ซูซีเฉินอายุเท่ากับบุตรชายทั้งสองคนของเขาซูอวี้เมิ้งกับซูอวี้จ้ง ซูซีเฉินปีนี้อายุสิบสองปี และซูเป่ยเฉินอายุเพียงเก้าขวบ
เด็กทั้งสองเติบโตขึ้นมาโดยฟังคำสาปแช่งต่างๆ ของมารดาที่มีต่อพี่ใหญ่ผู้เป็ซื่อจื่อ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีความรู้สึกอันดีกับพี่ใหญ่ผู้ที่อยู่แดนไกลนับพันลี้คนนี้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของเด็กผู้ชายมักมีวีรบุรุษอยู่ในใจ ่เวลาที่ไม่ได้อยู่ในสายตาของมารดา มักจะมีสาวใช้และเหล่าอนุบางคนพากันชื่นชมและยกย่องความกล้าหาญของซื่อจื่ออยู่เสมอ เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาไม่มีความเกลียดชังอันใดต่อพี่ใหญ่ผู้นี้เลย กลับมีแต่ความอยากรู้อยากเห็น
ตอนนี้พี่ใหญ่ซึ่งเป็แม่ทัพใหญ่ปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขา และตบไหล่พวกเขาด้วยความรักใคร่เอ็นดู ทำให้พวกเขาตื่นเต้นเป็อย่างยิ่ง
ซูซีเฉินอายุมากกว่าเล็กน้อย เมื่อคิดถึงความรู้สึกของมารดาแล้ว เขาจึงค่อนข้างเก็บอาการไว้ ทำเพียงพยักหน้าแ่เบา ส่วนซูเป่ยเฉินร่าเริงไร้เดียงสา เขาแย้มยิ้มราวกับมีดอกไม้บานบนใบหน้า แทบทิ้งตัวเข้าสู่อ้อมแขนของพี่ใหญ่ เขากอดแขนซูตงเฉินและพูดเสียงดังว่า "พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ บ่อยครั้งที่ข้าคิดถึงท่าน ทว่าน่าเสียดายที่ไม่อาจพบหน้ากันได้ อืม ข้าจะเชื่อฟังคำพูดของพี่ใหญ่ ต่อไปจะใกล้ชิดพี่ใหญ่มากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน”
ซูตงเฉินตกตะลึงไปชั่วขณะ ไม่คาดคิดว่าน้องชายคนเล็กจะมีนิสัยเช่นนี้ สงสัยว่าแม่เลี้ยงคนดีของเขารู้เข้าคงจะโกรธมาก เขาไม่มีความรู้สึกเกลียดชังน้องชายผู้ไร้เดียงสาผู้นี้ ความจริงแล้วเขาก็เป็พ่อคนหนึ่งเช่นกัน ตราบใดที่เด็กๆ ไม่ช่วยมารดาของตนสร้างเื่ที่ทำให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก เขาจะดูแลพวกเขาเหมือนพี่น้องของตนเอง
ซูตงเฉินยกมือขึ้นลูบศีรษะซูเป่ยเฉิน จากนั้นจึงพยักหน้าให้น้องสาวทั้งสามคน "น้องๆ พวกเ้าสบายดีใช่หรือไม่ ข้ามีของขวัญมอบให้พวกเ้าทุกคน หากคำนับท่านพ่อ ท่านแม่ และญาติผู้ใหญ่แล้ว ก็จะให้คนส่งไปที่เรือนของพวกเ้า”
อันกั๋วกงมีบุตรสาวหกคน แต่งงานแล้วสามคน ตอนนี้ยังมีบุตรสาวของภรรยาเอกหนึ่งคน และบุตรสาวของอนุสองคน ซูชิ่นหลานบุตรสาวคนที่สี่อายุครบสิบห้าปีและได้หมั้นหมายแล้ว นางมีความเกลียดชังแบบเดียวกับมารดาั้แ่ยังเด็ก แม้จะจำพี่ใหญ่คนนี้ไม่ได้ ทว่านางยังเกลียดเขาเข้ากระดูกดำ โกรธแค้นว่าเหตุใดเขาไม่ตายเร็วกว่านี้ เพื่อต่อไปพี่ชายของนางจะได้เป็พี่ใหญ่ และนางจะกลายเป็น้องสาวของซื่อจื่อ ทำให้นางยิ่งมีอำนาจมากขึ้น
เมื่อเห็นน้องชายและซูตงเฉินสนิทสนมกันมาก ภายในใจของนางนึกโกรธอย่างยิ่ง ทว่านางไม่กล้าแสดงออกมา ทำได้เพียงแย้มยิ้มและพูดว่า "พี่ใหญ่รีบเข้าไปเถิด ท่านพ่อกับท่านแม่รอคอยท่านกลับมาอยู่นานแล้ว"
“อืม” ซูตงเฉินพยักหน้าอย่างเชื่องช้า และเดินเข้าไปในจวน
เทียนฝูหัวหน้าพ่อบ้านเป็คนเก่าแก่ที่ติดตามอันกั๋วกงมานาน ไม่ได้เป็คนของแม่เลี้ยง เขามีความสุขมากที่ซื่อจื่อกลับมาที่จวน จึงเป็ผู้นำทางด้วยตนเอง พลางชื่นชมซูตงเฉินไม่หยุดปาก และบอกว่าอันกั๋วกงรักและคิดถึงบุตรคนโตของภรรยาเอกผู้มากความสามารถมากเพียงใด
ซูตงเฉินยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เขาฟังด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย ราวกับไม่เคยมีความขัดแย้งกับบิดาของตนมาก่อน และยิ่งไม่มีความบาดหมางอันใดกับมารดาเลี้ยงของเขา
มารดาผู้ให้กำเนิดของเขาเป็ภรรยาเอกของอันกั๋วกง นางมาจากตระกูลหลี่ ซึ่งเป็ตระกูลหลักของตระกูลหลี่เมืองหลงซี สืบเชื้อสายมาจากตระกูลหลี่เมืองอู่หยาง ขณะนั้นนางเป็บุตรสาวคนโตของภรรยาเอกเสนาบดีหลี่ หลังจากแต่งงานเข้ามายังจวนอันกั๋วกงก็ให้กำเนิดบุตรชายหนึ่งคนและบุตรสาวสองคน ก่อนจะเจ็บป่วยและเสียชีวิตลงขณะที่ซูตงเฉินอายุแปดขวบ อันกั๋วกงยึดมั่นในความรักอย่างยิ่ง เขาครองตัวเพื่อภรรยาเอกอย่างจริงจังเป็เวลาหนึ่งปี จากนั้นก็ได้พบกับบุตรสาวในภรรยาเอกของตระกูลหูแห่งฮุ่ยหนิงป๋อ เขาตกหลุมรักในความงามของนางทันที ถึงกับขัดต่อความ้าของมารดาและแต่งงานกับนาง ก่อนจะแต่งตั้งให้นางเป็ภรรยารอง
จวนฮุ่ยหนิงป๋อสืบทอดต่อกันมาหลายร้อยปี ทว่าน่าเสียดายที่คนรุ่นนี้ไม่ได้รุ่งเรืองเหมือนคนรุ่นก่อนๆ
ตอนนี้ตระกูลหูแห่งฮุ่ยหนิงป๋ออยู่ในสภาพตกต่ำ แทบไม่เหลือสิ่งใดนอกจากชื่อตระกูล แม้จะเหลือแต่ชื่อ ก็ยังสืบทอดได้เพียงห้าชั่วอายุคน ซึ่งตอนนี้เป็รุ่นที่สาม หากตระกูลของฝ่ายหญิงไม่มีสินสอดทองหมั้น ไม่มีสถานะ และไม่มีเส้นสาย ก็ยากที่จะแต่งงานกับตระกูลที่ดีได้
หูซื่อกลัวความยากจน จึงคิดแต่งงานกับตระกูลขุนนางเก่าแก่และสูงศักดิ์ ทั้งยัง้าเป็ฮูหยินกั๋วกงหรือฮูหยินท่านโหวเพื่อไม่ให้ครอบครัวแตกแยกและยากจนอีก ดังนั้นนางจึงมุ่งเป้าไปที่อันกั๋วกงซึ่งอายุมากกว่านาง และใช้ความเยาว์วัยและความงามของนางดึงดูดเขาจนสำเร็จ อันกั๋วกงหลงใหลในตัวนางมากจนขาดสติ ถึงกับแอบมอบเงินให้นางห้าหมื่นตำลึง เพื่อให้เป็สินสอดทองหมั้นแก่นาง จวนฮุ่ยหนิงป๋อที่ยากจนจึงได้รับผลประโยชน์ไปเต็มที่
หลังจากนางแต่งงานกับอันกั๋วกง หูซื่อจึงได้เข้าใจถึงความมั่งคั่งและความยิ่งใหญ่ของตระกูลที่สถาปนาแว่นแคว้นและสืบทอดมาเป็เวลาสามร้อยปีว่าช่างน่าสนใจและน่าดึงดูดใจมากเพียงใด นางจึงอิจฉาตาร้อน ทั้งยังเห็นซูตงเฉินซื่อจื่อที่อายุน้อยกว่านางแปดปีเป็หนามยอกอกมาตลอด และ้าสังหารเขาให้ตายโดยเร็วที่สุด
อันกั๋วกงลุ่มหลงนางอยู่หลายปี และหลายปีนั้นก็เป็เวลาที่ยากลำบากที่สุดสำหรับซูตงเฉินและน้องๆ ของเขา ฮูหยินเฒ่าปกป้องทุกคนไว้ ดังนั้นจึงไม่ชอบใจการกระทำที่เสแสร้งของนาง ฮูหยินเฒ่าจัดการดูแลอย่างไม่ยอมวางมือ พยายามปกป้องหลานของลูกสะใภ้ซึ่งเป็ฮูหยินคนแรกไว้ หรือแม้แต่หลานชายของภรรยารองจากตระกูลหลี่ ฮูหยินเฒ่าก็ปกป้องเช่นกัน
ฮูหยินผู้เฒ่ายืนกรานเช่นนั้น นางจัดเตรียมสินสอดงานแต่งงานของหลานสาวคนโตและหลานสาวคนที่สองให้เรียบร้อย จากนั้นก็ดูแลบุตรชายและลูกสะใภ้ หลังจากตัดสินใจเื่งานแต่งงานของหลานสาวคนที่สองแล้ว นางก็สิ้นใจและจากไปตลอดกาล
ตอนที่ฮูหยินเฒ่าเสียชีวิต าตะวันออกเฉียงใต้กำลังใกล้เข้ามา ซูตงเฉินนำกองทัพไปสนับสนุน เขาต่อสู้กับพวกโจรและโจรสลัดในทะเลเป็เวลาหนึ่งปี จึงไม่ทราบเื่นี้
หลังจากขึ้นฝั่ง เขาเห็นจดหมายจากทางบ้าน จึงรีบยื่นเื่ขอไว้ทุกข์ให้ท่านย่าตามธรรมเนียมเป็เวลาหนึ่งปี ทว่าทางตะวันออกเฉียงใต้ยังคงสู้รบกันอย่างดุเดือด ทำให้เขาไม่อาจยื่นเื่ได้สำเร็จ ในเวลานั้น แม้ไม่มีเขาก็ไม่มีผู้ใดกล้าฉวยโอกาสยึดอำนาจทางทหารของเขา หากรบแพ้ก็ต้องยอมพลีชีพเพื่อชาติ ดังนั้นฮ่องเต้จึงมอบราชโองการให้เขากตัญญูต่อชาติบ้านเมือง งดเว้นการร่วมพิธี เขาจึงไม่อาจกลับมาได้
เื่ราวการพลิกผันของจวนอันกั๋วกงเป็เหมือนนิยายที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ทว่าเพื่อเห็นแก่หน้าตาและฐานะทางสังคมแล้ว จึงไม่มีผู้ใดพูดอันใดเกี่ยวกับเื่นี้
นอกจากนั้น เื้ัจวนตระกูลสูงศักดิ์ใดบ้างที่ไม่มีเื่เหล่านี้ เื่ราวหลังจวนของหลายตระกูลนั้นซับซ้อนยิ่งกว่าจวนกั๋วกงเสียอีก จึงไม่มีผู้ใดสนใจมากนัก ตอนนี้ซูตงเฉินซื่อจื่อกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ จวนอันกั๋วกงที่เงียบเหงามาหลายปีถึงคราวฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้งอย่างแน่นอน
อันกั๋วกงซูหลิงอู่สืบทอดธรรมเนียมปฏิบัติของตระกูล ทั้งยังเป็แม่ทัพที่กล้าหาญ ครั้งหนึ่งเคยนำทัพไปทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็เวลาหลายสิบปี และปราบปรามชนเผ่าทางเหนือ ทหารตระกูลซูมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วสารทิศ ต่อมาเนื่องจากอาการาเ็สาหัส ทำให้ไม่สะดวกขี่ม้าเพื่อสู้รบ เขาจึงส่งมอบตราบัญชาการกองทัพ อาวุธ และปลดประจำการ
เมื่อคิดว่าบุตรชายคนโตไม่ได้เดินทางไปทางเหนือ ซึ่งเป็ดินแดนที่ตระกูลซูมีรากฐานมั่นคงและลึกซึ้งอยู่แล้ว แต่กลับไปทางใต้ซึ่งเป็ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ทว่ายังสามารถสร้างความก้าวหน้าด้วยความสามารถของตนเอง หลายวันมานี้ เขาจึงเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม ท่าทางมีความสุขเป็อย่างยิ่ง หัวเราะเสียงดังเป็ระยะๆ เห็นได้ชัดว่าพอใจกับบุตรชายคนโตเป็ที่สุด
“ในที่สุดก็จะได้พบหลานทั้งสองแล้ว อีกไม่กี่ปี พวกเขาทั้งสองก็จะแต่งงานมีลูกเมีย ข้าจะเป็ทวดแล้ว” เขารู้สึกอิ่มเอมใจเมื่อได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน
หูซื่อโกรธนัก ทว่านางแสร้งรู้สึกคล้อยตามโดยไม่แสดงออกมาให้เห็น "จริงด้วยเ้าค่ะ ข้าเคยคิดว่าเขาจะดูแลลูกๆ ได้อย่างไร หากไม่มีสตรีอยู่เคียงข้าง ดังนั้นจึงอยากพาหลานทั้งสองกลับมาดูแลเอง น่าเสียดายที่ซื่อจื่อไม่เต็มใจ เป็เช่นนี้ก็ดีแล้ว ท่านปู่ก็จะได้เล่นอยู่กับหลาน”
อันกั๋วกงเป็ผู้าุโที่สุด ทว่าเขาไม่เข้าใจคำพูดเปรียบเปรยของนางที่กล่าวโทษบุตรชายคนโตว่าไม่เชื่อฟังและอกตัญญู เขาเข้าใจเพียงสี่คำว่า ‘ได้เล่นกับหลาน’ จึงยกมือลูบเคราสีเทาและพูดพร้อมหัวเราะเบาๆ ว่า "ถูกต้อง มีตงเฉินอยู่ ทุกเื่ในจวนอันกั๋วกงมอบให้เขาจัดการ ส่วนข้าจะดูแลสอนสั่งบุตรชายและหลานชายเท่านั้น”
หูซื่อรู้สึกโกรธอยู่ในใจลึกๆ นางกัดฟันด้วยความเกลียดชัง หลังจากสงบจิตใจลงเล็กน้อย นางก็นึกเื่สำคัญเื่หนึ่งขึ้นมาได้ "ซื่อจื่ออายุมากแล้ว ตอนนี้ยังเป็พ่อม่าย ไม่เพียงแต่ไม่มีผู้ใดปรนนิบัติอยู่ข้างกาย ทว่าจะทำให้จวนอันกั๋วกงของพวกเราเสียเกียรติ ข้าคิดว่ารอเขากลับมา จะให้บ่าวรับใช้สองคนไปปรนนิบัติรับใช้ในห้องก่อน แล้วค่อยเลือกสตรีที่เหมาะสมให้ครองคู่กับเขาเ้าค่ะ"
“อืม” อันกั๋วกงพยักหน้า “เื่นี้สำคัญมากจริงๆ รอเขากลับมาแล้วค่อยคุยกัน หากเขามีแผนอื่นก็ค่อยคุยกันอีกที”
ตามกฎจารีตประเพณีของราชวงศ์จิ้นเหนือ การแต่งงานครั้งแรกขึ้นอยู่กับบิดามารดา ส่วนการแต่งงานอีกครั้งขึ้นอยู่กับตนเอง ซูตงเฉินมีนิสัยดื้อรั้น ทั้งตอนนี้ยังได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ แม้เขาจะมีความปรารถนารุนแรง ทว่ายังพอเข้าใจว่าตอนนี้เป็่เวลาสำคัญของบุตรชายที่กำลังก้าวหน้า และสถานการณ์ในเมืองหลวงซับซ้อนเป็อย่างยิ่ง แม้ในฐานะบิดา เขาจะไม่อาจช่วยอันใดได้มาก ทว่าไม่อาจถ่วงรั้งบุตรชายเช่นกัน
หูซื่อโกรธแทบตาย ทว่าตอนนี้ไม่อาจทำอันใดได้ ทำได้เพียงรอให้ซูตงเฉินกลับมาแล้วค่อยปรึกษากัน
ทั้งสองคนต่างเป็ผู้าุโ ไม่จำเป็ต้องออกไปต้อนรับด้านนอกจวน พวกเขาจึงรออยู่ที่ห้องโถงหลัก มีสาวใช้เข้ามารายงานความเคลื่อนไหวของซื่อจื่ออยู่ตลอด ทำให้ทั้งสองคนรู้ว่าต้องทำอย่างไร และไม่ตื่นเต้นวิตกจนเกินไป
ในไม่ช้า ซูตงเฉินก็เดินเข้ามาอย่างมั่นคง เขาคุกเข่าลงด้วยความจริงใจและคำนับอันกั๋วกงสามครั้ง "บุตรอกตัญญู ออกจากบ้านสิบกว่าปี ไม่อาจอยู่รับใช้ดูแลท่านพ่อ น่าละอายใจยิ่งนัก”
ซูตงเฉินไม่ได้พูดถึง ‘มารดา’ แม้แต่น้อย ทว่าผู้อื่นไม่อาจว่าอันใดได้ เนื่องจากเขาอายุน้อยกว่าแม่เลี้ยงเพียงไม่กี่ปี หากว่าไปแล้ว คำพูดที่พูดถึง ‘คนรุ่นเดียวกัน’ จึงเป็สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เขาจึงหลีกเลี่ยงการกระทำดังกล่าว ซึ่งนับว่าเป็ความกตัญญูที่แท้จริง
แม้หูซื่อจะโกรธ ทว่านางรู้ดีว่าไม่อาจกล่าวตำหนิเขา ดังนั้นจึงทำได้เพียงแย้มยิ้มด้วยความรักและมองดูอย่างเอือมระอา
เดิมทีอันกั๋วกงเป็คนเข้มแข็งสงบนิ่ง ทว่าเมื่อเห็นบุตรชายคนโตที่จากกันมานานหลายปี เขาก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ เขาแทบร้องไห้เมื่อเห็นหน้าบุตรชายคนโตที่หล่อเหลาและน่าเกรงขาม จึงได้แต่พูดซ้ำๆ ว่า "ลุกขึ้น ลุกขึ้น มานี่สิ ให้ข้าดูใกล้ๆ "
“ขอรับ” ซูตงเฉินลุกขึ้นทันที และยืนอยู่ต่อหน้าบิดาด้วยรอยยิ้ม