หมิงเป่าจูได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วสีหน้านิ่งขรึมลงทันที ในที่สุดก็เข้าใจจุดประสงค์ที่พวกนางมาครานี้แล้ว
ในที่สุดก็มาจนได้!
ตนเองเพิ่งได้ข่าวมาจากกู้ชิงชิงยังไม่ถึงสองวันปัญหาก็ตามมาถึงบ้าน ดูท่าทางแล้วครานี้คิดจะเปลี่ยนแนวทาง มาใช้วิธีสานสัมพันธ์ฉันญาติมิตรกระมัง?
หมิงเป่าจูคาดเดาไม่ผิดพวกเขาวางแผนกันไว้ว่าจะแสดงบทใช้แผนทุกข์กาย [1]
เริ่มจากใช้ความสัมพันธ์ทางสายเลือดมาทำให้หมิงเป่าจูใจอ่อนเกิดความสงสารในชะตากรรมของพวกเขา แล้วจึงยอมตกลงแต่งงาน
ขณะที่หมิงเป่าจูครุ่นคิดอยู่นั้นหวังซื่อก็ยังร้องห่มร่ำไห้รำพึงรำพันของตนเองไป
“ไม่คิดเลยว่าซุนเถียนจะเป็นพวกใจบาปหยาบช้าฆ่าคนตาไม่กะพริบพอเห็นว่าพวกเราจะยกเลิกสัญญา ไม่เพียงแต่บุกมาทำร้ายพวกเราอย่างหนักหน่วงยังขู่จะเผาเรือนของพวกเราอีกด้วย เจ้าดูสิ ข้ากับมารดาก็พลอยถูกซ้อมจนสะบักสะบอมไปด้วยส่วนท่านลุงเจ้าป่านนี้ยังนอนพังพาบ ลุกจากเตียงไม่ขึ้นเลย”
หวังซื่อหันใบหน้าซีกข้างให้หมิงเป่าจูดูบาดแผลมีรอยฟกช้ำดำเขียวดูน่าตกใจอยู่จริง
หมิงเป่าจูเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าอีกคนที่มายืนร้องไห้อยู่ด้วยกันก็คือมารดาของหวังซื่อเมื่อสังเกตเห็นว่าทั้งสองคนต่างใช้ผ้าโพกบนศีรษะทั้งคู่ก็รู้สึกว่าน่าขบขันเหลือเกิน
คนที่รู้อาจบอกว่าได้รับบาดเจ็บแต่คนไม่รู้อาจคิดว่าพวกนางสองแม่ลูกเพิ่งคลอดบุตรและกำลังอยู่เดือน [2] พร้อมกัน!
“เป่าจู เด็กดี นั่นคือลุงแท้ๆ ของเจ้าเจ้าจะนิ่งดูดายปล่อยให้คนตายต่อหน้าต่อตาไม่ได้เชียวนะ”
เหมียวซิ่วหลันก็แสร้งบีบน้ำตาสองหยดเข้ามาจะจับมือหมิงเป่าจูอีกครา แต่อีกฝ่ายกลับหลบเลี่ยงอย่างรวดเร็วจึงคว้าได้แต่อากาศ ได้แต่ถูมือแก้เก้อ แล้วถอยกลับไปอย่างเจียมตัว
“ได้ เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ” หมิงเป่าจูเอ่ยเสียงเย็น
สองแม่ลูกที่กำลังแสดงละครอย่างสุดความสามารถร้องไห้สะอึกสะอื้น พอได้รับคำตอบรวดเร็วเช่นนี้ก็ตั้งตัวไม่ติดอึ้งงันไปชั่วขณะนี่คือตกลงแต่งงานแล้วหรือ ไยจึงรวดเร็วเช่นนี้เล่า
“เป่าจู ป้านึกแล้วว่าเจ้าเป็นเด็กจิตใจดีงาม กตัญญูมาตั้งแต่เด็กตอนนี้ยังไม่ต้องรีบร้อน พวกเรากลับไปค่อยกำหนดวันแต่งงาน รออีกสองวัน...”หวังซื่อกลัวหมิงเป่าจูจะเปลี่ยนใจ จึงรีบเอ่ยปาก
“ใครบอกว่าข้าจะแต่งงานกัน ข้าแค่รับปากว่าจะไปช่วยรักษาให้เท่านั้นเอง”หมิงเป่าจูตัดบทการพร่ำพรรณนาไม่หยุดของหวังซื่อพลางเหยียดมุมปากมองดูสีหน้าอึ้งงันของคนทั้งสอง
“อย่างไรเสียก็เป็นท่านลุงของข้า ข้าไม่นิ่งดูดายปล่อยให้เขาตายหรอกแต่ถึงเป็นญาติกันก็ต้องคิดบัญชีให้ชัดเจนค่าตรวจสำหรับการไปรักษาถึงบ้านก็ยังเก็บตามปกติ ข้าคิดพวกท่านแค่ตำลึงเดียวคงไม่มากเกินไปกระมังไปเถอะ ยังยืนนิ่งอยู่ทำไม เห็นบอกว่าท่านลุงเป็นอัมพาตติดเตียงลุกไม่ขึ้นมิใช่หรือ”
“นางเด็กสาร...” หมิงเป่าจูพูดเสียจนคนทั้งสองมึนงงสับสนหวังซื่อตั้งสติได้ก่อนก็พลั้งปากด่าทอ
“มิใช่ เป่าจู ป้ามิได้หมายความว่าอย่างนั้น ทางท่านลุงเจ้าไม่รีบ ไม่รีบ”
พอนึกได้ว่าตนเองมาที่นี่เพื่อสิ่งใดถ้อยคำหยาบคายที่มาถึงริมฝีปากก็ถูกหวังซื่อกลืนกลับไปทั้งหมดนางพยายามสะกดกลั้นจนใบหน้าและลำคอแดงก่ำ แต่ยังคงเอ่ยวาจาอ่อนหวาน
“เช่นนั้นท่านหมายความว่าอย่างไร” หมิงเป่าจูเบิกตากว้างพลางกะพริบปริบๆแสร้งทำเป็นโง่งมทั้งที่เข้าใจ นางก็เล่นละครเป็นเหมือนกัน!
“ความหมายของป้าก็คือ... เจ้าคิดดูสิ อย่างไรเสียเลือดก็ข้นกว่าน้ำหากเจ้ารับปากแต่งงาน สกุลซุนร่ำรวยมั่งคั่งเจ้าแต่งไปที่นั่นก็จะได้สุขสบายชั่วชีวิต ยิ่งไปกว่านั้นซุนเถียนก็จะไม่มาหาเรื่องท่านลุงของเจ้าอีกด้วย”
หวังซื่อมองดูท่าทางแกล้งทำไขสือของหมิงเป่าจูพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในที่สุดนางก็เข้าใจ หากไม่พูดให้รู้เรื่องนางเด็กน่าตายคนนี้ก็จะพานางอ้อมไปอ้อมมาจนถึงพรุ่งนี้เช้า หมิงเป่าจูอาจมีเวลาแต่นางไม่ว่างขนาดนั้น จึงตัดสินใจพูดออกไปโดยตรงไม่อ้อมค้อมอีกต่อไปดูซิว่าอีกฝ่ายจะแสร้งทำเป็นโง่เง่าได้อีกหรือไม่!
“แต่งไปแล้วจะสุขสบาย?” คำพูดประโยคนี้ทำให้หมิงเป่าจูโกรธเลือดขึ้นหน้าทำสีหน้าเย็นชาขึ้นมาทันที “เรื่องดีเช่นนี้ ไยท่านไม่นึกถึงหลานสาวแท้ๆของตนเองบ้างเล่า”
หมิงเป่าจูจำได้ว่าหวังซื่อมีพี่ชายซึ่งมีบุตรสาวอยู่หนึ่งคน เมื่อมีอะไรดีๆ ก็มักนึกถึงครอบครัวของตนเองก่อนเสมอเคยเวียนมาถึงนางเสียที่ใดกัน!
พอได้ยินเช่นนี้สีหน้าของหวังซื่อก็เปลี่ยนไป นางเด็กคนนี้สวมหน้ากากแสดงบทบาทต่อหน้านางมาโดยตลอดทั้งที่รู้ทุกอย่างอยู่แก่ใจ และตัดสินใจไว้ก่อนแล้วด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นยังยืนมองตนเองแสดงละครราวกับผู้ชมภายนอกทำราวกับว่านางเป็นละครลิง
“หน็อย...นางเด็กน่าตาย เจ้ารู้อยู่แล้วยังมาแกล้งเสแสร้งอะไรกับข้าอีก”
หวังซื่อถอดหน้ากากจอมปลอมออกกลับสู่ท่าทางร้ายกาจดั้งเดิมของตนเอง เช่นนี้หมิงเป่าจูเห็นแล้วค่อยสบายตาขึ้นอีกฝ่ายไม่เหมาะที่จะแสดงละครครอบครัวรักใคร่จริงๆ
“ข้าก็แค่ให้ความร่วมมือกับพวกท่านหน่อยเท่านั้นเองมิใช่หรือ”แสดงอยู่ฝ่ายเดียวก็น่าเบื่อแย่ ต้องมีคู่ซ้อมถึงจะน่าสนใจ
“ข้าว่าเจ้าสุราคารวะดีๆ ไม่ดื่ม ชอบดื่มสุราลงทัณฑ์ [3] เข้ามากันให้หมด!” หวังซื่อตะเบ็งสุดเสียงทันควัน น้ำเสียงสูงแหลมทำเอาหมิงเป่าจูแสบแก้วหู
ประตูใหญ่เปิดผลัวะเข้ามาหมิงเถี่ยจู้กับบุรุษแปลกหน้าอีกคนบุกเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราดหมิงเป่าจูเดาว่าคนผู้นี้ก็คือซุนเถียนที่หวังซื่อเอ่ยถึง
“เฮอะ นี่ไปเชิญหมอเทวดาคนใดมาเล่า พอกินยาปุ๊บก็หายขาดทันทีช่างเป็นหัตถ์เทพคืนชีวิตขนานแท้ ถ้ามีโอกาสคงต้องไปคารวะสักหน่อยแล้ว”
เมื่อเห็นหมิงเถี่ยจู้ที่หวังซื่อบอกว่าจะเป็นจะตายลุกจากเตียงไม่ขึ้นเดินตรงเข้ามาหานางด้วยสีหน้าโกรธกริ้ว ไม่มีท่าทางของคนป่วยอ่อนแอแม้แต่กระผีกก็อดที่จะเหน็บแนมมิได้
“หยุดพูดไร้สาระกับข้าได้แล้ว เรื่องวันนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าถึงไม่อยากแต่งก็ต้องแต่ง” หวังซื่อตวาดแว้ดเสียงแหลมนิ้วชี้เกือบจะจิ้มไปที่จมูกของหมิงเป่าจูอยู่รอมร่อ
“พูดเกลี้ยกล่อมดีๆ ไม่ฟัง ก็อย่าหาว่าพวกเราโหดเหี้ยมก็แล้วกัน”หมิงเถี่ยจู้ถลึงตาพลางย่างสามขุมเข้าหาหมิงเป่าจูในมือยังถือเชือกป่านขนาดเท่าหัวแม่โป้งมาด้วยเส้นหนึ่ง
หมิงเป่าจูหรี่ตาโกรธจนตัวสั่นนี่คือคิดจะจับนางมัดไปแต่งงานกับชายชราโดยไม่สนใจว่านางจะเป็นจะตายอย่างไรสินะ!
“มัดเบาๆ หน่อยเล่า สาวน้อยผิวบอบบาง อย่าให้บาดเป็นแผลเชียว”ซุนเถียนมองหมิงเป่าจูด้วยสีหน้าหื่นกระหาย
เขาจ่ายได้คุ้มค่าจริงๆสาวน้อยงดงามดุจบุปผาดุจหยกเช่นนี้หากแต่งงานไป นอกจากอาการป่วยของบิดาอาจดีขึ้นแล้วเรือนร่างนุ่มนี้ก็ตกเป็นของตนเองอยู่ดีไม่ใช่หรือ
อย่างไรเสียบิดาก็เสพสุขไม่ไหวอยู่แล้วมิสู้ครอบครองไว้เสียเอง ก็ยังสามารถหาความสำราญไปพลางๆ ได้
กว่าบิดาจะตายไปจริงๆคาดว่าตนเองก็คงเล่นจนหนำใจแล้วถึงตอนนั้นค่อยฝังนางไปพร้อมกับบิดาเท่านี้ก็สมบูรณ์แบบมิใช่หรือ
เห็นสายตาอันโจ่งแจ้งของซุนเถียนทุกคนต่างก็เข้าใจว่าเขาคิดอย่างไร แต่ไม่มีใครกล้าออกความเห็นตราบใดที่เงินมาถึงมือ อย่างอื่นก็ไม่ต้องไปสนใจมากมาย
เสียงวิ้งดังกระหึ่มในสมองของหมิงเป่าจูความเศร้าใจ คับแค้น และเดือดดาลผสมปนเปเข้าด้วยกัน
นางมองหมิงเถี่ยจู้ที่ก้าวช้าๆใกล้เข้ามา เห็นแววตาสาแก่ใจของหวังซื่อและเหมียวซิ่วหลันรวมถึงสีหน้าชวนสะอิดสะเอียนของซุนเถียนโทสะที่พลุ่งพล่านในใจก็ไม่อาจระงับไว้ได้อีกต่อไป
ขณะถอยหลังไปเรื่อยๆก็สังเกตรอบด้านไปพร้อมกันจนกระทั่งมาถึงใต้ชายคาก็ย่อตัวลงอย่างรวดเร็วแล้วคว้าก้อนอิฐข้างโอ่งน้ำจากด้านหลังมาฟาดศีรษะของหมิงเถี่ยจู้สุดแรง
“โอ๊ย”
เสียงร้องโหยหวนดังสนั่นหวั่นไหวดึงดูดให้ชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้นเข้ามาอย่างรวดเร็ว
คนที่มาถึงก่อนเห็นหมิงเถี่ยจู้ตัวงอเหมือนกุ้งมือข้างหนึ่งกุมศีรษะไว้ มีเลือดไหลออกมาตามร่องนิ้วมือ ปากร้องโอดโอย
“โอย...”
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเด็กผู้หญิงคนหนึ่งจะขวัญกล้าถึงเพียงนี้หมิงเถี่ยจู้ก็ไม่ทันระวังตัว จึงถูกตีเข้าอย่างจัง
ทุกคนต่างตกตะลึงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันตรงหน้าหวังซื่อตั้งสติได้ก่อนคนแรก ก็กรีดร้องวิ่งเข้าไปดูอาการของหมิงเถี่ยจู้ทันที
หมิงเป่าจูฉวยโอกาสนี้โยนก้อนอิฐในมือออกไปแล้ววิ่งตรงไปที่ประตู นี่คือโอกาสเดียวของนางแล้ว!
เชิงอรรถ
[1] แผนทุกข์กาย คืออุบายเสแสร้งทำร้ายร่างกายของตนเอง เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามเชื่อหรือตายใจ
[2] อยู่เดือน คือการอยู่ไฟของสตรีหลังคลอดบุตร รวมถึงสตรีแท้งบุตรปกติสตรีอยู่เดือนจะโพกผ้าที่หน้าผากเพื่อรักษาความอบอุ่น
[3] สุราคารวะดีๆ ไม่ดื่ม ชอบดื่มสุราลงทัณฑ์ ใช้ในความหมายว่า พูดดีๆด้วยไม่ชอบ ชอบให้ลงไม้ลงมือ