งานชมดอกเหมยดำเนินมาจวบจนใกล้ปิดงานแล้ว เดิมทีสมควรมีแต่ความรื่นเริงพบปะสังสรรค์กันระหว่างขุนนาง มิคาดคิดว่าจะมีการประลองเกิดขึ้นในที่แห่งนี้ และสิ่งที่น่าใยิ่งกว่าคือผู้ประลองกลับเป็หญิงสาว แต่สำหรับองค์รัชทายาทโจวฉ่างซิ่ง เขาคือศิษย์เอกสังกัดสำนักราชวงศ์ ความเก่งกาจสามารถนับได้ว่าเป็ที่ประจักษ์ ถึงขั้นที่ฮ่องเต้ยังต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตามในบางครั้ง
โจวฉ่างซิ่งดีดตัวถอยออกมาหลังจากได้ยินประโยคนั้น ภาพความทรงจำย้อนเข้ามาเป็ฉากๆ เขาที่เป็ศิษย์เอกของสำนักราชวงศ์พ่วงด้วยตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งแคว้นโจว กลับต้องพ่ายแพ้ให้เด็กสาวที่อายุเพียงสิบปี อับอายต่อผู้คนในสำนักจนต้องปกปิดไม่ให้ข่าวรั่วไหลมายังเมืองหลวง เพราะอาจทำให้เสียการปกครองในภายภาคหน้า หกปีที่ผ่านมาหมั่นเพียรฝึกฝนอย่างหนักเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นอีก ไม่นึกว่าจะได้มาพบเด็กสาวคนนั้นอีกครั้งในคราบหลานสาวไร้ประโยชน์ของเสนาบดีไปเสียได้
“เ้า คือเด็กคนนั้น” รัชทายาทเอ่ยถามเพื่อความมั่นใจแม้จะปักใจเชื่อไปแล้วก็ตาม ใบหน้าแสนธรรมดานั้นยิ้มรับเล็กน้อย
“รับมือ” หลิวอ้ายผิงเริ่มรุกเข้าไปอีกครั้งจนคนมองตามไม่ทัน ทั้งสองต่อสู้พัวพันได้ยินเพียงเสียงตัวดาบกระทบกันเสียงดัง จนหลายคนยกมือขึ้นมาปิดหูเอาไว้ โจวฉ่างซิ่งไม่ได้ทำตามที่พูดอีกต่อไปเขาใส่ทุกอย่างในการประลองนี้เพราะไม่อยากให้ซ้ำรอยเดิม แล้วยิ่งที่นี่คือเมืองหลวงที่มีข้าราชบริพารในฮ่องเต้มากมาย หากพ่ายแพ้คงมิแคล้วถูกยื่นฎีกาปลดออกจากตำแหน่งรัชทายาท
เหล่าขุนนางส่วนใหญ่ไร้วรยุทธ์ ไม่อาจมองตามการประลองนี้ได้ทัน ดูผิวเผินราวกับหลิวอ้ายผิงเป็ฝ่ายเสียเปรียบ ด้วยท่วงท่าที่ดูบอบบางแต่พลิ้วไหวและหนักแน่นในบางครา ต่างกับรัชทายาทที่ดูดุดันและเปี่ยมไปด้วยพลัง โดยไม่มีใครรู้ฝ่ายที่ถูกรุกไล่อย่างหลิวอ้ายผิงกำลังเพลิดเพลินยิ่งนัก ดาบอันหนักหน่วงของฝ่ายชายฟาดฟันรุนแรงและกดดัน กลับถูกดาบของนางปัดป้องไปอย่างง่ายดายราวกับไม่ต้องออกแรง โจวฉ่างซิ่งตระหนักรู้แล้วว่าผู้ที่ออมแรงไม่ใช่เขาแต่เป็นาง สุดท้ายแล้ว...เขายังคงเอาชนะนางไม่ได้อีกเช่นเคย
หลิวอ้ายผิงมองท่าทางจริงจังของอีกฝ่ายก็หลุดขำออกมา “เ้ายังคงจริงจังเหมือนเดิม เอาเถิดข้าเหนื่อยแล้ว” หลิวอ้ายผิงเอ่ยกับรัชทายาทเพียงเท่านั้นจึงทิ้งดาบลงดื้อๆ จนผู้คนสับสน นางหันไปทางฮ่องเต้ที่นั่งอยู่บนปะรำยกสูง “หม่อมฉันยอมแพ้เพคะ องค์รัชทายาทเป็ผู้มากความสามารถและแข็งแกร่งยิ่งนัก สตรีอ่อนแอเช่นหม่อมฉันมิอาจสู้” ว่าจบก็ส่งรอยยิ้มยียวนให้องค์รัชทายาท ที่บัดนี้กำดาบในมือจนแน่นด้วยความคับข้อง
หากเ้าอ่อนแอคงไม่มีผู้ใดแข็งแกร่งแล้วกระมัง...
หลิวอ้ายผิงมิใช่คนโง่ ฮ่องเต้และเสนาบดี้าส่งนางเป็เครื่องบรรณาการไปยังพรรคมาร ย่อมต้องหาข้อผิดพลาดและความไร้ประโยชน์ในตัวนางเป็ข้ออ้างนั้นอย่างแน่นอน หากแต่แสดงความสามารถมากเกินไปจนทำร้ายเชื้อพระวงศ์ก็ใช้เป็ข้ออ้างได้เช่นกัน โชคร้ายมากหน่อยคงดึงมารดานางเข้ามาเกี่ยวข้อง
หากโชคชะตาที่อาจารย์ของหลิวอ้ายผิงเอ่ยถึง เกี่ยวข้องกับพรรคมาร มิสู้...นางขอเสนอตัวเองเพื่อเรียกรางวัลให้มารดาคงจะดีกว่าการถูกบังคับเป็ไหนๆ
“ทูลฮ่องเต้ หม่อมฉันได้ยินมาว่า พรรคมาร้าท่านพี่หนิงฮวาเป็เครื่องบรรณาการในปีนี้” นางเข้าประเด็นโดยที่ทุกคนไม่ทันตั้งตัว เกรงว่าหลิวอ้ายผิงคงรู้ตัวเสียแล้ว
“นั่น...” หลิวต้าิเอ่ยเสียงเลิ่กลั่ก ประสานสายตาเข้ากับฮ่องเต้ด้วยความงุนงง เขามั่นใจว่าสองแม่ลูกอยู่ในสายตาไม่มีทางที่จะได้ยินข่าวนี้จากใคร เนื่องจากเขากำชับคนในจวนสกุลหลิวไว้แล้ว ยิ่งมั่นใจด้วยว่าพวกนางไม่ได้ออกจากจวนไปที่ใด “เ้ารู้ได้อย่างไร”
หลิวอ้ายผิงไม่ได้ให้ความสนใจผู้เป็ตา แต่ยังคงรอคอยคำตอบจากคนที่นั่งอยู่บนปะรำสูง
“จริงแล้วอย่างไร ไม่จริงแล้วอย่างไร เ้ามีสิทธิ์ตัดสินใจอย่างนั้นหรือ” ถ้อยคำราวประกาศิตดังขึ้น เหล่าขุนนางต่างเงียบเนื่องจากบางส่วนรู้ว่าการตัดสินใจเกิดขึ้นแล้ว อย่างไรหลิวอ้ายผิงไม่อาจปฏิเสธได้
“หม่อมฉันมิกล้าเพคะ เื่นี้หม่อมฉันมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด สงสารแต่ท่านพี่หนิงฮวาคงโศกเศร้ายิ่งนัก” ประโยคหลังนางหันไปพูดกับหลิวหนิงฮวาที่บัดนี้สีหน้าเริ่มไม่ดีแล้ว
“ข้าไม่ได้เป็อะไร คงไม่ต้องลำบากเ้าให้มาสงสาร ห่วงตัวเองดีกว่าเถิด” หลิวหนิงฮวาอดไม่ได้ที่จะค่อนแขวะ นางมั่นใจว่าอ้ายผิงลูกพี่ลูกน้องของนางคงรู้ตัวแล้ว เพียงแต่กำลังหาทางเอาตัวรอดเลยพยายามลากนางเข้าไปเกี่ยวข้อง หลิวหนิงฮวาพยายามอย่างมากที่จะควบคุมอารมณ์ของตนเอง อย่างไรก็อยู่ต่อหน้าราชวงศ์และขุนนางมากมาย ชื่อเสียงที่เพียรสะสมมาจะให้ด่างพร้อยไม่ได้
“ท่านพี่ลืมไปแล้วหรือ เครื่องบรรณาการคือตัวท่านเองนะเ้าคะ” หลิวอ้ายผิงตอกย้ำ อีกฝ่ายจึงราวกับสติหลุด
“เครื่องบรรณาการไม่ใช่ข้า แต่เป็เ้า อ้ายผิง” หลิวหนิงฮวาตอบกลับทันควันด้วยอารมณ์ จนผู้เป็ปู่ต้องห้ามปรามไว้ไม่ให้พูดอะไรไปมากกว่านี้ อย่างไรแล้วการตัดสินใจขึ้นอยู่กับฮ่องเต้ แน่นอนว่าราชโองการที่ได้ร่างเอาไว้แล้วเป็ชื่อของหลิวอ้ายผิง
หลิวชุนลี่มารดาของหลิวอ้ายผิงในยามนี้ดูสงบเสงี่ยมผิดปกติ แววตามองบุตรสาวราวใช้ความคิด ผู้คนโดยรอบเกิดความแปลกใจ ไม่ใช่ว่ามารดาสมควรเป็ห่วงบุตรสาวหรอกหรือ ประมุขพรรคมารคือผู้โเี้อำมหิตและไร้หัวใจ ยิ่งไปในฐานะตัวประกัน ไม่อยากนึกถึงสถานภาพความเป็อยู่ว่าจะลำบากเพียงใด ทุกคนต่างได้ยินโดยทั่วกัน อย่างที่พวกเขาคิดไว้ เครื่องบรรณาการได้ถูกเปลี่ยนตัวแล้ว ยิ่งเ้าตัวอย่างหลิวหนิงฮวายืนยันด้วยตัวเองเช่นนี้
“จะเป็ข้าไปได้อย่างไร ข้าไม่ใช่คนสกุลหลิวเสียหน่อย”
“เหลวไหล เ้าจะไม่ใช่คนสกุลหลิวได้อย่างไร” หลิวต้าิเกิดโทสะขึ้น มองสตรีในชุดหลากสีที่วางท่าทางสบายอกสบายใจยิ่งพาให้หัวเสีย
“ข้าเป็หลานสาวของท่านก็จริง แต่...ตามกฎหมายบ้านเมืองว่าด้วยเื่ตระกูลขุนนางในฮ่องเต้ ข้อที่สองร้อยยี่สิบสี่ บุคคลที่ถูกถอดชื่อออกจากทะเบียนราษฎร์ หัวหน้าตระกูลไม่มีสิทธิ์บังคับหรือสั่งให้กระทำการใดๆ เพื่อประโยชน์ของตระกูลได้ หรือ ข้อที่สี่ร้อยเจ็บสิบแปด บุตรที่เกิดจากบุคคลที่ถูกถอดชื่อออกจากตระกูลไม่มีสิทธิ์เกี่ยวข้องใดๆ หากมีความจำเป็ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ที่ถูกถอดชื่อเท่านั้น คงมิต้องให้ข้ากล่าวถึงบทลงโทษใช่หรือไม่เ้าคะ” หลิวอ้ายผิงร่ายยาวจนคนฟังอย่างเสนาบดีหลิวพูดไม่ออก เขาจำไม่ได้ว่ามีกฎเช่นนี้อยู่ แล้วหลานสาวของเขาผู้นี้ไปรู้มาได้อย่างไร เหล่าขุนนางต่างซุบซิบกันถึงข้อเท็จจริงนี้ บางคนถึงกับโล่งอกที่หลิวหนิงฮวาจากไป เพราะจะได้ไม่เป็การเพิ่มอำนาจให้แก่เสนาบดีหลิวไปมากกว่านี้ อีกนัยหนึ่งคือบุตรสาวของพวกเขายังคงมีหวังได้เป็ชายาเอกขององค์รัชทายาท
“หวังว่าฮ่องเต้คงไม่บังคับหม่อมฉันด้วยการร่างราชโองการเป็ตัวแทนของสกุลหลิวที่หม่อมฉันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือหน้าที่ต้องรับผิดชอบนะเพคะ” ประโยคนี้หลิวอ้ายผิงหันไปพูดกับฮ่องเต้ นางเดาได้ถูกต้องราวกับตาเห็นอย่างไรอย่างนั้น เื่กฎหมายบ้านเมืองไม่มีใครอาจเถียงได้เลย เขาผู้เป็ฮ่องเต้แห่งแคว้นจะทำการตัดสินใจอะไรย่อมคิดอย่างถี่ถ้วนถึงผลได้ผลเสีย ในส่วนของเื่นี้กลับรู้สึกทำสิ่งใดไม่ได้ หากบังคับขู่เข็ญใช้อำนาจ ขุนนางคงเกิดข้อกังขาในการตัดสินใจของเขาแน่นอน คงต้องปล่อยเรือตามน้ำไปเสียก่อน
“เ้าไม่ต้องห่วง ข้าคงไม่ทำอะไรเช่นนั้น” ฮ่องเต้โป้ปดคำโต ค่อยคิดหาแนวทางในภายหลัง อย่างไรเสียเขาย่อม้าสะใภ้เช่นหลิวหนิงฮวาอยู่แล้ว เมื่อหลิวต้าิและหลิวหนิงฮวาได้ยินถึงกับแทบทรุดลงไป พระทัยของฮ่องเต้ช่างแปรเปลี่ยนง่ายโดยแท้
“ท่านปู่” หลิวหนิงฮวาเริ่มอยู่ไม่สุข มือเรียวดึงชายเสื้อของผู้เป็ปู่ตนเองราวหาที่พึ่งพร้อมกับส่ายหัวไปมาเบาๆ น้ำใสคลอเบ้าตากำลังใกล้ร่วงหล่นเต็มที
“สงบสติอารมณ์เสีย” หลิวต้าิเอ่ยเตือนหลานสาวของตน ทั้งที่ตนเองก็ยังคิดไม่ตกว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป
หลิวอ้ายผิงเห็นว่าทุกคนกำลังค้นหาทางออกจึงเสนอให้ “หม่อมฉันไม่ใช่ตัวคนเดียว ยังมีมารดาต้องคอยดูแล หากพระองค์ยอมรับคำขอหนึ่งข้อ หม่อมฉันยินดีไปแทนพี่หนิงฮวาเพคะ” พูดจบจึงบังเกิดเสียงดังเซ็งแซ่ขึ้น สตรีนางนี้มิใช่สติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือ จะมีคนสติดีที่ไหนคิดเสนอตนเองเช่นนี้บ้าง
“คำขออะไร” ฮ่องเต้เอ่ยถามหลิวอ้ายผิงด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย เมื่อครู่ยกเหตุผลร้อยแปดคงเพื่อคำขอหนึ่งข้อนี้ เสนาบดีหลิวและหลิวหนิงฮวาเกิดมีความหวังขึ้นมา แต่หากคำขอที่ว่าฮ่องเต้ไม่สามารถให้ได้พวกเขาคงหมดหนทางเสียแล้ว
“ป้ายคำสั่งพิเศษจากพระองค์เพคะ” ป้ายคำสั่งพิเศษคืออำนาจอย่างแท้จริง เรียกได้ว่าใครที่ถือครองป้ายนี้จะมีอภิสิทธิ์ทุกอย่างตามที่ฮ่องเต้พึงมีทุกประการ เสนาบดีหลิวตาโต ที่ผ่านมาไม่มีใครเคยได้รับป้ายคำสั่งพิเศษจากฮ่องเต้โจวเหวินซิง แต่สำหรับหลิวอ้ายผิงแล้ว เมื่อกลายเป็เครื่องบรรณาการ อำนาจที่มีในมือไม่สามารถใช้ได้ที่พรรคมารอีกต่อไป ไม่คาดคิดว่าสิ่งที่หลานสาวผู้นี้้า จะเป็สิ่งที่ไร้ประโยชน์กับตนเอง
เสียงพระสรวลดังขึ้นกึกก้องก่อนเอ่ย “ได้ตามที่เ้าขอ” ก่อนสั่งให้ขันทีไปนำป้ายคำสั่งพิเศษมาให้
“ขอบพระทัยเพคะ” หลิวอ้ายผิงย่อตัวพอเป็พิธีมุมปากยิ้มกริ่มชวนสงสัย ขันทีนำป้ายคำสั่งพิเศษมาให้ฮ่องเต้เรียบร้อยจึงเรียกนางให้เข้าไปรับจึงได้ยินเสียงประกาศก้อง
“หลิวอ้ายผิง เ้าคือเครื่องบรรณาการพรรคมารในปีนี้ อีกไม่เกินเจ็ดวันจะมีขบวนตัวแทนประมุขเจียงจวิ้นเหยียนมารับ ป้ายคำสั่งพิเศษที่เ้า้า ข้าโจวเหวินซิงผู้เป็ฮ่องเต้แห่งแคว้นโจว ขอมอบให้เ้าเป็สิ่งตอบแทน” หลิวอ้ายผิงรับมาด้วยสายตาเจือความยินดีอย่างน่าประหลาด
“เช่นนั้นหม่อมฉันขอใช้สิทธิ์เลยนะเพคะ” เมื่อได้รับถ้อยคำอนุญาตจากฮ่องเต้ นางจึงหันไปสบตากับมารดาเพียงชั่วครู่จึงเอ่ย “ข้อแรก หม่อมฉันและมารดาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสกุลหลิวอีกต่อไป ห้ามมิให้ผู้ใดก้าวก่ายต่างคนต่างอยู่” สกุลหลิวที่ถูกเอ่ยถึง แววตาฉายแววขบขันเพราะไม่ว่าอย่างไรหลังจากส่งหลิวอ้ายผิงให้พรรคมารแล้ว ย่อมหาทางกำจัดหลิวชุนลี่ออกจากตระกูลอยู่ดี ก่อนเข่าแทบทรุดเพราะประโยคถัดมา
“ข้อสอง หม่อมฉันขอมอบป้ายคำสั่งพิเศษนี้ให้มารดาเป็ผู้ถือครองแต่เพียงผู้เดียว รบกวนฮ่องเต้ร่างราชโองการเป็ลายลักษณ์อักษรป้องกันการก้าวก่ายจากภายนอกด้วยเพคะ”
หลิวต้าิหน้าเปลี่ยนสีกะทันหัน จากคราแรกที่ดีใจเมื่อหลิวอ้ายผิงใช้อำนาจที่ได้มาโดยการแยกตนเองและมารดาออกจากตระกูลถาวร แต่กลับต้องมาเสียใจกับประโยคหลัง เพราะป้ายคำสั่งพิเศษถูกเปลี่ยนมือมาให้หลิวชุนลี่ผู้เป็มารดาเสียได้ เท่ากับว่าเขากำลังเสียอำนาจที่ควรมีในตระกูลออกไปอย่างน่าเสียดาย “มารดาของเ้าเป็บุตรสาวของข้า จะให้ข้าทิ้งนางออกจากตระกูลได้อย่างไร เ้าก็ยกเลิกข้อแรกเสียเถิด” ถ้อยคำไร้ยางอายเอ่ยออกมาจากปากของเสนาบดีหลิวราวกิ้งก่าเปลี่ยนสี ผู้คนต่างรู้สึกเวทนาในความหน้าทนของเขา แต่เ้าตัวกลับไม่แยแสใดๆ
“ย่อมได้เ้าค่ะ แต่เครื่องบรรณาการจะต้องไม่ใช่ข้า ต้องเป็พี่หนิงฮวาตามเดิม ท่านตกลงหรือไม่เ้าคะ” หลิวต้าิเกิดอาการลังเลชั่วครู่ ยิ่งตอกย้ำความเห็นแก่ตัวมากขึ้นไปอีก หลิวหนิงฮวาที่อยู่ด้านข้างยังรู้สึกได้
“ท่านปู่ ท่านลังเลหรือเ้าคะ ท่านอย่าได้หน้ามืดตามัว หากเครื่องบรรณาการไม่ใช่นาง ฮ่องเต้จะประทานป้ายคำสั่งพิเศษให้ได้อย่างไร” หลิวหนิงฮวาเอ่ยขึ้นเรียกสติคนที่มัวหลงในอำนาจจนมองกลอุบายไม่ออก หลิวอ้ายผิงจงใจให้เกิดความเคลือบแคลงในสกุลหลิวขึ้น และดูเหมือนจะได้ผลเล็กน้อย
“เช่นนั้น ข้าคงต้องยืนยันคำเดิมนะเ้าคะ อีกเจ็ดวันข้าต้องเดินทางไกล ต้องจัดการความเป็อยู่ของมารดาเสียก่อน คงไม่ได้กลับสกุลหลิวอีกแล้ว อย่างไรข้าและท่านแม่คงต้องขอลาพวกท่านตรงนี้ คงไม่ถือสานะเ้าคะ” หลิวต้าิรู้สึกอึ้ง ตัวนางเองใกล้จะกลายเป็เครื่องบรรณาการอยู่รอมร่อ เหตุใดจึงให้ความรู้สึกราวกับผู้ชนะ ส่วนเขาเป็ฝ่ายแพ้กันเล่า ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ มิใช่ว่าสตรีนางนี้ไร้ประโยชน์หรอกหรือ