ท่าทางของเขาแฝงความรีบร้อน แต่ก็พยายามอ่อนโยนและใส่น้ำเสียงแห่งความเป็ผู้าุโผู้เมตตา
คำพูดเ่าั้ในยามที่หลุดรอดออกมาจากปาก อาจเปรียบได้กับการให้ความหวังที่ใหญ่หลวงต่อผู้บำเพ็ญเพียรที่ยังอ่อนด้อยหรือไร้ซึ่งสังกัด นั่นย่อมหมายถึงโอกาสที่จะได้ก้าวเข้าสู่โลกของผู้ฝึกตนอย่างรวดเร็ว
แต่ไม่ใช่สำหรับหลัวหยาง เพราะในั์ตาของเขาซึ่งเปี่ยมไปด้วยประกายและพินิจอย่างลึกซึ้งนั้น
กลับมองเห็นสิ่งหนึ่งที่ผู้อื่นไม่อาจััได้ นั่นก็คือแสงแห่งโชคชะตาที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของชายาเ็ผู้นี้
มันเปล่งประกายเป็แสงสีฟ้าอ่อนระดับสาม ซึ่งระบบสังหารโชคชะตาได้เคยอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า นั่นคือระดับของผู้ซึ่งไม่ได้มีบทบาทเป็ตัวเอก เป็ตัวประกอบที่เหนือกว่าสองขั้นแรก แถมยังแผ่รัศมีอัปมงคลจนกลืนกินความรู้สึกของพื้นที่รอบตัว
และก่อนที่หลัวหยางจะได้คิดอะไรต่อ เสียงอันคุ้นเคยของอาจารย์ระบบก็ดังขึ้นในหัวทันทีอย่างไม่รอช้า
【อะ.. ไอ้นี่วายร้ายแน่นอนศิษย์รัก! รีบสังหารมันซะเพื่อกลืนกินโชคชะตาของมันแล้วเพิ่มพูนระดับของเ้าให้สูงขึ้น】
【มันอาจจะเคยอยู่ในระดับเปิดห้วงจิติญญาขั้นสองหรือสามก็จริง】
【แต่ดูจากสภาพแล้ว ตอนนี้มันแทบไม่ต่างอะไรจากเสือที่ไร้เขี้ยวเล็บ ไม่มีแรงพอที่จะตอบโต้การโจมตีของปุถุชนได้เลยด้วยซ้ำ】
น้ำเสียงของระบบในครั้งนี้เต็มไปด้วยแรงกระตุ้น แทบจะผลักให้หลัวหยางออกวิ่งเข้าปะทะในทันที
“วายร้าย?!”
ถึงหลัวหยางจะดูซื่อและบื้อในบางครั้ง ทว่าชายหนุ่มก็มิใช่คนโง่เขลาที่จะหลงเชื่อคำพูดของชายแปลกหน้าที่เจอโดยบังเอิญในกลางป่าแต่อย่างใด ยิ่งเมื่อมีระบบสังหารโชคชะตาผู้เป็อาจารย์คอยชี้แนะ เส้นทางของเขายิ่งชัดเจนไร้คลุมเครือ
ในเสี้ยววินาทีนั้น ท่าทางของเขาก็แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจากความเฉยเมยเป็ความร้อนรน
เสียงฝีเท้าเร่งเร้าอย่างมีเจตนา มือที่เคยหย่อนอยู่ข้างตัวกำกระบี่แน่น ก่อนจะวิ่งเข้าไปหาชายที่าเ็ด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความเป็ห่วง
“ทะ.. ท่านผู้าุโเป็อะไรไหมขอรับ!?”
ท่าทางของเขาสั่นเล็กน้อยและดูร้อนรนจนเหมือนชายหนุ่มที่เพิ่งออกจากหมู่บ้านและพบเห็นเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เข้าไปใกล้ร่างของชายแปลกหน้าในระยะที่กระบี่สามารถแทงได้ในชั่วพริบตา
“ขะ.. ขอบคุณเ้าหนู!”
ขณะที่อีกฝ่ายที่ยังคงแสร้งทำเป็อ่อนแรงนั้นลอบแสยะยิ้มอย่างแเี ดวงตาที่เคยอ่อนล้าพลันเผยแววเยาะเย้ยขึ้นอย่างจางๆ
“หึหึ รอให้ไอ้หนูนี่ช่วยเหลือข้าก่อน แล้วถ้าข้าหายดีเมื่อไหร่ค่อยสังหารมันทิ้งซะ!”
แต่ในวินาทีต่อมา รอยยิ้มนั้นกลับถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึง
“ขออภัย.. แต่ข้าหลัวหยางไม่สามารถช่วยเหลือพวกวายร้ายได้!”
เมื่อในจังหวะที่หลัวหยางพุ่งถึงตัว มือขวาของเขาพลันวาดกระบี่ขึ้นอย่างรวดเร็ว
ท่วงท่าอันพลิกแพลงของเพลงกระบี่อสรพิษที่ฝึกฝนมาได้อย่างแม่นยำและฉับพลัน
ปลายกระบี่ตวัดเป็เส้นโค้งวิปลาสเฉกเช่นงูพิษที่แหวกม่านพงหญ้าแล้วพุ่งทะลวงเข้าหาเหยื่อที่ไม่ทันตั้งตัว
การจู่โจมที่เกิดขึ้นในระยะประชิดเช่นนี้ แม้จะอยู่ในสภาพปกติอาจมีผู้สามารถรับมือได้ทัน ทว่าชายแปลกหน้าผู้นี้าเ็จนแทบไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่ ร่างพยายามจะเบี่ยงหนีแต่กลับเชื่องช้าอย่างน่าเวทนา เสียงเนื้อที่ถูกฉีกขาดดังขึ้นพร้อมเสียงหอบหายใจที่ติดขัด
“อึกกก!”
ชายวัยกลางคนกระอักเืออกมาอีกครั้งในจังหวะที่ปลายกระบี่แทงทะลุเข้าใกล้ชายโครงซ้ายอย่างจัง
“แก...”
ตัวของมันทำได้เพียงกัดฟันแน่น เต็มไปด้วยความใและโกรธแค้น ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยประโยคถัดไป กระบี่ในมือของหลัวหยางก็หมุนตวัดอีกครั้ง พลันฟาดตัดลำคอด้วยการเคลื่อนไหวที่เยือกเย็นและเฉียบขาด
“ฉัวะ!”
สายโลหิตพลุ่งออกมาดังสายน้ำพุในยามราตรี กลิ่นเืสดกระจายปะปนไปกับกลิ่นดินและเศษซากของต้นไม้
เสียงสุดท้ายของชายผู้นั้นกลืนหายไปในลมหายใจสุดท้าย ร่างของเขาทรุดฮวบลงข้างลำต้นที่หักโค่นแล้วไม่ขยับอีก
ภายในจิตใจของหลัวหยาง เสียงของระบบสังหารโชคชะตาก็ดังขึ้นอีกครั้งในขณะที่เขายืนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบงันของป่าซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเืและซากศพไร้ศีรษะที่ยังอาบด้วยหยดโลหิตสดใหม่
【ติ๊ง! สังหารเป้าหมายระดับโชคชะตาสีฟ้าอ่อนสำเร็จ】
【กลืนกินโชคชะตาสำเร็จ – ได้รับรางวัลเป็เม็ดยาหลอมร่างกาย 3 เม็ด】
【หึหึ ทำได้ดีมากศิษย์รัก.. 】
【นี่แหละคือหนทางของผู้กลืนกินโชคชะตา ฆ่าเพื่อเติบโต กลืนกินเพื่อข้ามชะตา ใครหน้าไหนจะกล้าขวางเ้าได้อีก!】
หลัวหยางยืนนิ่งอยู่กับที่ ร่างกายของเขาเริ่มสั่นสะท้านเล็กน้อย
ฝ่ามือที่จับด้ามกระบี่เหล็กกล้าแน่นในตอนแรกพลันสั่นไหวคล้ายกับมันยังไม่อาจยอมรับในสิ่งที่ได้กระทำลงไป ประหนึ่งกับว่าความเป็จริงที่เบื้องหน้าคือฝันร้ายอันไม่ควรเกิดขึ้น ดวงตาของเขาจับจ้องมองไปยังศพไร้หัวตรงหน้าอย่างเหม่อลอย
ใบหน้าและแววตาของผู้ตายยังคงเบิกกว้าง เต็มไปด้วยความงุนงงปนโกรธเกรี้ยว
ไม่เข้าใจแม้ในวาระสุดท้าย ว่าตนพลาดท่าให้กับชายหนุ่มที่อ่อนแอผู้หนึ่งได้อย่างไร
“นะ.. นี่ข้าเพิ่งสังหารคนอื่นจริงๆเรอะ?”
เขาพึมพำกับตนเองขณะยังจ้องมองร่างที่ไร้ิญญาตรงหน้า
สมองของเขาแล่นวูบย้อนกลับไปยัง่เวลาที่ฟันกระบี่ออกไปอย่างฉับพลัน ฉับไวราวกับเป็สัญชาตญาณที่ไม่ต้องไตร่ตรอง
ทว่าเมื่อคิดย้อนกลับ รู้ดีว่าการลงมือนั้นเกิดจากพลังงานบางอย่างในจิติญญาที่ตอบสนองต่อเจตจำนงแห่งการสังหาร
“เมื่อกี้นี้ข้าลงมือก็เพราะได้ยินที่ท่านอาจารย์ระบบบอก.. แล้วก็เหมือนว่าร่างกายของข้ามันจะตอบสนองต่อจิตมุ่งร้ายโดยอัตโนมัติ.. ข้าจึงแทงกระบี่ใส่มันแล้วก็ตัดหัวของมัน.. ง่ายดายขนาดนั้นเลยเรอะ?”
เขาพูดไปพลางส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
【ไม่เป็ไร ศิษย์รัก เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้น การฆ่าฟันถือเป็เื่ปกติ】
【หายใจเข้าลึกๆ ผ่อนคลายแล้วจดจ่อสมาธิไปที่เจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหลในจิติญญาของเ้า】
เสียงของอาจารย์ระบบดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้เต็มไปด้วยความมั่นใจและปลอบประโลม
หลัวหยางที่ยืนสั่นเทิ้มก็หลับตาลงตามคำแนะนำอย่างช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกจนได้ยินเสียงลมลอดจมูกและลำคอ เขารวบรวมสติและจิตใจ พยายามวางเปลวเพลิงแห่งความลังเลลงภายในจิตสำนึก
และเมื่อเขาเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นก็เต็มไปด้วยความสงบแน่วแน่ ความกลัว ความสั่นไหว ความลังเล เมื่อครู่หายวับไปจนแทบไม่เหลือร่องรอย คล้ายกับเพียงชั่วพริบตาที่ผ่านไป
ชายหนุ่มได้เติบโตขึ้นอย่างก้าวะโ จากผู้ที่ยังไม่เคยสังหารใคร กลับกลายเป็ผู้ที่รู้ว่าการตัดสินใจนั้นมิใช่แค่เพื่อเอาชีวิต แต่มันคือก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตน
“ข้าเพิ่งสังหารผู้มีพลังระดับเปิดห้วงจิติญญาจริงๆเหรอเนี่ย!”
“น่าเหลือเชื่อชะมัด!”
คำพูดนั้นเปล่งออกมาพร้อมรอยยิ้มที่ก่อตัวบนใบหน้า
เป็รอยยิ้มของผู้ที่เข้าใจแล้วว่า โลกใบนี้มิได้อ่อนโยนเช่นนิทานในวัยเยาว์ เส้นทางของผู้แข็งแกร่งคือการปีนขึ้นไปบนกองซากศพของผู้ที่อ่อนแอกว่า และในฐานะผู้ระบบสังหารโชคชะตา เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินบนหนทางแห่งโลหิต