Supreme Dark lord ราชันทมิฬครองภพ

    ความอัปยศ

    จ๋อม!
    เสียงน้ำกระเพื่อมดังขึ้นเมื่อก้อนหินขนาดเล็กกระทบผิวน้ำ แผ่ขยายออกเป็นวงคลื่นอย่างเงียบเฉียบเด็กหนุ่มวัยไม่เกิน16ปี กำลังนั่งเหม่อลอยมองผิวน้ำในลำคลองสั่นไหวเป็นคลื่นอย่างสงบ โดยขณะเดียวกันห่างออกไปไม่ไกล มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับเขาอีกหลายสิบนั่งพักกระจายกันออกไปไต้ร่มไม้หลบแสงแดดสีส้ม บ้างก็นั่งเหม่อลอยอย่างตัวเขา บางก็คุยสัพเพระกับเพื่อนพ้อง ทว่าก็มีหลายคนกำลังจับดาบไม้เข้าห่ำหั่นกันอย่างดุเดือน โดยมีเสียงเชียร์เป็นระยะๆ เมอร์ริสไม่สนใจพวกคนเหล่านั้น ตอนนี้เขาค่อนข้างจะเริ่มชอบการอยู่คนเดียวมาได้พักใหญ่ๆแล้ว

    “นี่มันก็ผ่านไปตั้ง4ปีแล้ว ที่เธอหายไป ข้าควรยอมรับความจริงได้แล้วว่าเธอนั้นได้ทิ้งข้าไปจริงๆ” เด็กหนุ่มหรือ เมอร์ริส แค่ชื่อไม่มีนามสกุล กล่าวเสียงเบาพลางเหยียดตัวนอนลงกับพื้นหญ้าปล่อยให้สายลมยามเย็น โลมเลียปอยผมสีดำใบหน้าได้รูปของของตัวเองขณะเงยมองท้องฟ้า ร่างกายสูงเกือบ 180 เซน ของเขานั้นเป็นที่โดดเด่นท่านกลางเด็กรุ่นราวเดียวกัน ทว่าร่างกายและใบหน้าของเขากลับซูบผอม และมีสีขาวคล้ำซีด ราวกับคนขาดสารอาหารอย่างไรอย่างนั้น มีเพียงดวงตาสีดำที่แฝงไปด้วยความนุ่มลึกดูน่าหลงใหลอย่างประหลาดของเขาเท่านั้นที่พอจะดูดีกว่าส่วนอื่น ตอนนี้ดวงตาของเขาฉายแววคำนึงถึงอดีตและในเวลาเดียวกันก็กังวลเกี่ยวกับอนาคตอีกเช่นกัน
    “หรือว่าข้าควรลาออกจากการฝึกอัศวิน แล้วออกไปหาทำงาน เก็บเงินแล้วใช้ชีวิตเหมือนกับคนธรรมดาทั่วไปกันนะ”เด็กหนุ่มกล่าวพลางขมวดคิ้ว นอกจากวิชาดาบที่ติดตัวเขายังมีความรู้ทางด้านบัญชีนิดหน่อยแต่ก็มากพอที่จะถูกรับเข้าทำงานได้

    เมอร์ริสปีนี้ใกล้จะอายุ16ปี ตามประเพณีโบราณของอาณาจักร เมอร์ริสนั้นใกล้ถึงวัยที่จะบรรลุนิติภาวะและสามารถแต่งงานได้แล้วสำหรับปถุชนธรรมดาๆอย่างเค้า ถ้าเป็นเมื่อก่อนเค้าคงจะไม่คิดถึงเรื่องพวกนี้อย่างแน่นอน เขาคงจะเดินทางต่อไปในเส้นทางแห่งอัศวินผู้ทรงเกียติ ออกรบพิทักษ์สันติราช และลงท้ายด้วยการแต่งการกับเจ้าหญิงผู้เลอโฉม แต่ทว่าความใฝ่ฝันนี้คงเป็นแค่เรื่องเพ้อเจ้อสำหรับตัวเขาในตอนนี้
    วันนี้ตัวเขาแตกต่างไปจากเมื่อก่อนมากนัก
    เมอร์ริสอดที่รู้สึกหดหู่และถอนหายใจออกมาไม่ได้ ทันไดนั้นเองเขาได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวข้างหลังด้วยความเคยชินจากการฝึกเขาแน่ใจว่าเสียงนั้นคือเสียงของหญ้าที่ถูกรองเท้าหนังเหยียบ เด็กหนุ่มลุกขึ้นนั่งก่อนจะหันไปมองผู้มาเยือนด้านหลัง มันเป็นร่างกำยำเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อดูสุขภาพดีของเด็กชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แววตาของเมอร์ริสมืดมนเมื่อเห็นว่าผู้ที่มาใหม่เป็นใคร
    ”ว่าไง เมอร์ริส”อีกฝ่ายยิ้มกว้างแลดูอบอุ่นแต่ทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยเจตนาร้าย
    เมอร์ริสรู้ทันทีว่าดูเหมือนวันนี้ตัวเขาจะไม่ได้อยู่อย่างสงบซะแล้ว
    ไม่กี่นาทีต่อมา
    ผั้ว! อั่ก
    “ฮ่าๆ วันนี้ดูท่าเจ้านี้จะทนมือทนเท้ากว่าทุกวันนะ”เสียงหัวเราะมาดร้ายดังขึ้นท่ามกลางหมู่เด็กวัยรุ่นอายุไม่เกิน15-16ปี ที่กำลังยืนมุ่งกันเป็นวงกลม โดยตรงกลางนั้นมีเด็กชายสองคนกำลังยืนประจันหน้ากัน ทั้งคู่ถือดาบไม้สำหรับฝึกฝน ทว่าทั้งสองร่างกลับมีสภาพความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด อีกฝ่ายหนึ่งเนื้อตัวเต็มไปด้วยฝุ่นดินราวกับผ่านการลุกล้มกับพื้นมานับไม่ถ้วนและมีรอยฟกช้ำตามตัว ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งนั้นเสื้อผ้าขาวสะอาดหมดจนแม้แต่ร่องรอยของเหงื่อก็ยังไม่มี

    “เฮ้ โจเซฟ พอไดแล้ว เดี๋ยวเจ้านี้ก็ได้ตายจริงๆหรอก”เสียงเด็กชายอีกคนท่ามกลางผู้คนรอบข้างกล่าวขึ้นห้ามปราม แต่เห็นได้ชัดจากน้ำเสียงและสีหน้านั้นสวนทางกับคำพูดอย่างสิ้นเชิง คนรอบข้างถึงกับหัวเราะเบาๆ ถึงจะมีบางคนแสดงสีหน้าสงสารแต่ก็ไม่ได้ออกมาห้ามปรามอะไร โ
    “หึ แค่นี้ไม่ทำให้อัจฉริยะของเราพ่ายแพ้หรอกใช่ไหม เมอร์ริส”โจเซฟมองไปที่ฝ่ายตรงข้ามด้วยสายตาเย้ยหยันพร้อมกับยกยิ้มมุมปากอย่างมีความสุข
    เมอร์ริสยังเงียบขณะจับดาบไม้ในมืออย่างนิ่งสงบไม่ตอบโต้คำยั่วยุของอีกฝ่าย เขากำลังหาโอกาศโจมตีโจเซฟอย่างเงียบงัน โจเซฟเห็นท่าทีสงบของเมอร์ริสก็ฉุนกึก
    "เหอะ ไม่มีเสียงร้องสักครั้งทั้งที่โดนไปขนาดนั้น สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะ ไม่สิต้องพูดว่าเป็นอดีตอัจฉริยะมากกว่าล่ะม้างงง" โจเซฟเค้นเสียงเย้ยออกมากอีกคำพร้อมพ่นลมออกจากจมูกด้วยแววตาดูแคลน
    เมอร์ริสกำดาบไม้จนสั่นระริก ดวงตาที่นิ่งเฉยเริ่มฉายแววคุกรุ่น เขาสามารถทนต่อคำดูถูกต่างๆได้แต่ทว่าคำพูดของโจเซฟนั้นได้กริดลึกลงไปแทงใจดำเขาอย่างจัง มันเป็นบาดแผลทางใจที่ติดอยู่กับเขามาถึง2ปี
    “โอ้ ดูเหมือนเขาจะโกรธแล้ว หึๆ”โจเซฟยังคงยิ้มเยาะ ก่อนจะค่อยๆเดินลากดาบไม้เข้าหาเมอร์ริสโดยไม่แม้แต่จะยกมันขึ้นมาตั้งท่า ในการประลองตัวต่อตัวท่าทีเช่นนี้นี่นับว่าเป็นการดูหมิ่นอีกฝ่ายอย่างแรง ซึ่งเขาก็ตั้งใจอย่างนั้นจริงๆ
    “..บัดซบ” เมอร์ริสพึมพำอย่างโกรธเคืองก่อนจะพุ่งเขาไป ใช้ดาบฟาดฟันไปที่หัวเต็มแรงกะจะให้อีกฝ่ายบาดเจ็บหนัก “โอ้ เจ้านี่โหดเหี้ยมไม่เปลี่ยนเลยนะเมอร์ริส แต่ว่า...”โจเซฟกล่าวด้วยท่าทีสบายๆก่อนจะเอี้ยวตัวหลบดาบอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย “ช้าเกินไป!”
    ฮึ่ม
    เมอร์ริสเค้นเสียงในลำคอยังคงพยายามฟาดฟันดาบไม้จู่โจมงัดทุกกระบวนท่าของตนออกมา แต่ทว่าทุกดาบล้วนพลาดเป้าทั้งหมดไม่สามารถแตะแม้แต่ชายเสื้อของโจเซฟได้เลย นี่ไม่ใช่ว่าฝีมืออของเขาอ่อนแอแต่สภาพร่างกายและเรี่ยวแรงของเมอร์ริสนั้นไม่เอื้ออำนวยต่างหาก
    “โอ้ ดูเหมือนโจเซฟกำลังสนุก เขาไม่แม้แต่จะโจมตีสวนกลับเลยสักครั้ง”
    “เมอร์ริสกำลังพยายามอย่างเต็มที่ เราน่าจะยกย่องเขาในจุดนี้นะ”
    “ใช่! ถึงความพยายามของเขามันจะไร้ค่าก็เถอะ ฮ่าๆ ”
    “เขาควรจะออกจากการฝึก ออกไปทำไร่ทำนา เขาไม่มีความสามารถพอที่จะเป็นอัศวิน”เหล่าผู้คนรอบข้างต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ แต่สังเกตได้ชัดว่าแทบทุกคนกำลังเยาะเย้ยในความอ่อนแอของเมอร์ริสแทบไม่มีใครชื่นชมเขาเลย หรือต่อให้มีมันก็มีแต่ความเวทนาสงสารเท่านั้น
    เมอร์ริสกัดฟัดกรอดเมื่อได้ยินเสียงรอบข้าง ถึงเขาจะโดนดูถูกแบบนี้มานานมากจนเริ่มชิน แต่เมื่อโดนมากๆเข้าเขาเองก็ไม่สามารถทนได้เช่นกัน ยิ่งกับคำว่า อัจฉริยะ ยิ่งกรีดแทงลุกเข้าไปในจิตใจ ดวงตาของเมอร์ริสค่อยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยจ้องมองโจเซฟราวด้วยโกรธ
    “หือ สายตาของแกหมายความว่าไง ห้ะ!”ดูเหมือนโจเซฟจะไม่พอใจสายตาของเขาจนเริ่มที่จะโมโห จึงใช้ดาบไม้ฟันปะทะดาบของเมอร์ริสด้วยมือข้างเดียว
    ปัก ดาบไม้ของเมอร์ริสแทบกระเด็นออกจากมือ พร้อมกับถอยหลังไปสองก้าว
    ‘บ้าเอ้ย แขนของเรา’เมอร์ริสสบถในใจ แขนของเขาสั่นสะท้านเหมือนโดนค้อนทุบลงมากระแทก ด้วยอาการชะงักของเขาเปิดโอกาสให้โจเซฟเคลื่อนไหวเขาถึงตัวในมี่สุด
    แย่แล้ว!
    เมอร์ริสตกใจเหวี่ยงดาบสวนออกไปเต็มแรง แต่โจเซฟยังคงใช้ความเร็วที่เหนือกว่าหลบดาบอย่างง่ายดาบก่อนจะใช้มืออีกข้างที่ว่างเปล่าชกเข้าไปที่ใบหน้าของเมอร์ริสจนสะบัดไปอีกทาง เมอร์ริสรู้สึกเหมือนโลกของเขาเกิดแผ่นดินไหวถอยโซเซออกไป แต่ยังใช้ความพยายามไม่ให้ตัวเองล้มลงอย่างสุดความสามารถ ก่อนเค้นเสียงออกมา
    ”เฮอะ มีแรงแค่นี้เหรอไอ้สวะ ! ดูเหมือนสองปีมานี้แกจะไม่ได้พัฒนาขึ้นเลยสักนิด ถึงว่า โจเซรีน ถึงไม่ชายตาเหลียวมองแกด้วยซ้ำ ข้าน่ะเคยแม้แต่เข้าไปในห้องของนาง!” แม้ตอนนี้ตัวเขาจะอ่อนแอ แต่เขาจะไม่ยอมนิ่งเฉยเมื่อมีใครมาดูถูก! ในเมื่ืออีกฝ่ายสามารถจี้ใจดำของเขาได้ เขาก็สามารถทำได้เช่นกัน แม้จะไม่เป็นผลดีสักเท่าไหร่ในสถานการณ์ตอนนี้ ทว่าใบหน้าของเมอร์์ริสกลับแสดงถึงความเหนือกว่าและชัยชนะโดยไม่สนใจเหตุการณ์ที่ตะตามมาแม้แต่น้อย
    “แกว่าไงนะ! ”โจเซฟฉุนขาดกึกเมื่อโดนแทงใจดำบ้าง ดวงตาเผยความอำมหิตและแสดงสีหน้าน่ากลัวออกมา โจเซรีนคือใคร! เธอคือลูกสาวของไวเคานต์ ลูแคส ไซเรนชาดต์ ซึ่งปกครองเมืองนี้และยังมีฐานะเป็นถึงมหาอัศวิน! โจเซรีนมีรูปลักษณ์งามดั่งดวงดาวที่ส่องประกายบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ซึ่งเขาหลงรักเธอมานานแล้ว ทว่าการปรากฏตัวของเมอร์ริสกลับแย่งดาวค้างฟ้าในใจของเขาไป! ด้วยพรสวรรค์ทางดาบอย่างล้ำลึกจนครั้งหนึ่งเป็นถึงลูกศิษย์ของลูแคส เป็นธรรมดาที่เขาจะโกรธแค้นเมอร์ริสไปถึงเบื้องลึกของหัวใจจนต้องกลั่นแกล้ง แต่เขายังไม่กล้าทำอะไรเกินเลย อย่างเช่นฆ่า! เพราะเกรงกลัวความสัมพันธ์ที่ยังเหลืออยู่ของเมอร์ริสและไวเคานต์ลูแคส ในตอนแรกเค้ากะจะกลั่นแกล้งเมอร์ริสให้บาดเจ็บเล็กน้อยเหมือนกับที่ทำเป็นประจำ แต่ตอนนี้ต้องการให้เมอร์ริสนอนอยู่บนเตียงเป็นเดือน!
    โจเซฟเริ่มลงมืออย่างโหดเหี้ยม ใช้ดาบไม้ฟาดไปตามร่างกายของเมอร์ริสอย่างแรงและต่อเนื่อง แม้กระทั้งจุดตาย! เมอร์ริสทนเจ็บไม่ไหว แข้งขาหมดแรงจนดาบในมือนั้นหลุดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทว่าเขาทำได้แต่ใช้มือปกป้องจุดสำคัญไว้เท่านั้น
    “ถึงแกจะเคยเป็น อัจฉริยะ! แต่ตอนนี้แกเป็นแค่ไอ้ขี้โรค!อ่อนแอไร้ค่า! ต่อให้แกพยายามไปชั่วชีวิต แกก็ยังอยู่ได้แค่ อัศวินฝึกหัดเท่านั้น ”โจเซฟตะโกนอย่างเดือนดาลพร้อมกวัดแกว่งดาบในมือ
    ร่างกายของเมอร์ริสค่อยๆเต็มไปด้วยบาดแผลฟกช้ำ ร่างกายเริ่มไร้เรี่ยวแรง ทรุดลงนั่งชันเขากับพื้น นี้เป็นภาพที่โหดร้ายทารุณ ตอนนี้ตัวเขาไม่ต่างจากหุ่นฟางที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ แต่ทว่ารอบข้างไม่มีใครห้ามปรามสักคน เด็กๆพวกนี้คิด ตราบไดที่ยังไม่มีใครตายมันก็ไม่ใช้เรื่องร้ายแรง และเหตุการณ์แบบนี้ก็ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นสักหน่อย นั้นพวกเขาจึงไม่เก็บมาใส่ใจ ไม่ใช่แค่นั้นพวกเขายังเห็นด้วยกับคำพูดของโจเซฟ มันเป็นเวลา2ปีแล้วที่เมอร์ริสได้ล่วงหล่นลงมาจากจุดที่เหนือกว่าพวกเขา แต่ก็ยังดันทุลังที่จะเป็นอัศวินให้ได้กระทั้งคิดว่าเมอร์ริสเป็นพวกหน้าไม่อาย
    “เอาเลยๆ ทำให้มันรู้ว่า สถานที่ไหนเป็นที่ไหน”
    “ที่นี้คือลานฝึกฮัศวินของตระกูล ไซเรนชาดต์ ไม่ใช่สถานที่สำหรับคนอ่อนแอ!”
    “ออกไปซะๆ”หลายต่อหลายคนต่างตะโกนออกมาอย่างดูถูก แต่ก็มีบางคนเริ่มทนไม่ไหวอยากจะเข้าหยุดแต่ก็เกรงกลัวที่จะล่วงเกินโจเซฟ จึงทำเพียงส่งสายตาเวทนามาให้ เมอร์ริสกัดฟันอย่างโกรธแค้นเท่านั้น พลางตัดพ้อในใจ ‘เหตุไดโชคชะตาถึงเล่นตลกกับข้าเช่นนี้’
    “ตาย!”โจเซฟซึ่งบ้าไปแล้วร้องเสียงดังก่อนจะฟาดด้ามไม้ไปที่ศรีสะ ตอนนั้นทุกคนตกตะลึงจนเงียบไปกับความโหดเหี้ยมของโจเซฟ และต่างคิดว่าเมอร์ริสอาจจะต้องบาดเจ็บสาหัสหรือแม้ทั้งตาย!เมอร์ริสเห็นมองดาบไม้ที่พุ่งเข้าหาด้วยความหวาดกลัว สภาพร่างกายและเรี่ยวแรงในตอนนี้เกรงว่าจะไม่สามารถหลบดาบของ อัศวินฝึกหัดที่ฝึกหนักมาหลายปีอย่างโจเซฟได้ทันอย่างแน่นอน

    -----------------------------------