"พวกนั้นก็เป็แค่กลุ่มคนบ้า ข้าว่าบางทีอาจจะกล้าทำเื่แหกคุกขึ้นมาจริง ๆ ก็ได้"
สวี่หยางกะพริบตาให้ถังซานพลางหัวเราะและกล่าวว่า "เ้าก็รอไปเถอะ รอให้คนของสำนักถังมาช่วยเ้าก็แล้วกัน"
ถังซานหัวเราะอย่างโอหังพลางกล่าวว่า "หากเ้ากลัว ก็จงปล่อยท่านปู่คนนี้ไปซะ แล้วท่านปู่คนนี้จะเหลือศพแบบครบถ้วนสมบูรณ์ไว้ให้เ้าในภายหลัง"
สวี่หยางกลอกตา สมองของถังซานคงจะพังไปแล้วจริง ๆ ถึงได้ฟังคำประชดประชันของเขาไม่ออกเลยสักนิด
มหาเรือนจำสยบอสูรแห่งนี้คิดจะบุกก็บุกเข้ามาได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ?
ใช่ พวกเขาล้วนเป็พวกที่เอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้าย สิ่งที่พวกเขาทำล้วนเป็เื่เลวทรามที่ต่อให้ถูกตัดหัวสักร้อยครั้งก็ยังไม่สาสม
ทว่ามนุษย์ทุกคนย่อมรักตัวกลัวตาย ไม่ว่าสำนักถังของเ้าจะปกป้องคนของตัวเอง หรือมีความผูกพันฉันพี่น้องมากเพียงใด แต่จะยอมส่งคนมาตายเพิ่มอีกหลายชีวิตเพียงเพื่อเ้าคนเดียวอย่างนั้นหรือ?
ลองคิดดูก็รู้ว่าเป็ไปไม่ได้ เ้าไม่ได้เป็บุคคลสำคัญอะไรเลย เป็เพียงแค่ระดับหัวหน้าทั่วไปคนหนึ่งในสำนักถังเท่านั้น คนแบบนี้ สำนักถังไม่มีถึงพันก็ต้องมีอย่างน้อยสักแปดร้อยคน
ต่อให้ถังซานไม่แหกคุก แต่พยายามหาวิธีดึงตัวเขาออกไป ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา เื่แบบนี้สวี่หยางพบเจอมาไม่น้อยแล้ว
ทว่าคนที่ถูกดึงตัวออกไปได้จริง ๆ หรือจะเรียกว่ามหาปีศาจ ก็มีเพียงแค่จางซงคนเดียวเท่านั้น อีกทั้งความผิดของจางซงก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก
หากนำมาเทียบกับเ้านี่แล้ว นักโทษทุกคนในมหาเรือนจำสยบอสูรแห่งนี้ล้วนมีโทษปะาชีวิต เป็ประเภทที่โทษตายครั้งเดียวก็ยังไม่พอ
หรือต่อให้คนของสำนักถังมาจริง ๆ สวี่หยางก็ไม่ได้หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย อาจกล่าวได้ว่า เขาดีใจจนแทบจะรอไม่ไหวด้วยซ้ำ
ว่ากันตามเหตุผลแล้ว นิสัยใจคอของคนกลุ่มนี้ล้วนใจร้อนวู่วาม ไม่เหมือนกับมหาปีศาจ ยิ่งมามากเท่าใดเขาก็ยิ่งได้รับผลประโยชน์มากเท่านั้น ค่าประสบการณ์ที่คาดว่าจะได้ ล้วนเป็ผลตอบแทนที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
มีใครบ้างที่รังเกียจเงินทองว่ามีมากเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น ค่าประสบการณ์เหล่านี้ยังมีค่ามากกว่าเงินทองเป็ร้อยเท่า
สวี่หยางหวังอยากให้พวกมันมาถึงเร็ว ๆ รีบมาเลย ยิ่งมามากก็ยิ่งดี
แม้ว่าถังซานจะะโเสียงดังอย่างดุร้าย ทว่าเื่นี้ต่อหน้าพวกผู้คุมทุกคนก็ถือเป็เพียงแค่เื่ตลกขบขัน ไม่มีใครเก็บมาใส่ใจ
ทว่าด้วยเหตุนี้เอง ใน่เวลานี้พัศดีเจียงจึงต้องขึ้นเขามาทรมานมันทุกวัน
ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ว่าพัศดีเจียงคงจะเกลียดชังถังซานผู้นี้เข้ากระดูกดำ เล่นถ่มน้ำลายใส่หมวกขุนนางบนศีรษะของเขาเช่นนั้น จะให้ท่านพัศดีทนรับได้อย่างไร
วันแล้ววันเล่า ผ่านไปเช่นนี้อีกหลายเดือน
หลายเดือนมานี้ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไร อาจจะเป็เพราะผลกระทบทางเศรษฐกิจ ผู้ที่กระทำความผิดและมหาปีศาจจึงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้มหาปีศาจในกรงขังก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
ผู้คุมทั้งเจ็ดคนภายใต้การดูแลของสวี่หยางต่างยุ่งหัวหมุน วิ่งวุ่นกันจนเท้าแทบไม่ได้แตะพื้น
ทว่ายิ่งมีมหาปีศาจมากเท่าใด ค่าประสบการณ์ของสวี่หยางก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น เวลาผ่านไปหลายเดือน ในที่สุดเขาก็เติบโตจากขอบเขตหลอมชีพจรขั้นที่หนึ่งมาถึงขั้นที่สอง ในบันทึกเื่ราวปีศาจก็รวบรวมมหาปีศาจไว้ได้เกือบร้อยตน ซึ่งคอยผลิตค่าประสบการณ์ให้เขาอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดหย่อน
เพียงแต่คนที่ผลิตค่าประสบการณ์ให้มากที่สุดก็ยังคงเป็ถังซานผู้นั้น
ถังซานผู้นี้ก็ช่างแข็งแกร่งและดื้อด้านนัก แม้ว่าจะถูกทุบตีและถูกด่าทอมาตลอดสามเดือน จนรูปร่างหน้าตาจะไม่กำยำล่ำสันเหมือนเมื่อก่อน ทว่าสภาพร่างกายก็ยังถือว่าไม่เลว คาดว่าคงจะทนต่อไปได้อีกสักระยะหนึ่ง
วันนี้ สวี่หยางเข้าไปเดินตรวจตราในเรือนจำ์ตามปกติ
จางหลิงกำลังหิ้วถังข้าวเพื่อแจกจ่ายอาหารให้กับมหาปีศาจและนักโทษในกรงขัง ่นี้เด็กหนุ่มคนนี้ดูแข็งแรงบึกบึนขึ้นไม่น้อย เนื่องจากอาหารการกินของผู้คุมดีกว่าที่บ้านของเขามากนัก
"หัวหน้าผู้คุมสวี่" จางหลิงเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมามอง
"ใคร ๆ ก็บอกว่าท่านี้เี แต่ข้ากลับรู้สึกว่าท่านขยันขันแข็งและทำหน้าที่ได้ดีมาก แม้ว่าท่านมักจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยตลอดทั้งวัน แต่ทุกวันท่านก็ยังมาเดินตรวจตราในเรือนจำรอบหนึ่ง จรรยาบรรณในการทำงานเช่นนี้ มีไม่กี่คนหรอกนะขอรับที่มี"
สวี่หยางยิ้ม ไม่รู้ว่าเ้าหนูคนนี้้าจะพูดอะไรกับเขากันแน่
ในบรรดาเ้าหน้าที่เหล่านี้ สวี่หยางชอบจางหลิงมากที่สุด เขาเป็คนฉลาดและเชื่อฟัง ใน่เวลาที่เข้าเวร เขาทำหน้าที่ได้ดีกว่าหัวหน้าผู้คุมอย่างตนเองเสียอีก
"เ้า้าจะพูดอะไรงั้นหรือ? จะลางาน หรือว่าตั้งใจจะให้ข้าช่วยเป็แม่สื่อหาคู่แต่งงานให้เ้าดีล่ะ" สวี่หยางลูบหัวจางหลิงด้วยความเอ็นดูพลางหัวเราะ
จางหลิงเป่าลมหายใจออกทางปากแล้วกล่าวว่า "ใช่แล้วขอรับ แต่ไม่ใช่เื่หาคู่แต่งงานหรอกนะ"
เขาถอดถุงมือของตนเองออกพลางกล่าวว่า "ข้าอยากจะขอลางานลงเขาไปสักสองสามวัน ข้าต้องกลับไปดูที่บ้านเสียหน่อย พอดี่นี้ข้าเก็บสะสมเงินได้ไม่น้อยแล้ว บ้านของข้าก็สมควรได้รับการซ่อมแซมเสียที
มิเช่นนั้นใน่ฤดูหนาวที่เหน็บหนาวคงจะใช้ชีวิตลำบากน่าดู"
สวี่หยางพยักหน้ารับพลางกล่าวว่า "มีธุระเ้าก็ไปเถอะ เ้าทำผลงานได้ดี ข้าจะอนุมัติให้เ้าลางานสักหนึ่งสัปดาห์ก็แล้วกัน"
เมื่อได้รับอนุมัติให้ลางาน จางหลิงก็ดีใจราวกับเด็กเล็ก ๆ และทำงานอย่างกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น
ทว่าเมื่อจางหลิงพูดเช่นนั้น สวี่หยางก็ก้มมองดูการแต่งกายของตนเองแล้วก็ต้องพูดไม่ออก
"จริงสิ ใกล้จะถึง่ฤดูหนาวที่เหน็บหนาวแล้ว" โชคดีที่จางหลิงช่วยเตือนความจำ
สวี่หยางยิ้ม หลังจากก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมชีพจรแล้ว ภายในร่างกายก็มีปราณแท้คอยหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา เขาจึงไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเลยแม้แต่น้อย
ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา ผู้คุมคนอื่น ๆ ไม่มากก็น้อยล้วนเคยล้มป่วยกันมาบ้าง มีเพียงเขาเท่านั้นที่ไม่เคยเป็อะไรเลย ในวันที่อากาศหนาวจัดเช่นนี้ เขากลับยังคงสวมชุดเครื่องแบบของฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงอยู่ มันออกจะดูโอหังเกินไปสักหน่อยแล้ว
เมื่อกลับมาถึงห้องพัก สวี่หยางก็เปลี่ยนไปสวมชุดบุนวม ทว่าเขากลับไม่ได้รู้สึกร้อนเลยสักนิด ปราณแท้ก็เปรียบเสมือนเครื่องปรับอากาศส่วนกลางที่สามารถปรับอุณหภูมิภายในร่างกายของเขาได้ตลอดเวลา
เพียงแต่พอสวมเสื้อผ้าหลายชั้น การเคลื่อนไหวก็ดูจะไม่ค่อยสะดวกอยู่บ้าง
สวี่หยางเพิ่งจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ จางหลิงก็จัดเตรียมสัมภาระเรียบร้อยและเตรียมตัวจะลงเขา
"จางหลิง เ้ารอก่อน" สวี่หยางร้องเรียกจางหลิงเอาไว้
จางหลิงถามด้วยความสงสัยว่า "หัวหน้าผู้คุมสวี่ ยังมีเื่อะไรอีกหรือขอรับ?"
"นี่สำหรับเ้า" สวี่หยางดึงถุงมือของจางหลิงเอาไว้ แล้วส่งก้อนเงินให้เขาหนึ่งก้อนพลางกล่าวว่า "การซ่อมแซมบ้านต้องใช้เงินไม่น้อย ใกล้เข้าฤดูหนาวแล้ว ที่บ้านก็ควรจะซื้อหาผ้าห่มและเสื้อผ้าฝ้ายเพิ่มเติมสักหน่อยนะ
เบี้ยเลี้ยงเพียงหยิบมือของเ้าเกรงว่าจะไม่พอ เ้ารับเอาไว้เถอะ ไว้มีเงินเมื่อไหร่ค่อยเอามาคืนข้าก็แล้วกัน"
จางหลิงรับก้อนเงินมา ใบหน้าเล็ก ๆ ของเขาแดงก่ำเพราะความหนาวเหน็บ พร้อมมองสวี่หยางโดยไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
สวี่หยางหัวเราะพลางตบหลังเขาเบา ๆ แล้วกล่าวว่า "รีบไปเถอะ กลับบ้านให้เร็วหน่อย ฟ้ามืดแล้วจะเดินทางลำบาก"
"พี่สวี่ เงินก้อนนี้วันหน้าข้าจะนำมาคืนท่านอย่างแน่นอน" จางหลิงกำเงินไว้แน่นโดยไม่ได้ปฏิเสธ
ฐานะทางบ้านของเขาเดิมทีก็ไม่สู้ดีอยู่แล้ว ที่มาทำงานที่นี่ก็เพื่อเงินล้วน ๆ ในขณะเดียวกัน จางหลิงก็เป็คนที่รู้คุณคน สวี่หยางช่วยเหลือเขา ไม่ต้องพูดถึงเื่อื่น อย่างน้อยเงินที่ควรจะคืน เขาก็จะไม่มีวันขาดตกบกพร่องแม้แต่แดงเดียว
สวี่หยางมองดูแผ่นหลังของจางหลิงพลางแย้มยิ้ม การช่วยเหลือจางหลิงก็เป็เพียงแค่เื่เล็กน้อย เงินจำนวนนั้นสำหรับเขาแล้วแทบไม่มีค่าอะไรให้ต้องพูดถึง
เพียงแต่เขามองเห็นเงาของตนเองในชาติก่อนซ้อนทับอยู่บนตัวของจางหลิงก็เท่านั้นเอง
เดิมทีคนในเรือนจำก็มีไม่พออยู่แล้ว หลังจากที่จางหลิงลางาน สวี่หยางจึงต้องมารับหน้าที่แทน ในตอนที่นักโทษในเรือนจำมีน้อย ทุกคนทำงานสัปดาห์ละหนึ่งวันก็เพียงพอแล้ว
ตอนนี้มหาปีศาจมีจำนวนมากขึ้น ภาระงานของทุกคนก็แค่เพิ่มขึ้นมาอีกเพียงหนึ่งวัน ทว่าพวกผู้คุมที่เคยชินกับความเกียจคร้านกลับรู้สึกไม่พอใจ เพียงเพราะภาระงานเพิ่มขึ้นมาหนึ่งวัน สิ่งนี้ทำให้สวี่หยางอดถอนใจไม่ได้ว่า พวกเขาคงจะอยู่อย่างสบายมานานเกินไป หากต้องให้พวกเขาไปทำงานแบบ 996 ที่เริ่มงานเวลาเก้าโมงเช้า เลิกงานเวลาเก้าโมงเย็น (สามทุ่ม) ทำงานหกวันต่อสัปดาห์ คงจะะเิอารมณ์จากนั้นสภาวะจิตใจก็แตกสลาย แล้วฆ่าตัวตายไปเลยกระมัง
เมื่อวันเวลาดำเนินมาถึงจุดนี้แล้ว เพื่อตอบสนองต่อคำเรียกร้องของทุกคน สวี่หยางจึงกำลังพิจารณาอยู่ว่า ควรจะยื่นคำร้องต่อพัศดีเจียงเพื่อขอเพิ่มกำลังคนสักหน่อยดีหรือไม่?
"หัวหน้าผู้คุมสวี่ จางหลิงลางานไปหนึ่งสัปดาห์แล้ว เหตุใดถึงยังไม่กลับมาอีกขอรับ"
ทุกคนต่างก็ตั้งตารอคอยการกลับมาของจางหลิง เขาอายุยังน้อยและขยันขันแข็ง เื่บางเื่พวกเขาก็มักจะปล่อยให้จางหลิงเป็คนทำ ตอนนี้สวี่หยางมารับหน้าที่แทนจางหลิง พวกผู้คุมอย่างพวกเขาไหนเลยจะกล้าออกคำสั่งกับสวี่หยาง
"คงใกล้จะถึงแล้วล่ะ วันนี้เป็วันสุดท้ายแล้ว เขาควรจะกลับมาได้แล้วนะ"