ลานที่พักตระกูลเย่ด้านตะวันออก
เย่ชิงหานนั่งกลัดกลุ้มโดยลำพังอยู่ภายในห้องเล็กๆ
“เฮ้อ! คำพูดคุยโวก็ได้ลั่นออกไปแล้ว แล้วจะหาวิธีไหนมาเลื่อนขั้นพลังฝีมือดีเล่า?”
เย่ชิงหานถอดหายใจอย่างกลัดกลุ้มเพื่อที่จะกดดันตัวเองและเพื่อทำให้ครอบครัวลูกคนรองกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง สองวันที่ผ่านมานี้เขาได้ลั่นวาจาที่แทบจะไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ออกมาถึงสองครั้ง
คำสาบานต่อหน้าหลุมศพมารดาว่าจะทำตามคำขอก่อนตายของท่านให้สำเร็จและที่ยากยิ่งไปกว่านั้นคือการนำป้ายิญญาของบิดามารดาไปบรรจุไว้ในวิหาริญญาศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนมีสาเหตุมาจากผู้ใหญ่ที่มีอำนาจภายในตระกูลที่บีบบังคับตนสิบปีก่อนบิดาเสียชีวิตโดยฉับพลัน ท่านลุงสี่หายสาบสูญ ท่านปู่หลีกเร้นกายเหลือแค่ครอบครัวลูกคนโตที่มีลุงใหญ่กุมอำนาจสูงสุดของตระกูลตนเองซึ่งเป็ครอบครัวลูกคนรองจึงกลายเป็เด็กที่ไม่มีตัวตน คุณลุงไม่สนใจคุณยายไม่รักอะไรทำนองนั้นทำให้ฐานะและความเป็อยู่ภายในตระกูลตกต่ำลงอย่างมากขนาดว่าตนเองที่เป็นายน้อยสายเืโดยตรงของตระกูลเมื่อเทียบกับศิษย์ในตระกูลที่ไม่ใช่สายเืโดยตรงแล้วยังมิอาจเทียบได้เลย
ตอนนี้ครอบครัวลูกคนรองเหลือเพียงแค่ตนเองกับน้องสาวสองคนน้องสาวเป็เด็กที่บิดาเก็บมาเลี้ยงเมื่อหลายปีก่อน อาจจะพูดได้ว่าจริงๆแล้วบ้านลูกคนรองเหลือเพียงแค่ตนที่เป็เืเนื้อเชื้อไขจริงๆภาระหนักในการทำให้บ้านลูกคนรองกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้งจึงเป็สิ่งที่ตนต้องแบกรับโดยไม่อาจจะบอกปัดได้ดังนั้นจึงต้องบีบบังคับและกดดันตนเองให้มากเข้าไว้เหมือนกับที่น้องสาวเคยกล่าวกับเขา "การผลักตนเองให้เดินไปในเส้นทางที่ไม่มีวันหวนกลับคืนมาได้อีก"
รวมทั้งวันนี้ที่เขาซัดเย่ชิงเสียนจนหมดสติทั้งยังได้ลั่นวาจาคุยโวออกไปอีกว่า ภายในระยะเวลาสามปีจะแข็งแกร่งกว่าเขาให้จงได้แต่เขาก็รู้ดีว่าสองครั้งที่สามารถซัดจนเย่ชิงเสียนหมดสติได้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากยุทธวิธีที่ตนเองใช้ในการต่อสู้และอีกส่วนคือตัวเย่ชิงเสียนเองที่โง่เขลาซึ่งก็มีส่วนอย่างมาก
แต่คนโง่เขลาเฉกเช่นนี้ในตระกูลเย่นั้นมีอยู่แต่ก็ไม่มากและทั่วทั้งทวีปัเพลิงมีผู้คนมากมายมหาศาลหากตนหวังที่จะมีชีวิตอยู่อย่างราบรื่นแล้วละก็จำเป็อย่างยิ่งที่จะต้องมีพลังฝีมือที่แข็งแกร่งเพราะบนโลกใบนี้พลังฝีมือคือทุกสิ่งทุกอย่าง!
เขตปกครองเทพามีเมืองหลักอยู่หกแห่งนอกจากเมืองัที่อยู่ใจกลางแล้ว อีกห้าเมืองหลักล้วนอยู่ในการของตระกูลเฟิงตระกูลฮวา ตระกูลเสว่ ตระกูลเยว่ และตระกูลเย่ตำแหน่งจ้าวเมืองของเมืองัเปลี่ยนผู้ครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ตำแหน่งจ้าวเมืองของอีกห้าเมืองหลักที่อยู่รอบนอกกลับถูกโดยตระกูลทั้งห้ามาตลอดนับพันปีไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ทำไมตระกูลทั้งห้าถึงได้ห้าเมืองหลักนี้ได้ยาวนานนับพันปีนั่นก็เพราะว่าตระกูลทั้งห้าต่างมีสุดยอดวิชาลับประจำตระกูลที่เอาไว้ฝึกฝนลูกหลานของตนดังนั้นตระกูลทั้งห้าจึงสามารถผลิตยอดฝีมือออกมาได้เรื่อยๆ ไม่ขาดทำให้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วสารทิศ
สำหรับสุดยอดวิชาลับของตระกูลเย่คือการเรียกสัตว์อสูรออกมากล่าวกันว่าคนตระกูลเย่มีสายเืของเทพอสูราอยู่ในร่างทุกคนในตระกูลมีโอกาสสามครั้งที่จะปลุกพลังทางสายเืนี้เพื่อที่จะใช้ในการเรียกให้สัตว์อสูรออกมา
สัตว์อสูรสามารถต่อสู้ได้เองโดยลำพังและยังสามารถรวมร่างกับเ้าของเพื่อร่วมกันต่อสู้ได้หลังจากรวมร่างทั้งพลัง ประสาทรับรู้ ความเร็ว และพลังโจมตีจะเพิ่มขึ้นเป็ทวีคูณนอกจากนี้ยังมีสัตว์อสูรบางจำพวกที่หลังจากรวมร่างกับเ้าของแล้วก่อให้เกิดความสามารถพิเศษชนิดใหม่ขึ้นความสามารถพิเศษชนิดนี้มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงเป็ที่น่าสะพรึงกลัวตัวอย่างเช่นสมัยที่เย่เทียนหลงเป็หัวหน้าตระกูล เขามีสัตว์อสูรคุณภาพระดับแปด "หมีั์จ้าวดินแดน" ที่รวมร่างแล้วจะเกิดความสามารถใหม่ขึ้น "เกราะรบเ้าดินแดน" อาศัยพลังความสามารถใหม่นี้เย่เทียนหลงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มผู้มีพลังฝีมือระดับแนวหน้าของทำเนียบผู้มีพลังฝีมือระดับชั้น์ของเขตปกครองเทพาและที่น่าใยิ่งกว่าคือเขาอาศัยเพียงแค่พลังฝีมือระดับแรกของขอบเขตปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์กลับได้รับการยอมรับว่าเป็ผู้ที่มีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดเป็อันดับหนึ่งของระดับขอบเขตปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์!
ด้วยเหตุนี้ตระกูลเย่ถึงสามารถเมืองชางและเป็ใหญ่ในทางตอนใต้ของเขตปกครองเทพาได้ยาวนานนับพันปี
ตระกูลเย่มีเงื่อนไขในการรับศิษย์โดยเฉพาะศิษย์สายในว่าจำเป็จะต้องเรียกสัตว์อสูรอย่างน้อยคุณภาพระดับหกออกมาให้ได้หรือว่าก่อนอายุสิบหกปีฝึกพลังปราณรบให้บรรลุถึงระดับขอบเขตยอดยุทธ์ผู้ที่สามารถเรียกสัตว์อสูรคุณภาพระดับหกออกมาได้แสดงว่ามีเืเทพแฝงอยู่ภายในกายอย่างเข้มข้นถึงแม้พร์ในการฝึกยุทธ์จะไม่ดี แต่ตระกูลก็สามารถใช้ยาและเคล็ดวิชาลับต่างๆทำให้พลังฝีมือของเขาเพิ่มสูงขึ้นได้ หรือผู้ที่สามารถบรรลุถึงระดับขอบเขตยอดยุทธ์ได้ก่อนอายุสิบหกปีแสดงว่ามีพร์ในการฝึกยุทธ์ที่โดดเด่นสัตว์อสูรที่เรียกออกแม้จะมีระดับคุณภาพที่ต่ำหน่อยก็ไม่เป็ไร
พร์ในการฝึกยุทธ์ของตนเองไม่ดีหรือไม่มีเอาซะเลยเริ่มฝึกยุทธ์ตอนอายุหกปีจนบัดนี้ฝึกมาได้สิบปีแล้วเพิ่งจะบรรลุถึงระดับแรกของขอบเขตขั้นสูงเหลือเวลาอีกแค่ปีเดียวจะทำอย่างไรถึงจะบรรลุถึงระดับขอบเขตยอดยุทธ์ได้? มิหนำซ้ำความเข้มข้นของเืเทพที่มีอยู่ภายในกายก็ต่ำมาก ในการปลุกพลังทางสายเืสองครั้งที่ผ่านมาตอนอายุห้าปีและสิบปีล้วนล้มเหลวคาดว่าครั้งที่สามในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้างานเทศกาลัเพลิงก็คงจะล้มเหลวอีกเป็แน่ข้าจะทำอย่างไรดี? เฮ้ออ...หากเย่ชิงอวี่เป็น้องแท้ๆก็คงจะดี อย่างน้อยนางก็ยังมีโอกาส แต่น่าเสียดายที่นางไม่ได้มีสายเืของตระกูลเย่
เย่ชิงหานครุ่นคิดอยู่ภายในใจอย่างเงียบๆสองคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความขมขื่น
ลูกหลานตระกูลเย่ทุกคนมีโอกาสคนละสามครั้งในการเข้าร่วมการปลุกพลังทางสายเืแบ่งออกเป็่อายุห้าปี สิบปีและสิบห้าปี โดยทุกๆ ปีจะจัดขึ้นหนึ่งครั้งเป็ที่รู้กันดีว่าหากการปลุกพลังสองครั้งแรกไม่สำเร็จครั้งที่สามโอกาสก็ยิ่งริบหรี่เพราะสองครั้งก่อนหน้าที่ล้มเหลวย่อมแสดงให้เห็นว่าเืเทพภายในกายมีระดับที่เบาบางเกินไปไม่สามารถใช้พลังทางสายเืกระตุ้นสัตว์อสูรให้เกิดการตอบสนองได้จึงถือว่าล้มเหลว
เย่ชิงอวี่แม้จะแซ่เย่แต่นางไม่ใช่ลูกหลานของตระกูล เป็เพียงเด็กที่บิดาของตนเก็บเอามาเลี้ยงภายในร่างจึงไม่มีเืเทพแฝงอยู่ ดังนั้นพลังวิชาต่างๆรวมไปถึงการปลุกพลังทางสายเืนางจึงไม่มีโอกาสแม้แต่จะฝึก
ส่วนเย่ชิงหานอายุสิบห้าปีพลังปราณรบเพิ่งบรรลุถึงระดับแรกของขอบเขตขั้นสูงการปลุกพลังทางสายเืตอนอายุห้าปี สิบปีล้วนล้มเหลว พร์ในการฝึกยุทธ์ก็ไม่ดีอีกพวกผู้ใหญ่ในตระกูลต่างก็ประเมินว่าอนาคตเขาไปได้ไม่ไกล ด้วยเหตุนี้จึงถูกส่งให้มาอยู่ที่ลานพักเล็กๆซอมซ่อเช่นนี้ เมื่อตอนที่เขาคุกเข่าอยู่หน้าประตูใหญ่หอผู้าุโทั้งคืนก็ไม่มีใครสนใจแถมยังจะถูกลงโทษด้วยกฎของตระกูลข้อหามาส่งเสียงรบกวนสร้างความรำคาญแก่เหล่าผู้าุโ
.................................
“เอี๊ยด!”
ในขณะที่เย่ชิงหานกำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่นั้นประตูห้องถูกผลักออกเย่ชิงอวี่ที่อยู่ในชุดสีขาวดูราวกับภูติ์ในราตรีที่มืดมิดเดินตรงเข้ามาในมือนางประคองกล่องใบหนึ่ง
“ชิงอวี่เ้ายังไม่นอนรึ?” เย่ชิงหานพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนด้วยรูปร่างที่บอบบางและอากัปกิริยาท่าทางของสาวน้อยที่ราวกับ้าการปกป้องของนางทำให้เย่ชิงหานพลันบังเกิดความรู้สึกที่อ่อนโยนขึ้นภายในจิตใจ
“อืม! ท่านพี่ก็ยังไม่นอนมิใช่หรือ?” เย่ชิงอวี่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบาวางกล่องที่อยู่ในมือลงไปยังโต๊ะหนังสือที่อยู่ตรงหน้าหลังจากจัดชุดให้เข้าที่นางจึงกระแอมขึ้นครั้งหนึ่งก่อนที่จะพูดขึ้นด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม “ท่านพี่ ข้าขอถามอะไรท่านสักอย่างหนึ่ง สมมติว่า...ข้าหมายถึงสมมติน่ะข้าอยากให้ท่านพาข้าหนีไปให้ไกลจากตระกูลเย่ หาอำเภอเล็กๆ ที่ห่างไกลที่ไหนสักแห่งแล้วพวกเราใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแบบนั้นไปตลอดชีวิต ท่านพี่จะยินดีหรือไม่?”
“เอิ่มมม?” มองดูใบหน้าของน้องสาวที่ราบเรียบไม่มีความรู้สึกใดๆอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเย่ชิงหานเข้าใจได้ทันทีว่าสิ่งที่นางพูดออกมานั้นจริงจังภายในใจเริ่มที่จะครุ่นคิดอย่างจริงจังขึ้นมาคิดอยู่สักพักแต่ก็ไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไรดีจึงได้แต่ตอบออกไปอย่างง่ายๆ “คำถามนี้ข้ายังไม่เคยคิดมาก่อน แต่ไม่เป็ไรหากเ้าอยากจะใช้ชีวิตเช่นนั้นจริงๆ ข้าจะพิจารณามันอย่างจริงจังอีกทีก็แล้วกัน”
“เหอะๆ! ท่านแม่พูดไว้ไม่ผิดจริงๆท่านพี่เป็พวกที่เืในกายเร่าร้อนไม่ยินดีใช้ชีวิตแบบปุถุชนคนธรรมดาั้แ่ที่ท่านสาบานต่อหน้าหลุมศพข้าก็พอจะมองออกแล้วในเมื่อเป็เช่นนั้นของสิ่งนี้ท่านจงรับไปเถอะ” เย่ชิงอวี่ยิ้มเล็กน้อยรอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความฝืนใจและความอับจนปัญญา นางค่อยๆดันกล่องที่วางอยู่บนโต๊ะไปข้างหน้า
“นี่คือ?”คิ้วทั้งสองข้างของเย่ชิงหานกระดกขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
เย่ชิงอวี่เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “เจตนาเดิมของท่านแม่รู้ว่าพร์ของท่านพี่ไม่ค่อยดีนักบวกกับนิสัยที่แข็งกร้าวชอบต่อสู้เส้นทางของการฝึกยุทธ์ไม่น่าจะมีความสำเร็จอะไรมากจึงหวังเพียงให้ท่านพี่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเรียบง่าย กำชับข้าไม่ให้มอบของสิ่งนี้ให้ท่านเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นในใจถ้าหากภายภาคหน้าลูกหลานที่เกิดมามีพร์โดดเด่นค่อยส่งต่อของสิ่งนี้ให้พวกเขาไปแต่ก็เอาเถอะ ในเมื่อท่านพี่ตั้งปณิธาณว่าจะฝึกยุทธ์ให้ได้แถมยังให้สัตย์สาบานต่อหน้าหลุมฝังศพของท่านแม่อีกข้าก็คงต้องขัดเจตนาของท่านแม่แล้วละ ของสิ่งนี้คือบันทึกประสบการณ์การฝึกยุทธ์และยังมีของวิเศษที่ท่านพ่อใช้ชีวิตแลกมาจากูเาสุสานทวยเทพ”
เย่ชิงอวี่คล้ายกับว่าได้วางเื่ราวที่หนักอึ้งภายในจิตใจออกไปทั่วสรรพางค์กายรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันที ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมาเย่ชิงหานต้องทนทุกข์กับความโศกเศร้าเสียใจความเ็ปรวดร้าวและความขมขื่นอับจนปัญญา นางล้วนมองเห็นและรับรู้อยู่โดยตลอดนางเคยคิดที่จะมอบของสิ่งนี้ให้เย่ชิงหานแต่ติดตรงที่มารดาได้สั่งกำชับไว้ในที่สุดตอนนี้ก็ได้มอบออกไปแล้ว เื่ราวที่ค้างคาอยู่ภายในใจก็ปล่อยวางได้เสียทีหวังว่าของสิ่งนี้จะมีประโยชน์ช่วยในการฝึกยุทธ์ของท่านพี่บ้าง
“บันทึกประสบการณ์การฝึกยุทธ์และของวิเศษที่ท่านพ่อใช้ชีวิตแลกมา?”
แม้ภายนอก ใบหน้าของเย่ชิงหานราบเรียบไร้อารมณ์ความรู้สึกแต่ภายในใจตื่นเต้นดีใจราวกับคลื่นั์ที่พัดกระพือโหมซัดอย่างบ้างคลั่ง
เย่เตาผู้เป็บิดา...ยอดฝีมืออันดับสองผู้มีพร์ในการฝึกยุทธ์ที่ร้ายกาจที่สุดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบร้อยปีของตระกูลอายุหกปีใช้เวลาฝึกฝนเพียงหนึ่งเดือนบรรลุถึงระดับขอบเขตผู้กล้า ครึ่งปีทะลวงจุดชีพจรทั่วร่างทั้งสิบสองจุดบรรลุถึงระดับขอบเขตเยี่ยมยุทธ์ยี่สิบแปดปีบรรลุถึงระดับขอบเขตาาจักพรรดิโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตอนอายุสามสิบปีเขาสามารถเรียกสัตว์อสูรคุณภาพระดับแปด "ราชสีห์ั" ออกมาได้กลายเป็ผู้ที่มีพร์ที่โดดเด่นที่สุดในรอบร้อยปีของตระกูลเย่และยังถูกจัดให้อยู่ในอันดับหนึ่งของทำเนียบผู้มีพลังฝีมือระดับชั้นปฐี
แต่น่าเสียดายเย่เตามีนิสัยดื้อรั้นไม่เชื่อฟังใครมาแต่กำเนิดบ่อยครั้งที่ฝ่าฝืนไม่ฟังคำตักเตือนจากทางตระกูลและจากเย่เทียนหลงมิหน้ำซ้ำยังลอบทำการตกลงเป็สามีภรรยากับมารดาของตนที่เป็หญิงในหอนางโลมอย่างลับๆแล้วพากลับมาอยู่ด้วย คนในตระกูลทั้งรักทั้งชังเย่เตาท่านปู่เย่เทียนหลงก็แทบจะกระอักเืเพราะความโกรธหลายต่อหลายครั้งหลังจากนั้นไม่นานเย่เตาได้ออกเดินทางโดยลำพังไปยังหนึ่งในสามสถานที่ที่อันตรายที่สุดของทวีปเพื่อเสาะหาของวิเศษซึ่งที่แห่งนั้นถูกจัดว่าเป็ที่ที่อันตรายที่สุดอันดับหนึ่ง "ูเาสุสานทวยเทพ" และโชคไม่ดีที่เขาต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่น
คนในตระกูลทั้งชื่นชมทั้งโกรธแค้นและทั้งทอดถอนใจชื่นชมคือด้านพร์ โกรธแค้นคือด้านตัวบุคคล ทอดถอนใจคือด้านโชคชะตาชีวิต
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามทั้งพร์และความสำเร็จทางด้านการฝึกยุทธ์ของเย่เตาเป็ที่ยอมรับของผู้คนทั่วทั้งทวีปัเพลิง
เย่ชิงหานไม่คาดคิดมาก่อนเลยจริงๆว่าภายในกล่องเล็กๆ ใบนี้จะมีบันทึกประสบการณ์การฝึกยุทธ์ของผู้มีพลังฝีมือระดับขั้นที่สามของขอบเขตาาจักรพรรดิซึ่งก็คือบิดาของตนเองยิ่งไปกว่านั้นยังมีของวิเศษที่ตกทอดมาจากสถานที่อันตรายที่สุดอันดับหนึ่งของทวีปอย่างูเาสุสานทวยเทพอีกด้วยถ้าพูดกันตามหลักเหตุผลแล้วของพวกนี้น่าจะถูกทางตระกูลยึดไปตั้งนานแล้วคิดไม่ถึงว่ามารดาของตนจะเก็บซ่อน รักษาไว้มาโดยตลอดจนถึงบัดนี้และถูกส่งต่อมาสู่ตน
“ท่านพี่ท่านค่อยๆ ดูไปแล้วกัน ข้าจะกลับไปนอนแล้ว” เย่ชิงอวี่เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความปีติยินดีของเย่ชิงหานนางยิ้มออกมาเล็กน้อยพร้อมกับกล่าวออกมาด้วยเสียงอันเบาแล้วผลักประตูเดินจากไป
เย่ชิงหานพูดตอบรับไปคำหนึ่งแล้วจึงรีบเปิดกล่องออกดูอย่างรวดเร็วภายในกล่องมีสมุดบันทึกสีเหลืองเล่มหนึ่งและแหวนสีทองรูปัที่มีสีสันแวววาวสวยสดงดงาม
“คัมภีร์แก่นแท้วรยุทธ์”
“แหวนวิเศษัทอง”
โอ้ว! ภายในใจเย่ชิงหานรู้สึกตื่นเต้นดีใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพียงแค่คัมภีร์แก่นแท้วรยุทธ์ที่เขียนจากประสบการณ์การฝึกยุทธ์ของบิดาผู้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับหนึ่งของทำเนียบผู้มีพลังฝีมือระดับชั้นปฐีแค่สิ่งนี้ก็เป็ของที่ล้ำค่าและมีราคาอย่างยิ่งแล้ว แถมยังมีแหวนวิเศษัทองอีกแหวนวงใดก็ตามหากมีรูปแกะสลักัหรือหงส์ปรากฏอยู่ย่อมหมายถึงเป็ของดีอย่างแน่นอน! ยิ่งไปกว่านั้นแหวนวงนี้ยังได้มาจากสถานที่ที่อันตรายที่สุดอันดับหนึ่งของทวีป "ูเาสุสานทวยเทพ"
เย่ชิงหานหยิบบันทึกออกมาเปิดดูตัวอักษร "ั" และ "หงส์" ที่เข้มแข็งและทรงพลังน่าพิศวงปรากฏเด่นต่อสายตาของเขา
“วิถีของการฝึกยุทธ์คือ...การฝืนลิขิตฟ้าเปลี่ยนแปลงโชคชะตา! ั้แ่ระดับขอบเขตเยี่ยมยุทธ์ต่ำลงไปล้วนอาศัยพร์ส่วนตัวและความมุมานะของผู้ฝึกฝนไม่มีหนทางลัดให้เลือกเดินผู้ที่พร์ไม่ดีชั่วชีวิตหมดหวังได้บรรลุถึงจุดสูงสุด
ั้แ่ระดับขอบเขตเยี่ยมยุทธ์ขึ้นไปล้วนอาศัยสติปัญญาและโชคชะตาของผู้ฝึกฝนผู้ที่มีมันสมองที่เฉลียวฉลาด มีไหวพริบปฏิภาณว่องไวมีสติปัญญามากและมีโชคชะตาที่ดี มีโอกาสเหยียบย่างไปถึงขอบเขตแห่งเทพตัวข้าฝึกยุทธ์เป็เวลายี่สิบกว่าปีบรรลุถึงระดับขั้นที่สามของขอบเขตาาจักรพรรดิอาศัยสัตว์อสูรคุณภาพระดับแปดราชสีห์ัตะลุยไปทั่วเขตปกครองเทพาได้แสดงพลังฝีมือของตนให้ประจักษ์ในงานประลองาระหว่างเขตปกครองโดยต่อสู้ประมือกับสามจักพรรดิปีศาจแห่งเขตปกครองเทพปีศาจโดยลำพังคนเดียวสังหารยอดฝีมือของเขตปกครองเทพปีศาจ จ้าวปิศาจ จักรพรรดิปีศาจและยอดฝีมือของเขตปกครองเทพคนเถื่อน จ้าวคนเถื่อน...มานับไม่ถ้วนบัดนี้ตัวข้าได้มอบบันทึกประสบการณ์การฝึกยุทธ์ฉบับนี้ไว้เพื่อเป็ประโยชน์แก่ชนรุ่นหลัง”
เป็ดั่งที่คาดคิดไว้จริงๆ!
แม้ว่าเย่ชิงหานจะตื่นตะลึงกับประวัติการต่อสู้ของบิดาแต่ภายในจิตใจกลับบังเกิดความรู้สึกเศร้าสลดขึ้นมา เนื่องจากตามที่บันทึกกล่าวไว้ผู้ที่พร์ไม่ดีชั่วชีวิตอย่าหวังได้บรรลุถึงจุดสูงสุด การฝึกยุทธ์อย่างไรก็ต้องอาศัยพร์หากพร์ไม่ดีต่อให้มุมานะฝึกฝนสักเพียงใดระดับขอบเขตที่จะบรรลุถึงได้ก็มีขีดจำกัด
เย่ชิงหานในใจแสนจะเ็ปเมื่อนึกถึงสภาพจุดชีพจรที่อุดตันภายในร่างของตนเอง
เดิมทีคิดว่าบิดาของตนที่มีพร์ที่โดดเด่นจนน่าในั้นจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษทางร่างกายอะไรบางอย่างที่มีมาแต่กำเนิดที่ไม่สนใจต่อสภาพร่างกายเนื้อจึงทำให้เขาฝึกพลังปราณรบได้อย่างรวดเร็วราวกับมีทางลัดแต่ความจริงหาเป็เช่นนั้นไม่เพียงแค่ประโยคแรกของบิดาที่เขียนไว้ในบันทึกก็เหมือนดั่งคำสั่งโทษปะาสำหรับเขาแล้ว
พร์...! ข้า้าพร์...!
หากไม่มีพร์ที่ดีพอต่อให้ตนเองมุมานะฝึกฝนสักเพียงใดก็คงไม่มีประโยชน์ชั่วชีวิตนี้อย่างมากบรรลุถึงแค่ระดับขั้นที่สามของขอบเขตยอดยุทธ์ก็ถือว่าดีเกินพอแล้วจะทำอย่างไรได้ในเมื่อจุดชีพจรภายในร่างอุดตันไปด้วยสิ่งต่างๆ มากมายเสียเหลือเกินถ้าคำนวณจากความเร็วในการฝึกฝนในปัจจุบันชีวิตนี้ทั้งชีวิตตนคงทำได้แค่เพียงบรรลุถึงระดับขอบเขตยอดยุทธ์เท่านั้น
ดูเหมือนว่าอาศัยเส้นทางการฝึกยุทธ์คงไม่มีหวังเสียแล้วคงต้องดูต่อไปว่ายังมีอะไรน่าสนใจอยู่อีกไหม?
เย่ชิงหานพลิกสมุดบันทึกที่อยู่ในมือดูต่อไปเรื่อยๆภายในใจยังแอบหวังให้เจอสิ่งที่พอเป็ประโยชน์กับตนบ้าง
“บันทึกเล่มนี้แบ่งออกเป็สองส่วนส่วนแรกคัมภีร์แก่นแท้วรยุทธ์ ใช้เพื่อฝึกพลังปราณรบ...ส่วนที่สองคัมภีร์ลับเืเทพหากลูกหลานตระกูลเย่ได้ฝึกฝนจะสามารถเพิ่มพูนความเข้มข้นของเืเทพภายในร่างมีโอกาสมากที่จะสามารถเรียกสัตว์อสูรคุณภาพระดับเจ็ดออกมา หรือบางทีอาจถึงคุณภาพระดับเก้าเลยก็เป็ได้...”
“อะไรนะ? คัมภีร์ลับเืเทพ? สามารถช่วยให้เรียกสัตว์อสูรคุณภาพระดับเจ็ดขึ้นไปออกมาได้...”
ฮ่าๆๆๆ!!
จิตใจเย่ชิงหานจากเดิมที่ห่อเหี่ยวและหมดหวังทันใดนั้นกลับเหมือนดั่งกระแสคลื่นขนาดใหญ่ที่กระทบเข้าหาฝั่ง โหมซัดขึ้นอย่างบ้าคลั่ง