“ชิงเกอ ครั้งนี้เจ้าเชื่อในเสน่ห์ของสามีเจ้าแล้วหรือไม่” เมื่อเห็นสีหน้าที่ทึ่งไปของกู้ชิงเกอ ซูฉางเซิงอดไม่ได้ที่จะบีบแก้มนวลของนางเบาๆพลางหยอกล้อ
“เหอะ คงเป็นเพียงเด็กสาวไร้เดียงสาที่ถูกหลอกด้วยรูปลักษณ์ภายนอกของเจ้าก็เท่านั้น!”
แม้จะรู้ถึงเสน่ห์ของซูฉางเซิงทว่ากู้ชิงเกอยังคงทำหน้าบึ้งตึงและเอ่ยอย่างดื้อรั้น
นางไม่มีวันยอมรับว่าซูฉางเซิงมีเสน่ห์เป็นอันขาด!
“เหมือนกับที่เจ้าหลอกเสี่ยวเยวี่ยเอ๋อร์อย่างไรก็อย่างนั้น!” ท้ายที่สุดนางก็เสริมขึ้นอีกประโยคหนึ่ง ทว่าในไม่ช้านางก็ถูกไป๋เยวี่ยเกอเปิดโปงอย่างไร้ความปรานี
“แต่ข้าไม่ได้ถูกพี่ฉางเซิงหลอกข้ายินยอมเองเจ้าค่ะ!” ไป๋เยวี่ยเกอกะพริบตาใสซื่อ พูดด้วยทีท่าบริสุทธิ์
“...”
เจ้าเด็กทรยศคนนี้ช่วยไม่ได้แล้ว!
กู้ชิงเกอถอนหายใจนางเห็นแล้วว่าไป๋เยวี่ยเกอตกอยู่ใต้อิทธิพลของซูฉางเซิงอย่างสมบูรณ์และกลายเป็นคนของเขาไปโดยปริยาย
กลยุทธ์ดึงไป๋เยวี่ยเกอมาเป็นพวกเดียวกันเพื่อต่อต้านซูฉางเซิงที่นางวางแผนไว้ตั้งแต่แรกล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
“ฮ่าๆๆๆ...”
เมื่อเห็นกู้ชิงเกอหน้าแตกซูฉางเซิงหัวเราะอารมณ์ดี รู้สึกเบิกบานใจ นานเพียงใดแล้วที่เขาไม่ได้มีความสุขเช่นนี้
“หึ!”
กู้ชิงเกอครางเสียงเย็นชาในลำคอ
ถึงแม้ว่านางจะทำหน้าบึ้งตึงทว่าในใจไม่ได้มีความโกรธแม้แต่น้อย กลับรู้สึกสบายใจอย่างน่าประหลาด
ราวกับว่าวิธีการอยู่ร่วมกันเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกสบายกระทั่งหลงใหลเสียด้วยซ้ำไป
เมื่อเทียบกับชีวิตการบำเพ็ญเพียรที่ต้องเผชิญกับการสังหารและความยากลำบากในชาติที่แล้วดูเหมือนว่านางจะชอบชีวิตเช่นนี้มากกว่า
กู้ชิงเกอครุ่นคิดอยู่ในใจ...
ดูเหมือนว่านางจะเริ่มชอบเจ้าคนหน้าด้านซูฉางเซิงผู้นี้ขึ้นมาจริงๆแล้ว
“ชิงเกอ เจ้ารู้วิธีปลุกเนตรเต๋าวัฏจักรหรือไม่”ในขณะนั้นเอง ซูฉางเซิงเลิกคิ้วขึ้นถามขึ้น
“เนตรเต๋าวัฏจักร...”
กู้ชิงเกอครุ่นคิด
สำหรับร่างกายเช่นนี้ในชาติที่แล้วในฐานะจักรพรรดินีนางเคยได้ยินว่ามีสิ่งมีชีวิตอันทรงพลังผู้หนึ่งครอบครองมัน และในอนาคตเขาได้กลายเป็นเซียนอมตะที่รู้จักกันในนาม จักรพรรดิเทพแห่งเต๋าวัฏจักร
หรือว่าจะเป็นสมาชิกตระกูลซูผู้นั้น
“เราเองก็ไม่แน่ใจ ในอนาคตจะมีผู้ยิ่งใหญ่ลึกลับผู้หนึ่งครอบครองเนตรเต๋าวัฏจักรทว่าบุคคลผู้นั้นปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่ทราบรายละเอียดที่แน่ชัด!”
กู้ชิงเกอส่ายศีรษะเบาๆ
เมื่อนึกถึงความทรงจำของจักรพรรดินีในอนาคตคำเรียกแทนตัวเองของกู้ชิงเกอก็เปลี่ยนไป และดูเย็นชาน่าเกรงขามยิ่งขึ้นเมื่อเงยหน้ามองซูฉางเซิง นางก็จะแสดงความดูแคลนเล็กน้อย ราวกับกำลังหยั่งถึงการเหยียบย่ำซูฉางเซิงให้อยู่ใต้ฝ่าเท้า
แน่นอนว่าในช่วงเวลาดังกล่าวนี้มักจะถูกซูฉางเซิงสั่งสอนบทเรียนอย่างหนัก จนกระทั่งร้องไห้อ้อนวอน และยอมจำนนด้วยการใช้น้ำเสียงของจักรพรรดินี
ซึ่งนี่เป็นวิธีที่ซูฉางเซิงโปรดปรานที่สุดเช่นกัน...
รสชาติของจักรพรรดินีช่างวิเศษยิ่ง
“ทว่าได้ยินมาว่าต้องใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าวัฏจักร ซึ่งเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่หายากมากทว่าในช่วงเวลาหนึ่งในอนาคต จะมีปรากฏขึ้นบ้างในบริเวณใกล้เคียงกับทวีปเจินเซิ่ง”
กู้ชิงเกอกล่าวในตอนท้ายนางพูดเสริมอีกประโยคว่า
“ราชสำนักฉางเซิงและสำนักกองกำลังอื่นๆ ก็น่าจะมีเช่นกัน!”
น้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าวัฏจักรหรือ
ซูฉางเซิงครุ่นคิดเขาก็รู้จักของศักดิ์สิทธิ์นี้เช่นกัน มันเป็นของศักดิ์สิทธิ์แห่งสวรรค์และพิภพระดับเก้าขั้นสูงสุดแม้เพียงหยดเดียวยังล้ำค่า เซียนนักบุญต่างก็แย่งชิง
หากเป็นหนึ่งขวดเล็กๆแม้แต่มหาเซียนก็คงต้องต่อสู้แย่งชิงกันเอาเป็นเอาตาย
“ดูเหมือนว่าเนตรเต๋าวัฏจักรจะต้องพักไว้ก่อน เราควรปลุกพลังของร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์หุนหยวนเสียก่อน!”
ซูฉางเซิงส่ายศีรษะ
ไม่ว่าจะเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าวัฏจักรหรือราชสำนักฉางเซิงตอนนี้ตนไม่ต้องการยั่วยุพวกเขาหากไม่จำเป็น
เป็นการดีกว่าที่จะใช้ชีวิตแบบสบายๆไปก่อน
“สมาชิกตระกูลผู้ใดที่ครอบครองร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์หุนหยวนและเนตรเต๋าวัฏจักรหรือ”
กู้ชิงเกอถามเบาๆนางรู้สึกสนใจเล็กน้อย
หรือว่าจะเป็นจักรพรรดิเทพอันไร้เทียมทานแห่งอนาคตผู้นั้นจริงๆ
“นางมีนามว่า ซูจื่อยวน!”
...
วันรุ่งขึ้นซูฉางเซิงเดินทางไปยังตำหนักของซูจื่อยวน โดยมีกู้ชิงเกอและไป๋เยวี่ยเกอติดตามมาด้วย
ตามที่นางกล่าวนางต้องการพบกับอัจฉริยะผู้ครอบครองร่างปฐมกาลแห่งเต๋าสวรรค์หุนหยวนและเนตรเต๋าวัฏจักรผู้นี้ด้วยตาตนเอง
“บรรพบุรุษฉางเซิงเจ้าคะ... พวกนาง...”
ซูจื่อยวนรอคอยซูฉางเซิงอย่างกระวนกระวายใจตั้งแต่เช้าตรู่เมื่อเห็นซูฉางเซิง ดวงตาของนางยิ่งเป็นประกาย
ทว่าเมื่อเห็นกู้ชิงเกอและไป๋เยวี่ยเกอที่อยู่ข้างกายซูฉางเซิงสีหน้าของนางก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที
พี่หญิงคนสวยทั้งสองนี้ดูเหมือนจะเป็นฮูหยินของท่านบรรพบุรุษ ต้องเรียกพวกนางว่าท่านบรรพสตรีกระมัง
ช่างน่าอิจฉาเสียจริง!
ดวงตาของซูจื่อยวนฉายแววอิจฉา
เอาแล้วมีเด็กสาวไร้เดียงสาอีกคนหนึ่งที่ถูกหลอกด้วยรูปลักษณ์ภายนอกของซูฉางเซิง
เมื่อเห็นแววตาอิจฉาของซูจื่อยวนกู้ชิงเกอถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ นางรู้สึกสิ้นหวังเล็กน้อย
ซูฉางเซิงช่างโชคดีเกินไปแล้ว
“เรียกพวกนางว่าพี่หญิงก็ได้ นี่กู้ชิงเกอและนี่ไป๋เยวี่ยเกอ” ซูฉางเซิงพูดด้วยรอยยิ้ม
อย่างไรเสียในอนาคตพวกนางก็จะต้องเป็นพี่น้องกันเรียกเช่นนี้ไว้ก่อนก็ดี
พี่หญิงหรือ
ดวงตาของไป๋เยวี่ยเกอทอแสงในที่สุดนางก็มีน้องสาวแล้ว ไม่ใช่คนสุดท้องอีกต่อไป
กู้ชิงเกอเบ้ปากถึงแม้จะเข้าใจแผนการของซูฉางเซิง ทว่านางก็ไม่ได้พูดกระไร
“จื่อยวนคารวะพี่หญิงทั้งสอง!”
ซูจื่อยวนหน้าแดงก่ำนางก็นึกถึงเรื่องนั้นเช่นกัน จึงพูดออกมาอย่างเขินอาย
“ต่อไป ข้าจะช่วยเจ้าปลุกพลังในร่างกาย!”
หลังจากพูดคุยและทำความรู้จักกันสักพักซูฉางเซิงก็เริ่มจริงจังขึ้นมา และเตรียมที่จะช่วยซูจื่อยวนปลุกพลังในร่างของนาง
ทุกคนล้วนจริงจังขึ้นเช่นกัน
ตูม!
ในไม่ช้าภายในตำหนักซูฉางเซิงได้ตั้งค่ายกลหลายชั้น จากนั้นก็เริ่มช่วยซูจื่อยวนปลุกร่างกาย
ตำหนักแห่งนี้แสงศักดิ์สิทธิ์อันน่าตกตะลึงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าปรากฏการณ์อันน่าทึ่งนั้นไม่ด้อยไปกว่ากู้ชิงเกอเลยแม้แต่น้อย
เพียงแต่ครั้งนี้ซูฉางเซิงมีประสบการณ์มากขึ้นแม้ว่าปรากฏการณ์จะน่าตกตะลึง ทว่าก็ไม่ได้แผ่ขยายออกไปหลายร้อยลี้ โดยครั้งนี้มีระยะประมาณสิบลี้เท่านั้น
ทว่าปรากฏการณ์นี้ก็ยังดึงดูดความสนใจของผู้มาเยือนอยู่ดี
ไกลออกไปจากดินแดนของตระกูลซูนับหมื่นลี้เรือศักดิ์สิทธิ์อันสง่างามและวิจิตรตระการตาที่ปกคลุมไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์นับพันลอยล่องอยู่บนเรือมีธงขนาดใหญ่ที่โบกสะบัด
มีตัวอักษร'ฉางเซิง' สองตัวอยู่บนธง รายล้อมไปด้วยแสงแห่งเต๋าเปี่ยมไปด้วยอำนาจอันน่าเกรงขาม ราวกับกำลังบดขยี้กาลเวลา
ในแดนสวรรค์ฉางเซิงฉางเซิงแห่งนี้และในดินแดนศักดิ์สิทธิ์นับพัน ไม่มีสำนักกองกำลังหรือผู้ยิ่งใหญ่คนใดกล้าใช้ธง 'ฉางเซิง' นี้โดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งมันเป็นตัวแทนของราชสำนักฉางเซิง
บนเรือศักดิ์สิทธิ์มีผู้ยิ่งใหญ่มากมาย กลิ่นอายแผ่กระจาย ราวกับอสูรร้ายอันน่าสะพรึงกลัวกำลังหลับใหลกลิ่นอายกระเพื่อมสั่นไหว ผู้ใดก็ตามที่เห็นต่างต้องตกตะลึง
แม้แต่เซียนนักบุญก็ยังต้องขนลุก
“หืม!”
บนเรือศักดิ์สิทธิ์มีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งลืมตาขึ้น มองห่างออกไปนับหมื่นลี้ด้วยความประหลาดใจที่นั่นมีปรากฏการณ์มากมายพวยพุ่ง ส่องสว่างไปทั่วสวรรค์และพิภพ อัศจรรย์ยิ่งนัก
“ดูเหมือนว่าจะเป็นดินแดนเป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ขึ้น มีอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่จุติใหม่ใช่หรือไม่”
นางพึมพำ
“เกิดสิ่งใดขึ้น!”
ขณะที่นางกำลังพึมพำอยู่นั้นจากภายในเรือศักดิ์สิทธิ์ เสียงอันไพเราะก็ดังขึ้น เสียงยังคงดูอ่อนวัยทว่ากลับแฝงไปด้วยอำนาจอันสูงส่ง
“รายงานองค์หญิงเก้า เกิดปรากฏการณ์อันน่าทึ่งขึ้นในดินแดนของตระกูลซูแผ่ขยายออกไปนับหมื่นลี้ หม่อมฉันคิดว่าอาจมีสมบัติล้ำค่าปรากฏขึ้นหรืออาจเป็นร่างกายของบางคนเพคะ”
ผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้นรายงาน
นางเป็นสตรีวัยกลางคนมีใบหน้าที่งดงาม แม้จะไม่ได้งดงามเลิศล้ำ ทว่ากลับมีรัศมีที่พิเศษ
“ร่างกายหรือ ตระกูลซูเล็กๆ แห่งนี้ ไม่เพียงแต่มีเซียนที่ทรงพลังเท่านั้นบัดนี้ยังสงสัยว่าจะมีร่างกายอันน่าทึ่งปรากฏขึ้นอีกด้วยช่างเป็นโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่เสียจริง!”
“เหอะๆ น่าสนใจทีเดียว!”
องค์หญิงเก้าหัวเราะเบาๆด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความสนุกสนาน
“บัดนี้ดูเหมือนว่าความตั้งใจของข้าที่จะได้พบกับซูฉางเซิงที่โด่งดังผู้นั้นไม่ผิดพลาดเลย”
“ป้าเย่ เข้าไปใกล้ๆ!”
องค์หญิงเก้ากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่น่าเกรงขาม
“เพคะ!”