บทที่ 2 ดูดวง
ไม่นานนัก ท้องของเฉินอวี่ก็เริ่มส่งเสียงดังขึ้นมา
เขาจึงได้ตระหนักว่า ตอนนี้ตนเองไม่ใช่เทพเ้าอีกต่อไปแล้ว จึงไม่สามารถงดหรือกินอาหารได้เหมือนแต่ก่อน
เฉินอวี่ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า พบว่ามีแค่ธนบัตรใบละร้อยอยู่ไม่กี่ใบกับเศษเหรียญเล็กน้อย
นั่นคือเงินที่เขาเก็บออมไว้ั้แ่ครั้งที่ยังเป็ลูกเขยอาศัยอยู่ในตระกูลฉิน
จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปในร้านบะหมี่เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง แล้วสั่งบะหมี่มากินอย่างง่าย ๆ ยี่สิบถึงสามสิบชาม ก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไปท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงจนอ้าปากค้างของคนทั้งร้าน
เฉินอวี่รู้สึกหมดหนทาง เพราะเมื่อคนธรรมดาก้าวเข้าสู่การฝึกชี่ ความอยากอาหารจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
"ถ้าดูจากทรัพย์สินที่มีอยู่ตอนนี้ การกินแบบนี้ต่อไปก็ไม่ใช่ทางออก"
เฉินอวี่หัวเราะเยาะตัวเอง ไม่คิดเลยว่าตัวเองซึ่งเคยเป็ถึงเซียนจอมทัพ จะมีวันที่ต้องกังวลเื่เงิน
ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็เป็ประกายขึ้นมา เมื่อเหลือบไปเห็นขอทานกำลังนั่งขอทานอยู่ใต้สะพานลอยข้างหน้า ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที
อีกไม่กี่นาทีต่อมา เขาได้ซื้อพู่กันและกระดาษซวนจื่อ* [1] จากร้านขายของชำแห่งหนึ่ง
เขาเขียนตัวหนังสือขนาดใหญ่บนป้ายกระดาษไว้ว่า 'ดูดวงครั้งละ 1 แสน'
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จแล้ว เขาก็นั่งลงกับพื้น รอคอยให้ลูกค้าเดินเข้ามา
เวลาผ่านไปสองชั่วโมง ไม่มีใครสักคนที่หยุดดูแม้แต่น้อย
คนที่เดินผ่านไปมามองดูเฉินอวี่ราวกับเป็คนโง่
ป้ายที่เขียนว่า 'ดูดวงครั้งละ 1 แสน’ ใครจะโง่พอที่จะมาเป็เหยื่อรับเคราะห์กันล่ะ?
ในขณะนั้น ก็มีสองร่างเดินเข้ามาหาแผงของเฉินอวี่
คนหนึ่งในนั้นเป็ชายชราที่ดูแก่หง่อม สวมชุดถังจวง* [2] ผมสีดอกเลา* [3] ถูกหวีจัดทรงอย่างเป็ระเบียบไร้ที่ติ นิ้วโป้งข้างซ้ายสวมแหวนหยกสีดำ มีบุคลิกภาพที่สง่างามผิดธรรมดา
ยิ่งไปกว่านั้น ในการรับรู้ของเฉินอวี่ภายในร่างกายของชายชราคนนี้มีการถ่ายเทพลังปราณที่แ่เบาหมุนเวียนอยู่ ท่าคงจะเป็ผู้ฝึกยุทธ์ประเภทหนึ่ง
เพียงแต่ว่า ธาตุทั้งห้าภายในร่างกายเกิดการเคลื่อนตัวผิดที่ ไม่นานนักก็จะถึงแก่ชีวิตอย่างกะทันหัน ซึ่งนั่นเป็ผลมาจากอาการาเ็ภายในที่เรื้อรัง
ส่วนอีกคนเป็หญิงสาว อายุราว ๆ ยี่สิบสามหรือยี่สิบสี่ปี รูปร่างสูงโปร่ง ผิวพรรณละเอียดขาวนวล และระหว่างคิ้วมีความองอาจอยู่หลายส่วน
"พ่อหนุ่ม ป้ายเขียนว่า 'ดูดวงครั้งละ 1 แสน' อย่างนี้ไม่มีลูกค้ามาหรอกนะ" ชายชราพูดด้วยความเป็มิตร
"หนึ่งแสนต่อครั้ง ไม่ต่อราคา" เฉินอวี่เปิดปากพูดอย่างเ็า
น้ำเสียงเ็านั้นทำให้หญิงสาวที่ยืนอยู่เื้ัคนชราไม่พอใจอย่างมาก "คิดแต่จะเอาเงินจนบ้าไปแล้วหรือไง ไปปล้นเอาดีกว่าไหม?"
"รั่วเซวียน!" ชายชราหันมาขมวดคิ้วพร้อมมองหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่ง
หญิงสาวจึงยอมเงียบด้วยความไม่เต็มใจ
ในขณะนั้น ชายชราหยิบเงินออกมาห้าร้อยหยวน เขายิ้มและพูดว่า "พ่อหนุ่ม หนึ่งแสนมันมากเกินไปจริง ๆ งั้นเอาแบบนี้ดีไหม ฉันให้พ่อหนุ่มห้าร้อย แล้วพ่อหนุ่มก็ช่วยทำนายดวงให้ฉันหนึ่งครั้ง ถือว่าอุดหนุนธุรกิจแล้วกัน"
หญิงสาวที่อยู่ข้าง ๆ ซึ่งมีชื่อว่า รั่วเซวียน หัวเราะเยาะอยู่ในใจ จากประสบการณ์ของเธอเฉินอวี่ต้องแสดงท่าทีจำยอม แล้วก็รับเงินห้าร้อยหยวนนั้นไป คนแบบนี้เธอเจอมาเยอะแล้ว
แต่เหตุการณ์กลับไม่ได้เป็ไปตามที่เธอคาดเอาไว้
เห็นได้ชัดว่าเฉินอวี่มองด้วยแววตาเฉยชา เขาพูดว่า "ไม่ต่อราคา ถ้าไม่ดู ก็ไปได้เลย ผมไม่รั้งไว้"
ทั้งสองคนได้ยินดังนั้น ก็ยืนตะลึงอยู่กับที่ พูดอะไรไม่ออก
คำพูดของเฉินอวี่นั้นชัดเจนมากอยู่แล้ว
ราคาตายตัว จะเอาหรือไม่เอาก็แล้วแต่ ถ้าไม่เอาก็ไปได้เลย
"พ่อหนุ่ม ทำแบบนี้มันไม่ค่อยใจกว้างซักเท่าไหร่นะ" คนชราคิดว่าเฉินอวี่นั้นทำตัวเกินเหตุไปหน่อย
เขาไม่ได้ขัดสนเงินทอง แต่ก็ไม่ใช่คนโง่ เขาไม่มีทางยอมเป็ ‘ไอ้หน้าโง่’ ให้ใครอยู่แล้ว
เพียงแต่เห็นเฉินอวี่ตั้งป้ายเขียนว่า ‘ดูดวงครั้งละ 1 แสน’ อยู่ก็เกิดความสนใจขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้นเอง
รั่วเซวียนจ้องมองเฉินอวี่ด้วยั์ตาสวยคม ใบหน้าเ็าดุจน้ำแข็ง "ให้ห้าร้อยก็ถือว่าดีมากแล้วนะ ถ้าเป็ฉัน นายจะไม่ได้แม้แต่ห้าหยวน ไม่รู้จักบุญคุณจริง ๆ"
เฉินอวี่ไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย การเถียงกับคนที่ไม่เชื่อนั้น เป็เพียงการสิ้นเปลืองคำพูดโดยใช่เหตุ
ชายชราครุ่นคิดอยู่นาน เมื่อพบว่าเฉินอวี่นั่งนิ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง จึงเกิดความสงสัยว่าความมั่นใจของเฉินอวี่นั้นมาจากไหน จากนั้นจึงหยิบบัตรใบหนึ่งออกมา พลางยิ้มและพูดว่า "น่าสนใจ ถ้าเธอทายถูก เงินแสนในบัตรนี่ก็เป็ของเธอ"
"คุณปู่ เขาเป็แค่นักต้มตุ๋น คุณ..."
รั่วเซวียนพูดยังไม่ทันขาดคำ ชายชราก็ขัดขึ้นมา "ไม่ต้องห่วง ปู่รู้จักประมาณตน"
"ได้ คุณอยากให้ผมทำนายอะไร?" เฉินอวี่กล่าว
"พ่อหนุ่มไม่กลัวหรือว่าหลังจากทำนายเสร็จแล้ว ฉันจะไม่จ่ายเงินให้?" ชายชราถามพลางยิ้ม
"จะจ่ายหรือไม่จ่ายแล้วยังไง?" เฉินอวี่เอ่ยขึ้นอย่างเฉยเมยด้วยสายตาเ็า "สิ่งที่เป็ของผม เฉินอวี่ยังไม่เคยมีใครกล้าค้างชำระ ไม่อย่างนั้นก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต"
รั่วเซวียนรู้สึกราวกับได้ยินเื่ตลกที่ฮาที่สุดในโลก เชิดคางขึ้นอย่างหยิ่งยโส ใบหน้าเต็มไปด้วยความดูแคลน
"ยโสโอหังอะไรขนาดนี้ รู้ไหมว่าตอนนี้นายกำลังคุยอยู่กับคนระดับไหน?"
"อย่าเอาความไม่รู้ของนายมาใช้เป็ข้ออ้างในการทำตัวไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำอย่างไร้ยางอายนะ ฉันล่ะ ไม่เข้าใจจริง ๆ เลยว่านายมีความมั่นใจจากไหนถึงกล้าพูดแบบนั้น ช่างไม่รู้จักเกรงกลัวอะไรเลย"
ไม่รู้จักเกรงกลัว?
เฉินอวี่รู้สึกขำขันขึ้นมาเล็กน้อย
แม้แต่พวกที่ฝึกฝนมานับแสนปีจนกลายเป็ะแก่หง่อม ยังไม่กล้าเอ่ยคำว่า ‘ไม่รู้จักเกรงกลัว’ ต่อหน้าเขา
แต่ด้วยนิสัยของเฉินอวี่เขาี้เีจะมาเถียงกับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง
ชายชรารู้สึกว่าเฉินอวี่น่าน่าสนใจยิ่งนัก มุมปากกระตุกยิ้มอย่างนึกสนุก "ฉันอยากให้ช่วยดูด้วยว่า ฉันยังมีเวลาเหลืออีกเท่าไหร่?"
เฉินอวี่ยื่นนิ้วสองนิ้วออกมาทันที น้ำเสียงเ็า "คุณยังมีเวลาอีกสองเดือน เตรียมงานศพให้ดี ๆ เถอะ"
สีหน้าของรั่วเซวียนเปลี่ยนไปในทันที เธอะโเสียงเย็น "ไร้มารยาท วันนี้ถ้าฉันไม่สั่งสอนนาย ฉันก็ไม่ใช่ถังรั่วเซวียน!"
เธอกำลังจะยกฝ่ามือขึ้น เพื่อสั่งสอนเฉินอวี่ให้เข็ดหลาบ
"หยุด!"
ทันใดนั้น ชายชราก็ะโก้อง พร้อมกับคว้าตัวถังรั่วเซวียนไว้
"คุณปู่ เด็กนี่มันลบหลู่คุณปู่นะคะ"
"เงียบ!" ใบหน้าของผู้เฒ่าถังเ็าลงในทันที
จากนั้น เขาก็เดินเข้าหาเฉินอวี่แล้วพยายามฝืนยิ้ม
"คุณเฉิน ตัวข้าชื่อถังเต๋อจง รั่วเซวียนยังเด็กนักไม่รู้ประสีประสา เมื่อครู่จึงกล่าววาจาเกินเลยไปบ้าง อย่าได้ถือสาหาความกับเธอเลย"
เมื่อได้ยินคำพูดนั้นถังรั่วเซวียนก็ถึงกับตะลึงงันอยู่กับที่
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน?
ทำไมท่าทีของปู่ถึงเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็หลังมือเช่นนี้ แสดงว่าที่ชายหนุ่มคนนั้นพูดเป็เื่จริงหรือ?
"รั่วเซวียน ขอโทษคุณเฉินซะ!" ทันใดนั้นถังเต๋อจงก็ะโขึ้นมา
"ไม่ค่ะ" ถังรั่วเซวียนเบะปาก เธอถูกตามใจมาั้แ่เด็ก จนกลายเป็คนที่มีนิสัยเย่อหยิ่งอวดดี หากให้เธอขอโทษใคร นั่นยิ่งเ็ปกว่าจะฆ่าเธอทิ้งเสียอีก
"จะขอโทษ หรือไม่ขอโทษ?" ถังเต๋อจงเพ่งมองรั่วเซวียนด้วยดวงตาที่เ็า สีหน้าเคร่งขรึม
ในชั่วขณะนั้น จิตใจของถังรั่วเซวียนก็สั่นสะท้านไปหมด
แม้จะไม่ยินยอมสักพันอย่าง ไม่เต็มใจสักหมื่นประการ แต่เมื่อเกรงกลัวอำนาจบารมีของปู่ ในที่สุดก็ได้แต่บีบคั้นตัวเองให้พูดออกไปว่า
"ขอโทษนะ!"
ทว่าสิ่งที่เ็ปกว่าการถูกแก้แค้นคือเฉินอวี่นั้น ั้แ่ต้นจนจบเฉินอวี่ไม่แม้แต่จะชายตามองเธอเลยแม้แต่นิดเดียว
‘ฉันเป็แค่ตัวตลกในสายตานายหรือไงกัน?’
ถังรั่วเซวียนรู้สึกอับอายและโกรธแค้นอยู่ในใจเป็อย่างมาก แต่เพราะเกรงใจปู่ เธอจึงไม่อาจทำอะไรเฉินอวี่ได้
สำหรับตัวตนที่ต่ำต้อยเช่นนี้ เฉินอวี่ไม่เคยเก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
คนที่ต้อยต่ำดั่งมดนั้น เขาพบเห็นมามากมายเกินนับ แต่ผู้ที่ได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของจักรวาลในที่สุด มีเพียงเขาเฉินอวี่คนเดียวเท่านั้น
ในขณะนั้น ถังเต๋อจงก้าวเข้ามาใกล้แล้วถามเบา ๆ ว่า "คุณเฉิน คุณรู้ได้อย่างไรว่าผมมีเวลาเหลืออีกเพียงสองเดือน?"
อาการป่วยของเขานั้นเกิดจากาแที่ถูก "ผู้ฝึกยุทธ์" ซัดใส่เมื่อสมัยยังหนุ่ม ต่อให้ใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน ก็ไม่สามารถตรวจพบร่องรอยได้
เขาเพิ่งจะมารู้ว่าอาการของตัวเองทรุดหนักแค่ไหน ก็ตอนที่เพื่อนแนะนำให้รู้จักกับหมอจีนาุโผู้มีความรู้กว้างขวางคนหนึ่ง
แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่า ชายหนุ่มตรงหน้าจะมองออกได้เพียงแค่พริบตาเดียว เื่นี้ทำให้เขาต้องขบคิดอย่างหนัก
"แค่มองก็รู้" เฉินอวี่พูดด้วยน้ำเสียงเฉยชา "แน่นอนว่า ผมรักษาได้"
เฉินอวี่มองเห็นสิ่งที่อยู่ในใจของเขาได้อย่างชัดเจน
“คุณเฉินครับ ในบัตรใบนี้มีเงินหนึ่งหมื่นล้านหยวน คุณสามารถเบิกถอนได้จากธนาคารทุกแห่ง นี่คือสินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากผม หวังว่าคุณจะยอมรับไว้ด้วยความยินดีนะครับ” ถังเต๋อจงยิ้มพร้อมเปลี่ยนบัตรธนาคารใบเดิม เป็บัตรแบล็กการ์ดสีดำทอง* [4] แล้วยื่นให้เฉินอวี่ด้วยสองมืออย่างนอบน้อม
ถังรั่วเซวียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับอ้าปากค้าง
เพราะเธอจำบัตรใบนั้นได้
บัตรธนาคารศตวรรษ!
นั่นคือบัตรแบล็กการ์ด VIP ระดับสูงสุดที่ใช้ได้ทั่วโลก!
คนที่จะสามารถทำบัตรประเภทนี้ได้ มีเพียงผู้ที่มีทรัพย์สินถึงหนึ่งหมื่นล้านขึ้นไปเท่านั้น
เฉินอวี่พยักหน้าเบา ๆ แล้วรับบัตรใบนั้นมาเก็บไว้อย่างไม่รีบร้อน
*[1] กระดาษซวนจื่อ (宣纸) คือ กระดาษเขียนพู่กันจีน
*[2] ชุดถังจวง (唐装) คือ เสื้อแจ็คเก็ตจีนสไตล์ทางการสมัยใหม่ ที่ดัดแปลงมาจากเสื้อนอกของบุรุษใน่ปลายราชวงศ์ชิง (ได้รับอิทธิพลจากชาวแมนจู) มีจุดเด่นคือคอเสื้อตั้ง เสื้อคอจีน สาบเสื้อแนวดิ่งหรือเฉียง และกระดุมผ้าถักเป็ปม (Frog buttons) นิยมสวมใส่ในงานมงคล งานเทศกาล หรือประชุมสำคัญ
*[3] สีดอกเลา คือสีเทาอ่อน สีขาวหม่น หรือสีเทาปนขาว เหมือนสีของดอกหญ้าเลาที่บานฟูฟ่องตามธรรมชาติ เป็คำเปรียบเทียบโบราณที่มักใช้เรียกสีผมของผู้สูงอายุที่มีผมหงอกปนกับผมดำ
*[4] แบล็กการ์ด (Black Card) คือบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตระดับสูงสุด (Ultra-Premium) ที่มอบสิทธิพิเศษเหนือระดับ VVIP มักไม่เปิดรับสมัครทั่วไป แต่ใช้วิธีเชิญชวน (Invitation Only) สำหรับผู้มีรายได้สูงมาก, มีเงินฝากหลักร้อยล้าน หรือมีประวัติการใช้จ่ายสูง โดดเด่นเื่วงเงินไม่จำกัด, บริการผู้ช่วยส่วนตัว, และสิทธิพิเศษทั่วโลก