ตอนที่ 2 — คืนที่มีพยาน
เสียงแมลงกลางคืนดังระงมอยู่นอกกำแพง เป็เสียงเดียวกับทุกคืนที่หลิงเซินเคยได้ยินมาั้แ่จำความได้ แต่คืนนี้มันฟังดังกว่าปกติ หรืออาจเพราะทุกอย่างรอบตัวเงียบเกินไป
นางนั่งอยู่บนเตียงในชุดนอนสีขาว ผมยาวสีดำสยายลงมาปกไหล่ทั้งสองข้าง ขาพับขึ้นมารองรับหนังสือวงจรพลังงานเล่มหนา แสงคริสตัลสีฟ้าจากโคมข้างเตียงส่องลงมาบนหน้ากระดาษ ทำให้ตัวอักษรดูเหมือนลอยอยู่เหนือพื้นผิว
"...พลังแบบที่สาม อยู่ในแกนกลางของวงจร เมื่อพลังงานธาตุดินไหลผ่านแกนกลาง จะเกิดปฏิกิริยาสังเคราะห์ที่..."
หลิงเซินกะพริบตา อ่านบรรทัดเดิมอีกครั้ง
"...พลังแบบที่สาม อยู่ในแกนกลางของวงจร เมื่อพลังงานธาตุดินไหลผ่าน..."
นับหนึ่ง สอง สาม…….ลืม
นางถอนหายใจ กดหนังสือลงบนตัก มองเพดานห้องที่คานไม้เก่าทอดตัวขนานกันเป็เส้นสีน้ำตาลเข้ม เพดานเดียวกับที่นางจ้องมองทุกคืนที่นอนไม่หลับ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้กลายเป็เกือบทุกคืน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หนังสือ นางรู้ดี
ปัญหาอยู่ที่สมองของนางปฏิเสธจะจดจ่อกับตัวอักษร เพราะมันกำลังวนเวียนอยู่กับสิ่งอื่น
เื่ของชายหนุ่มในโรงเก็บของ
หลิงเซินหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมาจิบ น้ำเย็นไหลลงคอ แต่ไม่ได้ช่วยให้หัวใสขึ้นแม้แต่น้อย นางวางแก้วลง นิ้วเคาะขอบแก้วเบาๆ สามครั้ง นิสัยที่ทำเมื่อกำลังคิดอะไรหนัก
เซียนหยู
ชื่อนั้นวนอยู่ในหัวมาตลอดั้แ่กลับจากตลาดทาส ไม่ใช่เพราะความสนใจแบบหญิงสาวสนใจชายหนุ่ม — หลิงเซินยืนยันกับตัวเองว่าไม่ใช่อย่างแน่นอน — แต่เพราะดวงตาของเขา
ดวงตาที่จ้องมองเพดานกรงทาสอย่างสงบ ราวกับกำลังคำนวณวิถีโคจรของดวงดาว ไม่มีความกลัว ไม่มีความสิ้นหวัง ไม่มีความโกรธ มีเพียงความสงบชนิดที่นางไม่เคยเห็นในคนที่ถูกขังอยู่ในกรง
และคำพูดที่เขากระซิบเมื่อสัญญาทาสถูกประทับลงบนฝ่ามือ
"ใช้วิชาเวทย์ที่ล้าสมัยมาควบคุมคน น่าขำดี"
ล้าสมัย?
สัญญาทาสที่ใช้กันมาหลายพันปี ที่แม้แต่วิศวกรวงจรระดับสูงยังยอมรับว่าเป็เทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่สุดแบบหนึ่ง เขาเรียกมันว่า 'ล้าสมัย'
นางจำได้ว่าตอนนั้นขมวดคิ้วถามเขา และเขาตอบว่า 'ไม่มีอะไร' ด้วยน้ำเสียงเดียวกับที่คนเราพูดว่า 'วันนี้อากาศดี' — ธรรมดา ไม่สนใจ ราวกับเื่นั้นไม่สำคัญ
แล้วเื่ที่เขาเดาตัวตนของนางได้ทันทีที่พบกัน ตระกูลหลิง ฮั่วการค้าชั้นกลาง ธุรกิจวงจรพลังงานที่กำลังถดถอย เขารู้ได้อย่างไร ในเมื่อเขาเป็ทาสที่ถูกขังอยู่ในกรง?
หลิงเซินสะบัดหัว หยิบหนังสือขึ้นมาอีกครั้ง
"...พลังแบบที่สาม อยู่ในแกนกลาง..."
นับหนึ่ง... สอง... สาม...
ลืม
นางกระแทกหนังสือลงบนเตียง ผ้าปูที่นอนกระเพื่อม
"โอ้ย!" นางกดมือลงบนหน้าผาก ถ้าพรุ่งนี้ส่งงานไม่ได้ อาจารย์ซ่างซีจะไม่ดุ แต่จะมองด้วยสายตาที่บอกว่า 'ข้าผิดหวัง' ซึ่งแย่กว่าถูกดุสิบเท่า
แต่งานก็เสร็จแล้ว
นั่นแหละที่ทำให้นั่งนิ่งไม่ได้ เพราะถ้างานเสร็จแล้วก็ไม่ต้องอ่านหนังสือ และถ้าไม่ต้องอ่านหนังสือก็ไม่มีข้ออ้างที่จะไม่คิดเื่อื่น
เื่ที่ทำไมเมื่อเช้านางถึงพบว่ามีแบบแปลนวงจรที่ไม่ใช่ของนางอยู่ในม้วนคัมภีร์ที่นางนำกลับจากสมาคม
แบบแปลนที่วาดด้วยลายมือที่สะอาดและแน่วแน่ราวกับแกะด้วยเพชร เส้นแต่ละเส้นไม่มีรอยลังเล วงกลมซ้อนกันเป็ชั้นๆ ในรูปแบบที่นางไม่เคยเห็นในตำราเล่มใด
นางรู้ว่าเป็ฝีมือของเซียนหยู
เพราะเมื่อคืนก่อน ตอนที่นางเดินผ่านโรงเก็บของไปเข้าห้องน้ำ นางเหลือบเห็นแสงคริสตัลรำไรจากรอยแตกที่ผนัง และเมื่อก้มลงแอบมอง ก็เห็นเขานั่งวาดอะไรบางอย่างบนกระดาษที่ดูเหมือนม้วนคัมภีร์ของนาง
ม้วนที่นางวางทิ้งไว้ในครัวเมื่อตอนเย็น
ตอนแรกนางโกรธ ใครอนุญาตให้ทาสแตะของนาง? แต่เมื่อเช้าที่พลิกม้วนดู สิ่งที่เห็นทำให้ความโกรธหายไปในพริบตา
วงจรนั้นสวยจนน่ากลัว
นางไม่เข้าใจมันทั้งหมด ไม่แม้แต่ครึ่งหนึ่ง แต่นางเรียนวงจรพลังงานมาสี่ปี พอจะรู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นไม่ใช่ระดับเดียวกับที่นางเรียน มันเหมือนเปรียบเทียบภาพวาดของเด็กกับผลงานของจิตรกรระดับปรมาจารย์
ว่าเขาเป็ใครกันแน่?
ว่าดวงตาเขาทำไมถึงดูเหมือนคนที่รู้เื่ราวมากกว่าที่ปากยอมพูด?
ว่า—
⬥ ⬥ ⬥
ตึ๊ก
เสียงเคาะประตูเบามากจนเกือบไม่ได้ยิน
หลิงเซินสะดุ้ง หนังสือหล่นพลาดจากมือลงบนพื้น กระทบพื้นไม้ดังตุ๊บ นางกีดร้องออกมาเบาๆ มือกดอกซ้ายที่หัวใจเต้นแรงขึ้นมาทันที
"ใคร?" นางกระซิบ พลิกตัวลงจากเตียง เท้าเปล่าแตะพื้นไม้เย็น
"พี่" เสียงเงียบผ่านประตู ต่ำและราบเรียบ
หลิงเซินคลายความตึงเครียดออก หายใจลึก ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู
หลิงเฉิงอู่ยืนอยู่ข้างนอก
พี่สาวของนางอายุยี่สิบสอง สูงกว่านางเกือบคืบ รูปร่างเพรียวแต่แข็งแกร่ง ผมดำรวบขึ้นไว้หลวมๆ ด้วยปิ่นไม้ธรรมดา ยังสวมชุดทำงานสีเทาเข้มทั้งที่ดึกขนาดนี้แล้ว เข็มขัดหนังรัดเอวแน่น ราวกับพร้อมจะออกไปทำธุระได้ทุกเมื่อ
ดวงตาของหลิงเฉิงอู่เป็สิ่งที่คนในตระกูลหลิงทุกคนรู้จักดี มันคมและตรงเหมือนใบมีดที่ไม่เคยทื่อ สีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ มองอะไรก็ดูเหมือนกำลังตัดสินว่าสิ่งนั้นมีค่าหรือไม่มีค่า ตอนนี้สายตานั้นเปิดมองหลิงเซินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนผ่านเธอเข้าไปในห้อง ราวกับกำลังตรวจสอบว่ามีใครอื่นอยู่หรือไม่
"เข้ามาพูดคุยได้ไหม?" เสียงของพี่สาวเงียบแต่มีน้ำหนัก ไม่ใช่คำถาม แต่เป็การบอกล่วงหน้าว่าจะเข้ามา
หลิงเซินก้าวถอยให้ทาง พี่สาวก้าวเข้ามา ปิดประตูเบาๆ แล้วยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง มือวางบนบานประตูที่เพิ่งปิด ราวกับกำลังชั่งใจว่าจะพูดอะไร
"นอนยังไม่หลับเหรอ?" หลิงเฉิงอู่ถาม หันมานั่งลงบนขอบเตียง ท่าทางผ่อนคลายแต่หลังยังตรง
"ยังอ่านหนังสือ" หลิงเซินหยิบหนังสือขึ้นจากพื้น ปัดฝุ่นออก วางลงบนโต๊ะ "คืนนี้ไม่ค่อยจำอะไรได้"
"เพราะเื่ทาสหรือ?"
หลิงเซินตาค้าง นิ่งไปชั่วขณะ "พี่รู้ได้ยังไง? ข้าเพิ่งซื้อมาเมื่อคืนเอง"
"เ้าใช่บ้าหรือ" หลิงเฉิงอู่เอียงหัวเล็กน้อย สายตาไม่ได้ตำหนิแต่ก็ไม่ได้อ่อนโยน "น้องสาวอายุสิบหกออกไปตลาดทาสกลางดึกคนเดียว เ้าคิดว่าข้าจะไม่รู้?"
"ข้า—"
"ป้าฟ่างบอก" หลิงเฉิงอู่ตัดบท "เธอเห็นเ้าแอบออกจากประตูหลัง ตอนสองยามกว่า"
หลิงเซินกัดริมฝีปากล่าง ป้าฟ่าง แม่ครัวเก่าแก่ของบ้าน ไม่มีอะไรรอดสายตาหญิงชราคนนั้น
"ข้า้าคนช่วยงาน" หลิงเซินแก้ตัว "บ้านนี้มีคนน้อยลงทุกปี ข้าไม่อยากให้พี่ต้องรับภาระทุกอย่าง"
หลิงเฉิงอู่ไม่ตอบทันที นางมองน้องสาวอยู่ครู่ ด้วยสายตาที่หลิงเซินอ่านไม่ออกว่ามีอะไรซ่อนอยู่
"ทาสที่เ้าซื้อ" พี่สาวเอ่ยขึ้น "เซียนหยู บุตรตระกูลเซียน"
"พี่รู้จัก?"
"ข้ารู้จักชื่อตระกูล" หลิงเฉิงอู่พูดช้าๆ "ตระกูลเซียนเคยเป็ตระกูลวิศวกรชั้นสูงอันดับห้าของเมืองนี้ ก่อนจะล่มสลายเมื่อสองปีก่อน เื่นี้ไม่ธรรมดาเท่าที่คนทั่วไปคิด"
หลิงเซินเลิกคิ้ว "ไม่ธรรมดายังไง?"
หลิงเฉิงอู่ไม่ตอบคำถามนั้น แทนที่จะพูดต่อ นางยกมือขึ้นกดขมับซ้ายเบาๆ ท่าทางที่นางทำเมื่อกำลังจะพูดเื่หนัก
ห้องเงียบลง เสียงแมลงข้างนอกดังชัดขึ้น
"หลิงเซิน" พี่สาวเรียกชื่อเต็ม ไม่ใช่ชื่อเล่น
"ค่ะ?"
"ข้ามาคืนนี้ไม่ใช่เพราะเื่ทาส"
⬥ ⬥ ⬥
ลมนอกหน้าต่างหยุดพัดไปชั่วขณะ ราวกับแม้แต่ธรรมชาติยังหยุดฟัง หลิงเฉิงอู่ยืดหลังให้ตรงขึ้นอีก ถ้าเป็ไปได้ มือสองข้างวางบนเข่า นิ้วประสานกันแน่น
"ข้าสืบมาหลายปีแล้ว" นางเริ่มพูด น้ำเสียงแบนราบผิดธรรมชาติ เหมือนคนที่ฝึกควบคุมตัวเองมานานจนกลายเป็นิสัย "ั้แ่ปีแรกที่พ่อกับแม่ตาย ตอนนั้นข้าอายุสิบหก เ้าอายุสิบ"
หลิงเซินนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามเตียง ไม่ได้ตั้งใจนั่ง ร่างกายทำไปเอง เพราะขารู้สึกอ่อนแรงลงกะทันหัน
"สิ่งที่คนบอกเรา" หลิงเฉิงอู่พูดต่อ "คือพ่อกับแม่เดินทางไปสำรวจป่าคริสตัลเงินเพื่อหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ แล้วถูกสัตว์อสูรโจมตี ร่างกายถูกพบในหุบเขา ไม่มีใครรอดชีวิต"
"ข้าจำได้" หลิงเซินพูดเสียงแ่ ภาพเ่าั้ยังชัดเจนในความทรงจำ วันที่คนมาบอกข่าว เสียงร้องไห้ของคนรับใช้ ใบหน้าของพี่สาวที่ไม่ร้องไห้แม้แต่หยดเดียว เพียงแค่ยืนนิ่งด้วยสีหน้าที่หลิงเซินไม่เข้าใจในตอนนั้น
ตอนนี้นางเริ่มเข้าใจ
สีหน้านั้นไม่ใช่ความเข้มแข็ง มันคือความสงสัย
"พ่อกับแม่ไม่ได้ตายเพราะสัตว์อสูร" หลิงเฉิงอู่พูดประโยคนั้นออกมาตรงๆ ไม่อ้อมค้อม ไม่ปูทาง เสียงของนางเหมือนเสียงค้อนทุบลงบนทั่ง ดังครั้งเดียวแต่ะเื
ห้องหนาวลงโดยไม่มีลม
หลิงเซินรู้สึกเหมือนอากาศถูกดูดออกจากปอด นางอ้าปากแต่ไม่มีเสียงออกมา มือทั้งสองข้างกำผ้าชุดนอนจนข้อนิ้วขาว
"พี่พูดอะไร..." เสียงของนางแตกเป็เสี่ยงเล็กๆ
"มีคนส่งพวกเขาเข้าไปในป่า" หลิงเฉิงอู่พูดต่อ ไม่หยุด ไม่รอ เพราะถ้าหยุดอาจจะพูดไม่ออกอีก "มีคนรู้ว่าพวกเขาจะไปที่ไหน มีคนบอกเส้นทาง และมีคนที่รออยู่ข้างใน"
"คน?" หลิงเซินจ้องตาพี่สาว "ไม่ใช่สัตว์อสูร?"
"สัตว์อสูรมีจริง" หลิงเฉิงอู่ยอมรับ "แต่สัตว์อสูรในป่าคริสตัลเงินอยู่ลึกกว่าจุดที่พ่อแม่ถูกพบมาก พ่อเป็วิศวกรระดับสาม เขาไม่โง่พอจะเดินเข้าไปในเขตอันตรายโดยไม่มีเหตุผล"
"แล้วเหตุผลคืออะไร"
"คนที่ให้ข้อมูลเส้นทางบอกว่ามีแหล่งคริสตัลชั้นดีอยู่ตรงนั้น" หลิงเฉิงอู่หยิบสิ่งที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อออกมา กระดาษแผ่นเล็กพับซ้อนกันหลายทบจนบางเหมือนใบไม้ นางคลี่มันออกบนเตียง "นี่คือแผนที่เส้นทาง ที่ข้าพบในห้องทำงานของพ่อเมื่อสามปีก่อน ลายมือนี้ไม่ใช่ของพ่อ"
หลิงเซินก้มลงมอง แผนที่เก่า เส้นหมึกจางลงตามกาลเวลา แต่ลายมือที่เขียนกำกับเส้นทางยังพอมองเห็น เป็ลายมือที่เรียบเนียนเป็ระเบียบเกินกว่าจะเป็ของคนในตระกูลหลิง
"ลายมือของใคร" นางถาม
หลิงเฉิงอู่นิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นพูดชื่อที่ทำให้หลิงเซินสะดุ้งจนเกือบล้มจากเก้าอี้
"ตระกูลหาน"
"หาน..." หลิงเซินกระซิบ "ตระกูลหานที่..."
"ตระกูลหานจื้อเฟิง" หลิงเฉิงอู่พยักหน้า "หัวหน้าตระกูลหานในปัจจุบัน ผู้ที่ครองอิทธิพลเหนือสมาคมวิศวกรและตลาดการค้าวงจรพลังงานทั้งเมือง"
"แต่... ทำไม" หลิงเซินจับเข่าตัวเอง นิ้วมือสั่น "ตระกูลเราเป็เพียงตระกูลการค้าชั้นกลาง ทำไมหานจื้อเฟิงถึง..."
"เพราะตระกูลหลิงมีสิ่งที่เขา้า" หลิงเฉิงอู่ตอบ "สิ่งที่พ่อกับแม่รู้ แต่ไม่เคยบอกเรา"
"สิ่งใด"
"ข้ายังไม่รู้ทั้งหมด" พี่สาวยอมรับ น้ำเสียงขมขื่นเล็กน้อยเป็ครั้งแรก "รู้แค่ว่ามีความเกี่ยวข้องกับสูตรวงจรลับบางอย่าง สูตรที่ไม่มีในตำราสาธารณะ"
ห้องเงียบอีกครั้ง คราวนี้เงียบนานกว่า
หลิงเซินรู้สึกเหมือนพื้นห้องกำลังทรุดลง ภาพของพ่อแม่ที่เคยชัดเจนในความทรงจำ — พ่อที่ชอบหัวเราะขณะวาดวงจร แม่ที่ชงชาทุกเช้าแล้วนั่งดูพ่อทำงาน — ภาพเ่าั้ยังเหมือนเดิม แต่ตอนนี้มีเงาดำบางอย่างทาบทับอยู่เื้ั
"พี่..." หลิงเซินหยุด ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย "พี่แน่ใจแค่ไหน?"
"แน่ใจพอที่จะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเดือนนี้ไม่ใช่เื่บังเอิญ" หลิงเฉิงอู่ยกหน้าขึ้น ดวงตาคมที่ไม่เคยสั่นแม้ตอนนี้ "ธุรกิจวงจรพลังงานของเราที่ถดถอยลงเรื่อยๆ ลูกค้าที่หายไปทีละราย ผู้จัดหาวัตถุดิบที่เริ่มปฏิเสธ... ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะเราทำธุรกิจไม่ดี"
"มีคนอยู่เื้ั" หลิงเซินพูดแทน เสียงของนางค่อยๆ แข็งขึ้น ราวกับความเข้าใจกำลังแทนที่ความใ
"มีคน้าทำลายตระกูลหลิง" หลิงเฉิงอู่พูดตรง ไม่หุ้มน้ำตาล "และพวกเขายังไม่เสร็จ"
หลิงเซินกำมือแน่น เล็บจิกเข้าฝ่ามือจนเจ็บ แต่ความเจ็บนั้นช่วยให้นางตื่น ช่วยให้นางอยู่กับปัจจุบัน ไม่จมลงไปในทะเลของความโกรธและความเศร้าที่กำลังซัดเข้ามาพร้อมกัน
"ถ้าเช่นนั้น" นางพูด เสียงเบาแต่มั่นคง "เราจะทำอย่างไร"
หลิงเฉิงอู่มองน้องสาว ในดวงตาคมของพี่สาวมีบางอย่างที่หลิงเซินไม่เคยเห็นมาก่อน
ไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความกลัว
มันคือความหวัง
"เราอยู่รอด" หลิงเฉิงอู่ตอบ "ก่อนอื่น เราอยู่รอดให้ได้ จากนั้น... เราจะหาความจริง"
นางยืนขึ้น จัดชุดให้เรียบ ท่าทางกลับมาเป็หลิงเฉิงอู่ที่ทุกคนรู้จัก — เข้มแข็ง ตัดสินใจ ไม่หวั่นไหว
"นอนพักผ่อนให้ดี" นางสั่ง "พรุ่งนี้เ้ามีงานส่ง อย่าให้ใครเห็นว่าเราอ่อนแอ"
"พี่..."
"อะไร"
"ขอบคุณที่บอก" หลิงเซินพูด เสียงสั่นเล็กน้อย "ขอบคุณที่ไม่แบกเื่นี้ไว้คนเดียวอีกต่อไป"
หลิงเฉิงอู่หยุดนิ่งตรงประตู หลังยังหันอยู่ ไม่หันมา
"ข้าแบกมาหกปีแล้ว" นางพูดเบาๆ "อีกวันสองวันไม่ต่างหรอก"
ประตูเปิดและปิด
เสียงฝีเท้าของพี่สาวค่อยๆ เงียบหายไปตามระเบียง
หลิงเซินนั่งอยู่คนเดียวในห้อง มือยังกำแน่น หนังสือวงจรพลังงานวางอยู่บนโต๊ะ ตัวอักษรในหน้ากระดาษยังเหมือนเดิม แต่โลกของหลิงเซินเปลี่ยนไปแล้ว
ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
⬥ ⬥ ⬥
ในโรงเก็บของที่อยู่ติดกับห้องหลิงเซิน เซียนหยูนอนนิ่งบนพื้นไม้ ตาเปิด มองเพดานในความมืด
ผนังไม้บางระหว่างสองห้องนั้นบางเพียงนิ้วกว่า ไม่ใช่ผนังสำหรับกั้นเสียง แต่สำหรับกั้นสายตา เสียงจากห้องข้างๆ ผ่านเข้ามาไม่ชัดนัก แต่ชัดพอ
เขาไม่ได้ตั้งใจฟัง
แต่ก็ไม่ได้ปิดหู
ชีวิตในโลกอนาคตสอนให้เขารู้ว่าข้อมูลคือทุกอย่าง ในห้องแล็บควอนตัมของเขา ทุกชิ้นข้อมูลถูกเก็บรวบรวม วิเคราะห์ จัดเก็บ ไม่ว่าจะได้มาจากการทดลอง การสังเกต หรือโดยบังเอิญ โดยเฉพาะข้อมูลที่ได้มาโดยบังเอิญ เพราะข้อมูลชนิดนั้นมักจะไม่ถูกกรองด้วยเจตนาของผู้ให้ จึงมีค่ามากที่สุด
ตระกูลหาน เขาจำชื่อนั้นไว้ในหัว
หานจื้อเฟิง
สั่งสังหารพ่อแม่ของหลิงเซิน เพื่อสูตรวงจรลับ
เขาสูดหายใจเข้าเบาๆ ให้อากาศอุ่นๆ ในห้องแคบไหลเข้าปอด จากนั้นปล่อยออกมาช้าๆ ท่าทางเดียวกับที่เขาทำเมื่อกำลังวิเคราะห์ตัวแปรในสมการที่ซับซ้อน
ในหัวของเขา ข้อมูลถูกจัดเรียงอย่างเป็ระบบ
ตระกูลหลิง — ตระกูลการค้าชั้นกลาง กำลังถดถอย พ่อแม่ถูกสังหาร พี่สาวเป็ผู้นำที่เข้มแข็งแต่ขาดทรัพยากร น้องสาวมีความมุ่งมั่นแต่ยังอ่อนด้วยฝีมือ สูตรวงจรลับที่ยังไม่รู้เนื้อหา
ตระกูลหาน — ตระกูลที่ครองอำนาจ มีเจตนาร้าย ยังไม่เสร็จสิ้นภารกิจทำลายตระกูลหลิง
และเขาเอง — เซียนหยู ชายหนุ่มที่จิติญญามาจากห้าหมื่นปีในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์ควอนตัมที่ตื่นขึ้นมาในร่างทาสอายุสิบเจ็ดที่พลังงานในร่างกายสูญหายไป
เขามีความรู้ที่เหนือกว่าทุกคนในยุคนี้หลายหมื่นปี แต่ไม่มีพลังงานที่จะนำความรู้นั้นมาใช้ได้เต็มที่ เหมือนมีพิมพ์เขียวของเครื่องจักรที่ทรงพลังที่สุดในโลก แต่ไม่มีเชื้อเพลิงแม้แต่หยดเดียว
คำถามคือ เขาจะเกี่ยวข้องกับเื่ของตระกูลหลิงไปทำไม?
เขาเป็ทาส สถานะที่เขายอมรับชั่วคราวเพราะยังไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า ร่างกายนี้อ่อนแอ พลังงานเหลือน้อย เขาควรจะประหยัดทุกอย่างไว้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ไม่ใช่เข้าไปพัวพันกับาระหว่างตระกูล
แต่...
ภาพของหลิงเซินในตลาดทาสลอยขึ้นมาในหัว สาวน้อยอายุสิบหกที่กำถุงเหรียญจนข้อนิ้วขาว ที่ต่อรองราคาด้วยท่าทางเกร็งๆ ของคนที่ไม่คุ้นกับการซื้อขายมนุษย์ ที่ซื้อทาสไม่ใช่เพราะ้าคนรับใช้ แต่เพราะ้าคนช่วยงาน
และภาพของหลิงเซินที่ยืนอยู่หน้าประตูโรงเก็บของ มือกอดอก สายตาท้าทาย ถามว่า 'มีปัญหาอะไรไหม?' ด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่า ถ้ามีปัญหา ก็ช่างมัน
เขาไม่ได้ยิ้ม แต่มุมปากขยับเล็กน้อย
สำหรับคนที่เคยอยู่ในโลกที่อารยธรรมรุ่งเรืองถึงขีดสุดแล้วล่มสลาย เขารู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่มีค่าจริงๆ ในโลกนี้ ไม่ใช่เทคโนโลยี ไม่ใช่พลังงาน ไม่ใช่ความรู้
แต่เป็คนที่ยังไม่ยอมแพ้
เขาหลับตา
ในความมืดเื้ัเปลือกตา เขาเห็นภาพสองภาพซ้อนกัน
ภาพแรก — ห้องแล็บควอนตัมที่ส่องสว่างด้วยแสงนีออนสีฟ้า เสียงเครื่องจักรหึ่งสม่ำเสมอ จอภาพแสดงข้อมูลที่ไหลผ่านเป็สายน้ำดิจิทัล โลกที่เขาจากมา โลกที่เขาอาจจะไม่ได้กลับไป
ภาพที่สอง — รอยแตกเล็กๆ ที่ผนังโรงเก็บของ ที่แสงดาวส่องผ่านเข้ามาเป็เส้นบางๆ ตกลงบนพื้นไม้เก่า
ดาวดวงเดียวกัน เขาคิด ดาวที่ส่องแสงอยู่ตรงนั้นเมื่อห้าหมื่นปีในอนาคต ก็ยังส่องแสงอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ดาวก็ยังอยู่ที่เดิม
อย่างน้อยก็มีบางอย่างที่ไม่เปลี่ยนแปลง
เขาเปิดตามองแสงดาวที่ลอดผ่านรอยแตก
พรุ่งนี้หลิงเซินจะไปส่งการบ้านที่สมาคมวิศวกร เขาเห็นนางเตรียมม้วนคัมภีร์ไว้ั้แ่เย็น วางเรียงอยู่ในกระเป๋า พร้อมกับม้วนที่เขาวาดแบบแปลนวงจรไว้ด้านหลัง
ม้วนนั้นนางอาจยังไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ด้านหลัง หรืออาจรู้แล้วแต่ยังไม่พูดถึง
ไม่ว่าจะอย่างไร พรุ่งนี้จะเป็วันที่น่าสนใจ
เซียนหยูหลับตาอีกครั้ง คราวนี้เพื่อนอนจริงๆ
แต่ก่อนจะหลับ ความคิดสุดท้ายที่ผ่านเข้ามาในหัวไม่ใช่เื่ของตระกูลหาน ไม่ใช่เื่ของสูตรวงจรลับ
แต่เป็เสียงของหลิงเซินที่พูดกับพี่สาวว่า "ขอบคุณที่ไม่แบกเื่นี้ไว้คนเดียวอีกต่อไป"
เขาไม่รู้ว่าทำไมประโยคนั้นจึงค้างอยู่ในหัว
อาจเพราะในโลกอนาคตที่เขาจากมา ไม่มีใครเคยพูดประโยคแบบนั้นกับเขาเลย
ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียว
⬥ ⬥ ⬥
แสงคริสตัลสีฟ้าจากเสาถนนส่องผ่านหน้าต่างห้องหลิงเซิน ตกลงบนแผนที่เก่าที่ยังคลี่อยู่บนเตียง ลายมือบนแผนที่ที่ไม่ใช่ของพ่อ ที่พี่สาวบอกว่าเป็ของตระกูลหาน
หลิงเซินมองมัน
พรุ่งนี้นางจะต้องไปสมาคมวิศวกร ส่งการบ้าน ทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยิ้มให้อาจารย์ ยิ้มให้เพื่อน ยิ้มให้ทุกคน
ทั้งที่ข้างในนั้น โลกของนางแตกร้าวไปแล้ว
นางพับแผนที่อย่างระมัดระวัง ซุกไว้ใต้หมอน
จากนั้นดับโคมคริสตัล ห้องมืดสนิท เหลือเพียงแสงดาวจากหน้าต่างเล็กๆ
ในความมืด หลิงเซินนอนตาเปิด มองเพดาน เหมือนกับชายหนุ่มในโรงเก็บของข้างๆ ที่กำลังทำเื่เดียวกัน
ทั้งสองคนนอนอยู่คนละฝั่งของผนังบาง ทั้งสองคนมีความลับที่ยังไม่พร้อมจะบอก
และทั้งสองคนรู้ — แม้จะยังไม่รู้ตัว — ว่าหลังคืนนี้ ไม่มีอะไรจะเหมือนเดิมอีกต่อไป
— จบตอนที่ 2 —
แดนนิยาย — ดินแดนที่ทุกเื่ราวเริ่มต้น
www.danniyay.com