อจากหลักศิลาและมันก็ได้ผล แต่พอลองต้มน้ำทะเลดูจริงๆ เด็กชายก็พบว่ามันเป็เื่ยุ่งยากมากเกินไป เขาจึงเปิดตำราภาพขึ้นมาอีกครั้ง และหลังจากค้นหาอยู่พักใหญ่เด็กชายก็พบวิธีการทำนาเกลือ
ด้วยอำนาจวิเศษของหลักศิลาทำให้เหล่าอันสามารถเปลี่ยนพื้นที่ด้านหลังูเาให้กลายเป็นาเกลือได้อย่างง่ายดาย นาเกลือนี้แบ่งออกเป็สี่ส่วน หนึ่งคือวังขังน้ำอันเป็บ่อพักให้สิ่งเจือปนในน้ำทะเลตกตะกอนลงเสียก่อน แน่นอนว่าน้ำทะเลในเซียนซานแทบไม่สิ่งเจือปนอื่นใดนอกจากดินทรายตรงชายฝั่งที่น้ำทะเลซัดขึ้นมาเท่านั้น หลังจากน้ำทะเลตกตะกอนในวังขังน้ำแล้วมันก็จะถูกปล่อยลงในนาตากระดับพื้นของนาตากนั้นต่ำกว่าวังขังน้ำพอประมาณทำให้การไหลของน้ำทะเลเป็ไปได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือผันน้ำ ถัดจากนาตากเป็นาเชื้อและนาปลงซึ่งทั้งสองพื้นที่ก็มีระดับพื้นลดหลั่นกันลงไป เพราะการทำนาเกลือจะต้องค่อยๆ ตากน้ำทะเลไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดเกลือจะตกผลึก
อย่างไรก็ตามถึงแม้จะได้นาเกลือมาแล้วแต่กว่าจะได้เกลือก็ต้องใช้เวลา ดังนั้นในระหว่างยังไม่ได้ผลผลิตจากนาเกลือ เหล่าอันจึงใช้วิธีต้มน้ำทะเลไปก่อน เกลือที่ได้ส่วนหนึ่งถูกแบ่งไว้ใช้เป็เครื่องปรุงรส และอีกส่วนหนึ่งเอาไว้ใช้ในการถนอมอาหาร
เด็กชายสามารถใช้พลังธาตุไม้ของตนรักษาความสดของพืชผัก หรือเร่งการเจริญเติบโตของพืชในแปลงได้ แต่นั่นก็เป็การสิ้นเปลืองพลังทิพย์พอสมควร เขาจำคำเตือนของเซียนหญิงที่เคยพบบนเขาได้ดี ดังนั้นหลังจากได้เกลือมาแล้วเหล่าอันจึงวางแผนที่จะใช้เกลือถนอมอาหารแทนการใช้พลังวิเศษ
อย่างไรก็ตามการถนอมอาหารโดยใช้เกลือนั้นจำเป็ต้องใช้เกลือในปริมาณมาก เหล่าอันจึงต้องเดินทางไปยังป่าสนอีกครั้งเพื่อรวบรวมฟืนสำหรับต้มน้ำ เด็กชายมีมีดเล่มเล็กติดตัวมาเพียงเล่มเดียว การตัดไม้ด้วยกำลังตนเองจึงเป็เื่ยากเกินความสามารถ ทางเลือกที่ดีกว่าคือการใช้พลังธาตุไม้หักกิ่งสนออกมาโดยตรง และเพื่อไม่ให้การเก็บเกี่ยวในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อต้นสนมากนักจึงมีกิ่งสนเพียงสองถึงสามกิ่งที่ถูกเก็บเกี่ยวจากสนต้นหนึ่ง นอกจากนี้กิ่งไม้แห้งที่หล่นอยู่ตามพื้นกับใบสนแห้งๆ ก็เป็ตัวเลือกที่ดีสำหรับการทำเชื้อไฟเช่นกัน
ขณะเดินหาฟืนเด็กชายก็เก็บเห็ดตามรายทางไปด้วย และระหว่างที่เขากำลังขุดคุ้ยหาเห็ดใต้กองใบสนอยู่นั้นเองเสียงฝีเท้าคู่หนึ่งก็ใกล้เข้ามา มือคู่เล็กหยุดชะงักในทันทีพร้อมกับสายตาที่ตวัดมองไปทางต้นเสียงอย่างระแวดระวัง
เงาร่างสูงใหญ่ทาบทับลงบนพื้นป่า รองเท้าหนังสีดำสนิทดูแปลกตา ชายเสื้อคลุมสีดำโบกสะบัดตามจังหวะการก้าวเดิน หยกพกสีดำตัดกับสายเชือกสีแดงสดแกว่งไกวไปมาอย่างน่าชม และเมื่อหยกชิ้นนั้นกระทบกับแสงตะวันก็พลันเปลี่ยนสีเป็สีเขียวเข้มอันงดงามแปลกตา แผ่นอกที่อยู่ใต้สาบเสื้ออันขลิบด้วยแถบผ้าสีแดงสดดูแข็งแกร่งเหมือนพวกทหาร ทว่าใบหน้านั้นกลับงดงามราวกับหยกสลัก เป็ความงามที่แฝงไปด้วยความแข็งกร้าวดุดัน โดยเฉพาะดวงตาที่คล้ายจะสังหารผู้คนได้เพียงแค่จ้องมองให้นานสักหน่อย
“เสี่ยวเซียนจื่อหรือ?” ก่อนที่เหล่าอันจะได้กระทำสิ่งใดก็มีเสียงพึมพำดังขึ้นเสียก่อน ผู้พูดมิใช่บุรุษชุดดำ แต่เป็อีกคนที่เดินตามหลังมา คนผู้นี้สวมชุดสีทองอร่าม แม้แต่ลายปักยังทำจากด้ายทอง ดวงหน้าหล่อเหลาอ่อนโยนแต่ั์ตาเป็ประกายอย่างผู้ทรงภูมิ ในมือของเขามีพัดกระดาษอยู่หนึ่งเล่ม ลวดลายบนพัดเป็รูปัล่องนภาอันงดงาม และบทกลอนที่เขียนอยู่บนนั้นก็ใช้ตัวอักษรโบราณที่งดงามยิ่ง น่าเสียดายที่เหล่าอันไม่สามารถรับรู้ความหมายของบทกลอนนั้นได้
“ข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าเขาลูกนี้มีเซียนสถิตอยู่” บุรุษชุดดำกล่าวพร้อมกับสาวเท้าเข้ามาใกล้ เหล่าอันที่กำลังตกตะลึงกับรูปโฉมของบุรุษทั้งสองพลันรู้สึกตัว เด็กชายรีบผุดลุงขึ้น ประสานมือทำคารวะอย่างนอบน้อม กล่าวว่า “ข้าน้อยเป็เซียนฝึกหัดที่ขึ้นเขามาเก็บฟืนและอาหารเท่านั้นขอรับ มิได้อาศัยอยู่บนเขาลูกนี้”
“อาหาร? เหตุใดจึงไม่เสกเอาเล่า?” บุรุษชุดทองเลิกคิ้วขึ้นอย่างฉงน แต่ก่อนที่เหล่าอันจะได้ตอบอะไร ชายชุดดำก็ชิงถามขึ้นมาเสียก่อนว่า “ข้าได้กลิ่นอายเซียนชั้นสูงจากเ้า หลายวันก่อนหน้านี้เ้าได้พบเซียนบนูเานี้หรือไม่?”
“ข้าพบเซียนหญิงท่านหนึ่งขอรับ ผู้าุโมิได้แจ้งนามแก่ข้า แต่ท่านมอบถุงแสนกลนี้กับเซียนซานให้ข้าเพื่อขอบคุณที่ข้าช่วยกิ้งก่าน้อยของท่านเอาไว้ขอรับ” พร้อมกับพูดเหล่าอันก็หยิบถุงแสนกลกับเซียนซานออกมาให้ดู อีกฝ่ายเป็เซียนเหมือนกันดังนั้นเด็กชายจึงไม่นึกระแวงอันใด
“กิ้งก่า?” คิ้วเข้มของบุรุษชุดดำกระตุกและสีหน้าก็ตึงราวกับไม่รู้จะทำหน้าอย่างไร ฝ่ายบุรุษชุดทองก็ยกพัดขึ้นบังริมฝีปากแล้วหลบไปกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่นอยู่ด้านข้างอย่างหมดมาดคุณชายผู้สูงศักดิ์
ั์ตาสีอำพันของบุรุษชุดดำตวัดไปทางสหายแล้วฝ่ามือหนาก็สะบัดออก เกิดเป็คลื่นกระแทกซัดเข้าเต็มแผ่นหลังที่กำลังขดงอของบุรุษในอาภรณ์สีทอง ทว่าการโจมตีที่คล้ายจะรุนแรงนั้นก็ถูกหยุดเอาไว้ได้เพียงการสะบัดพัดเบาๆ ครั้งหนึ่ง
“จู่โจมคนไร้อาวุธเช่นนี้เ้าละอายใจบ้างหรือไม่?” บุรุษชุดทองชักสีหน้าเล็กน้อย แต่ก็มิได้มีท่าทีว่าจะโต้กลับแต่อย่างใด เขาเพียงแค่จัดรอยยับบนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยเท่านั้น
“ข้าเองก็ไม่มีอาวุธเช่นกัน” บุรุษชุดดำแก้ต่างให้ตนเอง แล้วจึงหันมาทางเหล่าอัน ไต่ถามต่อไปว่า “นอกจากมัง—สัตว์เทพที่เ้าช่วยไว้กับเซียนหญิงท่านนั้นแล้วเ้าได้พบอะไรอีกหรือไม่?”
“ไม่มีขอรับ ปกติเขาลูกนี้ก็ไม่ค่อยมีใครขึ้นมาอยู่แล้วเพราะมีสัตว์ป่าอยู่น้อย พืชผักก็ไม่มี คงมีแต่พวกทหารเท่านั้นที่ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นไปประจำอยู่ที่ป้อมปราการ”
“เช่นนั้นเหตุใดเ้าจึงมาที่นี่”
“ที่นี่ใกล้บ้านข้า มีฟืนมากมายในป่า และเห็ดในป่าก็อร่อยดี แถมยังมีคนรับซื้อเห็ดสนโดยให้ราคาดีด้วย ข้าน้อยจึงมาที่นี่ขอรับ”
“เ้าเป็เซียนแล้วเหตุใดจึงยังยึดติดกับเงินทางอีกเล่า? เ้าสมควรจะบำเพ็ญเพียรหรือไม่ก็ออกท่องไปทั่วหล้าสร้างบุญกุศลไม่ใช่หรือ?” บุรุษชุดดำยังคงสงสัย ตอนนี้เขาจะยอมปล่อยสหายหน้าตายที่ยังแอบหัวเราะอยู่ไปก่อนก็ได้
“เพราะข้าต้องทดแทนบุญคุณขอรับ นายหญิงผู้เฒ่าฝากฝังคุณชายเอาไว้ในความดูแลของข้า ข้าจะไม่ทิ้งคุณชายไปก่อนเวลาอย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นเ้าก็หาเห็ดไปขายเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในบ้านอย่างนั้นหรือ?”
“ถูกแล้วขอรับ”
“เ้ารู้หรือไม่ว่าเซียนอย่างเราสามารถใช้พลังทิพย์เสกของขึ้นมาได้ตามใจ” เห็นแววตาใสซื่อของเด็กน้อยแล้วเขาก็อดถามต่อไปไม่ได้
“ทำเช่นนั้นได้ด้วยหรือขอรับ? ข้าคิดว่าต้องกระทำผ่านหลักศิลาในเซียนซานเสียอีก” เด็กน้อยตาเป็ประกายทันทีที่ได้ยิน ก่อนจะมีสีหน้าสลดลง “แต่น่าเสียดาย พลังทิพย์ของข้ามีน้อยมาก หากใช้เสกข้าวของไปเรื่อยๆ ไม่นานคงหมดแน่ ข้าเองก็มัวแต่ดูแลคุณชายมิได้ไปสร้างกุศลให้ผู้คนเสียด้วย”
“ครั้งแรกที่เ้าไปรายงานตัวในฐานะเซียนฝึกหัดพวกเขาบอกอะไรแก่เ้าบ้าง” นั่นเป็คำถามจากบุรุษชุดดำ เหล่าอันฟังแล้วก็ไม่ได้นึกสงสัยอะไร เด็กชายบอกเล่าประสบการณ์ครั้งแรกในโลกแห่งเซียนอย่างตรงไปตรงมา หลังจากฟังจบสีหน้าของบุรุษชุดดำก็มืดครึ้มลงจนสหายชุดทองต้องขยับตัวถอยห่างไปหลายก้าว
“เห็นได้ชัดว่าเ้าไม่เคยฝึกวิถีเซียนมาก่อนดังนั้นจึงมีหลายเื่ที่เ้าไม่รู้และองค์ความรู้เ่าั้ไม่สามารถสั่งสอนกันได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ อย่างที่ผู้คนในหอจดบันทึกกระทำ...” บุรุษชุดดำเกริ่นอย่างเนิบช้า แต่น้ำเสียงกับประกายตานั้นเย็นเยียบจนบุรุษชุดทองรู้สึกหนาวไปถึงกระดูก
มิใช่ว่าสหายผู้นี้กำลังต่อว่าความไม่เข้มงวดต่อผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาอยู่หรืออย่างไร? คิดแล้วเขาก็แทบจะประคองรอยยิ้มอันอ่อนโยนต่อไปไม่ได้ โชคดีที่เซียนในชุดดำหันไปให้ความสนใจกับเซียนฝึกหัดตัวน้อยต่อ เขาเสนอว่า “ที่เ้าช่วยเหลือสัตว์เทพตนนั้นไว้นับว่ามีบุญคุณใหญ่หลวงกับข้าด้วยเช่นกัน ดังนั้นข้าขอตอบแทนเ้าด้วยการสอนสิ่งที่เ้าควรรู้ในการเป็เซียนให้ดีหรือไม่?”
เหล่าอันทราบดีว่าไม่มีสิ่งใดมีค่ามากไปกว่าความรู้ แม้เขาจะคิดว่าถุงแสนกลกับเซียนซานที่ได้มานั้นล้ำค่าเกินกว่าความพยายามเล็กๆ ของตนแล้ว แต่เมื่อคิดว่าพี่ชายชุดดำท่านนี้เพียงแค่ต้องสละเวลามาสั่งสอนเขาเท่านั้นไม่ได้เสียสมบัติใดๆ เพิ่มเติมเด็กชายก็ยอมรับข้อเสนอนั้นอย่างยินดี อย่างไรก็ตามเมื่อเขาถามว่าตนต้องคารวะอีกฝ่ายเป็อาจารย์หรือไม่บุรุษผู้นั้นกลับทำสีหน้าเคร่งเครียดก่อนจะบอกปัด ในขณะที่บุรุษชุดทองเอาแต่หัวเราะชอบใจจนโดนซัดฝ่ามือใส่อีกครั้ง
“ข้ามีนามว่าอิ๋งเทียน ขณะนี้ไม่สะดวกจะอยู่สนทนาต่อ แต่เ้าวางใจข้าจะไปพบเ้าเพื่อทำตามที่เราตกลงกันไว้อย่างแน่นอน”
“ขอรับ ตอนนี้ข้าอาศัยอยู่กับนายท่านที่...” เหล่าอันกำลังจะบอกที่อยู่ของตนแต่อีกฝ่ายก็ยกมือห้ามเสียก่อน “ไม่จำเป็ ข้าจดจำจำไอทิพย์ของเ้าได้ เมื่อจันทร์เต็มดวงครั้งหน้าเราจะได้พบกัน”
และแล้วการพบกันของเหล่าอันกับเซียนแปลกหน้าที่หนึ่งในนั้นกลายมาเป็อาจารย์ของเขาก็จบลงเพียงเท่านั้น เด็กชายบอกลาคนทั้งสองแล้วเลี่ยงไปเก็บเห็ดกับฟืนทางด้านอื่น เพราะดูเหมือนว่าจุดหมายเดิมของเขานั้นจะเป็จุดที่เซียนทั้งสองมุ่งหน้าไปทำงาน
๐๐๐
เหล่าอันเก็บฟืนบนเขาจนเย็นย่ำก็เดินทางกลับบ้าน เขาทำมื้อเย็นให้เฉินลู่ จากนั้นก็มานั่งกินมันต้มคนเดียวในครัว เสร็จแล้วจึงเข้าไปในเซียนซานเพื่อทำงานประจำวันต่อ ด้วยกระทะขนาดใหญ่ถึงสามใบกับฟืนที่มีอยู่มากมายทำให้เหล่าอันสามารถต้มน้ำทะเลได้เป็จำนวนมาก เพียงไม่นานเขาก็ได้เกลือในปริมาณที่้า และอันที่จริงแล้วสำหรับการดองผักในครั้งแรกเด็กชายไม่ได้้าใช้เกลือมากนัก
สมัยยังอยู่ที่จวนตระกูลเฉินเหล่าอันเคยช่วยทำผักดองอยู่หลายครั้งจึงรู้ขั้นตอนการทำผักดองรูปแบบต่างๆ เป็อย่างดี เด็กชายตัดสินใจทำผักดองเกลือตากแห้งเป็อันดับแรก ผักกาดเขียวถูกนำมาล้างทำความสะอาดแล้วหั่นครึ่งตามยาว ก่อนจะนำไปตากแดดให้พอสลด ระหว่างตากผักกาดเขียวเอาไว้เขาก็หันมาต้มน้ำสำหรับดองผักชนิดอื่น เกลือ เครื่องเทศ และน้ำตาลถูกต้มเข้าด้วยกันในอัตราส่วนที่เหมาะสม ส่วนภาชนะที่ใช้ใส่ผักดองแน่นอนว่าเซียนน้อยจำเป็ต้องใช้พลังทิพย์แลกมาจากหลักศิลา มันอาจเป็การสิ้นเปลืองไปบ้างแต่ไหดองผักที่ดีจะต้องมีจานใส่น้ำรอบปากภาชนะเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเข้าไปภายใน เช่นนี้จึงจะลดโอกาสที่ผักดองจะเน่าเสียไปได้มาก
เด็กชายล้างและหั่นผักที่้าดองจากนั้นก็ผึ่งไว้ให้แห้ง เสร็จแล้วจึงค่อยเรียงลงไปในไห แยกตามประเภทของผักเพื่อให้ง่ายต่อการนำมาปรุงอาหารในโอกาสต่อไป พอเรียงผักเสร็จ ขั้นตอนต่อไปก็คือการเทน้ำสำหรับดองที่ทำไว้ลงในไหจนท่วมผักทั้งหมด นำหินที่ล้างและต้มจนสะอาดแล้ววางทับลงไปเพื่อให้มั่นใจว่าผักจะจมอยู่ใต้น้ำ จากนั้นก็เติมน้ำเปล่าลงในจานสำหรับกักอากาศแล้วจึงปิดฝา
การทำผักดองโดยทั่วไปนั้นใช้เวลาเตรียมไม่นาน เพียงวันเดียวเหล่าอันก็จัดการดองผักส่วนที่คิดว่าจะกินไม่ทันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในวันรุ่งขึ้นเขาก็นำผักกากเขียวที่ตากไว้มาทาเกลือ โดยทาให้ทั่วทั้งด้านนอกและตามซอกใบด้านใจ จากนั้นจึงขยำให้เกลือเข้าเนื้อแล้วก็หมักทิ้งไว้อีกหนึ่งคืน หลังจากหมักแล้วยังต้องหมั่นนำไปตากแดดเพื่อให้แห้งกรอบจนสามารถหักได้ด้วยมือ
เหล่าอันไม่กล้าตากผักบนหลังคาเพราะเกรงว่าคนของจวนรองแม่ทัพจะมาเห็นเข้าจึงลากโต๊ะออกมาวางกลางลานแล้ววางกระด้งผักเอาไว้บนโต๊ะแทน ยังมีบางส่วนที่เขาเอาไปตากในเซียนซานด้วย ทุกๆ วันเด็กน้อยจึงวิ่งวุ่นทำงานทั้งในและนอกเซียนซานจนหลงลืมคำสัญญาที่เซียนในชุดดำมอบให้ไว้ไปเสียสนิท
๐๐๐
ขณะที่เซียนน้อยกำลังขะมักเขม้นกับการดองผัก สองเซียนที่กำลังสืบเื่สำคัญในป่าสนก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าลำบากใจ
“ไม่มีร่องรอยไอมารเลยสักนิด เ้าแน่ใจนะว่าเป็พวกมารที่ทำร้ายเ้า—กิ้ง—ก่า—น้อย” หวังหย่งเฉียงหรือบุรุษในชุดสีทองหรูหราเอ่ยถามสหายเพื่อความแน่ใจ น้ำเสียงของเขาติดจะมีความล้อเลียนนิดๆ จนผู้ถูกถามคิ้วกระตุก เช่นเดียวกันกับฝ่ามือที่เกือบจะซัดพลังออกไปอีกหน
“าแที่เหลือรอยแผลเป็เอาไว้บนกายเซียนย่อมเป็ฝีมือมารไม่ใช่หรือ?”
“นั่นสินะ เ้า—กิ้ง—ก่า—น้อยมีแผลเป็ทั่วตัวเลย ไม่รู้ว่าต้องหมดพลังทิพย์ไปเท่าใดจึงจะรักษาแผลเป็เ่าั้ให้กลับมาเรียบเนียนดังเดิมได้”
“หวัง—หย่ง—เฉียง! เ้าชักจะล้ำเส้นเกินไปแล้วกระมัง” อิ๋งเทียนเน้นเสียงหนักในทุกพยางค์ที่เอ่ยออกไป ั์ตาสีอำพันทอประกายวาวโรจน์จนแทบจะเห็นประกายเพลิงเต้นอยู่ภายใน ทว่าผู้ถูกจับจ้องปานจะฆ่าให้ตายอย่างหวังหย่งเฉียงกลับอมยิ้มอย่างสนุกสนาน
“ทำไมเล่า อิ๋ง—เทียน—กวง—หรง ข้ามิได้พูดเท็จสักคำ เหตุใดจึงกล่าวหาว่าข้าล้ำเส้นกันเล่า?”
อิ๋งเทียนแผ่แรงกดดันอันเกรี้ยวกราดออกมาในทันใดนั้น หวังหย่งเฉียงผู้มีท่าทีผ่อนคลายในตอนแรกเริ่มระแวงขึ้นมาบ้างแล้ว แต่กระนั้นเครื่องหน้านุ่มนวลของเขาก็ยังประดับไว้ด้วยรอยยิ้ม
“ทีเสี่ยวเซียนจื่อพูดถึงกิ้งก่าน้อยเ้าไม่เห็นจะมีโทสะเลยสักนิด พอข้าพูดบ้างจะอายไปทำไม? ตอนนั้น เ้าาเ็หนักจนแทบสลายร่าง จะตัวหดเล็กลงจนทารกน้อยเข้าใจผิดว่าเป็กิ้งก่าก็คงไม่แปลกอะไร ยอมรับความจริงเสียเถิด”
“อ้อ! เหมือนเ้ายอมรับว่าตัวเองเป็งูเขียวอย่างนั้นสินะ” กล่าวแล้วอิ๋งเทียนก็ปิดท้ายด้วยการหัวเราะเยาะในลำคอ อย่างน้อยเขาก็ยังมีขาอยู่ครบถ้วน แต่คนที่เคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็งูเขียวนั้น ไม่รู้ว่าเอาขาไปซ่อนไว้ที่ใด
แน่นอนว่าหวังหย่งเฉียงย่อมต้องเข้าใจในความนัยที่อิ๋งเทียน้าสื่อ และนั่นก็ทำให้รอยยิ้มงดงามของเขาบิดเบี้ยวไปในทันที สิ่งที่น่าเจ็บใจสำหรับผู้ที่ร่างสัตว์เทพอันสง่างามอย่างัก็คือการถูกกล่าวหาว่าเป็ัไม่สมประกอบ และที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าก็คือการที่เขาไม่สามารถคิดหาทางตอบโต้เ้าสหายหน้าตายผู้นี้ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
๐๐๐