ณ ใจกลางป่า มีกลุ่มคนสี่คนกำลังเดินย่ำเท้าอย่างสะเปะสะปะ หญ้าที่อยู่โดยรอบถูกแหวกออกบ่อยครั้ง ราวกับพวกเขากำลังหาอะไรบางอย่าง
เมื่อมองไปที่ใบหน้า จะเห็นได้ว่าคนทั้งสี่มีหน้าตาเคร่งเครียด สายตาจับจ้องไปยังพื้นที่โดยรอบ เหงื่อกลิ่นสาบไหลท่วมเต็มร่าง เป็เหตุให้บ่อยครั้งจำต้องยกมือขึ้นมาปาดเพื่อไม่ให้มันไหลเข้าดวงตา
“เฮ้อ... นี่ก็นานแล้วเหตุใดยังหาไม่พบ”
ชายวัยกลางคนในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำตาลเงยหน้า พลางบิดตัวคลายความเมื่อยล้า เขามองพุ่มไม้ด้านหน้าก่อนะโเสียงดัง
“เฮ้!! เด็กน้อยทั้งหมดมันเป็ความผิดของเ้าแท้ๆ เหตุใดพวกเราต้องมารับกรรมเช่นนี้”
ภายในพุ่มไม้เริ่มสั่นไหว ไม่นานก็มีร่างๆหนึ่งโผล่ออกมา
“ข้าขอโทษด้วย ท่านลุงฟาน ข้าไม่รู้ว่ามันตกหายไปเมื่อใด จริงๆข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันสำคัญขนาดนี้”
เด็กชายทำหน้าเศร้า หันหน้าไปทางต้นไม้ใหญ่ด้านข้าง พลางขมวดคิ้วครุ่นคิด ั์ตาสีองุ่นส่องประกายเบาบาง ก่อนหันกลับมา
“ไม่รู้ว่ามันสำคัญเรอะ!! โง่เง่านัก!! เหตุใดคุณหนูใหญ่ถึง้ามันนักหนา ถ้าไม่ใช่เพราะมันเป็ของสำคัญสำหรับนางแล้วมันจะเป็อื่นใดไปได้ เื่แค่นี้เ้ากลับคิดไม่ได้ โง่เง่า โง่เง่าอย่างแท้จริง!”
ชายวัยกลางชื่อฟาน ะโด้วยน้ำเสียงเดือดดาล พร้อมนำชายเสื้อขึ้นมาเช็ดเหงื่อใต้คาง
ได้ยินดังนั้น เด็กชายจึงถอนหายใจค่อย ก่อนกล่าวถาม
“มันเป็เพียง ไม้เกาหลังอันเดียวเนี่ยนะ?”
“คุณหนูใหญ่ใช้ให้เ้าไปซื้อไม้เกาหลัง แต่เ้ากลับทำมันหายระหว่างทาง แทนที่เ้าจะยอมรับผิด เ้ากลับเถียงข้าว่ามันเป็ของไม่สำคัญ!!”
“....”
เด็กชายทำหน้านิ่งจ้องไปทางฟานด้วยสายตางุนงง เหตุใดไม้เกาหลังอันเดียวถึงกลายเป็เื่ใหญ่เพียงนี้ เด็กชายคิดว่าตนนั้นตัดสินใจพลาดที่มาบอกเื่นี้กับเหล่าลุงของเขา หากนำไปบอกคุณหนูใหญ่แต่แรก บางทีอาจโดนเพียงดุด่าเล็กน้อย ก่อนได้รับเงินก้อนน้อยไปซื้อไม้เกาหลังอันใหม่
หรืออย่างมากเขาก็แค่โดนหักเงินในส่วนของในเดือนนี้ ไม่เห็นมีความจำเป็อันใดต้องมายากลำบากเพื่อหาเพียงแค่ไม้เกาหลังอันเดียว
“ชิล มั่นใจนะ ว่าก่อนหน้าเ้าใช้ถนนเส้นนี้เพื่อเดินทางกลับคฤหาสน์”
ชายวัยกลางคนด้านข้างฟานเงยหน้า จ้องไปยังเด็กชายด้วยสายตาเคลือบแคลง เหงื่อบนใบหน้าไหลเป็ทางยาวถึงปลายคาง ขาทั้งสองเริ่มออกอาการสั่นเกร็งเป็บาง่ ไม่รู้ว่าเป็เพราะเดินหาไม้เกาหลังอยู่นมนาน หรือเพราะอากาศที่ร้อนจัด ทำให้สายตาเขาเริ่มวูบไหวพร่ามัวราวกับคนเจียนหมดสติ
“ข้ามั่นใจท่านลุงเจต ข้ามักใช้เส้นทางนี้หลบเลี่ยงผู้คนจากตลาดเสมอ มันเป็ทางลัดที่ข้าใช้อยู่บ่อยๆ”
เด็กชายตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เฮ้อ...”
“ข้าทนไม่ไหวแล้ว!! นี่ก็น่าจะผ่านมากว่าเจ็ดชั่วโมง แต่เรากลับยังหาไม่พบ ข้าจะกลับคฤหาสน์! พวกเ้าจะหาต่อก็เื่ของพวกเ้า”
ชายวัยกลางคนอีกคนที่อยู่ห่างออกไปจู่ๆก็ะโออกมาเสียงดัง ก่อนหันตัวย่ำเท้าตึงตัง เดินจากไปด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
“นี่...”
ฟานมองดูชายวัยกลางคนเดินลับหายไปจากระยะไกล เขาไม่ได้ส่งเสียงห้ามใดๆ เพราะรู้ว่ามันนั้นเหนื่อยเป็อย่างมาก จากการก้มๆเงยๆหาไม้เกาหลังมาตลอดครึ่งค่อนวัน
“บางทีคงถึงเวลาต้องหยุดพักเื่นี้เอาไว้ก่อนแล้วละนะพี่ฟาน ข้าเองก็ใกล้ถึงขีดจำกัดเช่นกัน”
เจตกล่าวพลางถอนหายใจแ่
“นั่นสินะ ข้าว่าสำหรับวันนี้พวกเราคงต้องพักเื่นี้ไว้ก่อน”
ฟานแหงนหน้ามองขึ้นฟ้า จึงพบว่าแสงอรุณเริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีส้มจางๆแล้ว
“เยี่ยม! จริงๆข้าว่าเราควรกลับไปบอกคุณหนูใหญ่ได้ตั้งนานแล้ว ไม่รู้จะเสียเวลาหากันไปเพื่ออะไร”
ชิลกล่าว พร้อมส่ายศีรษะเล็กน้อย ก่อนทำท่าเอี้ยวตัว ยกเท้าก้าวออกไป
“เดี๋ยว!!”
ขณะที่เท้าน้อยๆยังค้างอยู่บนอากาศ จู่ๆก็มีเสียงดังขึ้น นี่ทำให้เด็กชายั์ตาองุ่นหยุดชะงัก
“ใครว่าเ้ากลับได้”
ฟานกล่าวเสียงแข็ง
“พวกเราจะกลับไปพักผ่อน แต่เ้าต้องอยู่เพื่อหาต่อ หากพรุ่งนี้ยังหาไม่พบ พวกข้าจะกลับมาช่วยเ้าหา”
“บ้าอะไรกัน! นี่พวกท่านไม่มีอะไรทำกันแล้วรึ ถึงมัวแต่มานั่งหาไม้เกาหลัง!!”
ชิลรู้สึกอยากจะบ้า ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่พวกลุงๆของเขาคิดอยู่ บางทีหากไม่เคยรู้จักบุคคลทั้งสามมาก่อน เขาอาจคิดว่าคนเหล่านี้เป็พวกเพี้ยนเสียสติ
“ไม่ว่าอย่างไรเ้าจะต้องอยู่ที่นี่ ข้าวเย็นสำหรับวันนี้ไม่มีส่วนของเ้า และหากเ้ากล้ากลับไป เ้าจักถูกงดข้าวเย็นเป็เวลาห้าวัน!!!”
ฟานพูดเสียงดัง ก่อนหันตัวเดินจากไปพร้อมเจต
“นี่หัวพวกเขาไปกระทบหินมารึไง...”
สองชั่วโมงต่อมา ชิลนั่งพิงข้างต้นไม้ใหญ่ พลางวาดมือลูบท้องไปมา ั์ตาสีองุ่นขุ่นมัวด้วยความขุ่นเคือง เหตุใดเขาต้องมานั่งทนหิวกับเื่ไม่เป็เื่เช่นนี้
พูดถึงเื่ไม้เกาหลัง คิดว่าจะเป็การดีกว่า หากรีบกลับไปซื้ออันใหม่มาให้คุณหนูใหญ่ แทนที่จะมานั่งหาไม้เกาหลังอันเก่าที่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน
หากคุณหนูใหญ่นั้นคันหลังเป็อย่างมาก แล้ว้าใช้ไม้เกาหลังเพื่อระบายความคันอย่างเร่งด่วนล่ะ คิดไม่ออกเลยจริงๆว่าจะเกิดอะไรขึ้น
“เฮ้อ... ข้าละสงสารคุณหนูใหญ่เสียจริง ที่มีบ่าวรับใช้เพี้ยนๆแบบนี้ หวังว่านางคงไม่คันหลังจนคลั่งไปเสียก่อน”
ยิ่งชิลคิดภาพคุณหนูใหญ่คลั่งเพราะเกิดอาการคันหลัง และระบายความโกรธไปยังเหล่าลุงๆ ก็ยิ่งทำให้เขาถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว ทว่าด้วยความหิว ทำให้จำต้องฝืนหยุดหัวเราะ ก่อนยกมือลูบหน้าท้องอย่างแ่เบา
“หิวชะมัด”
ชิลนั้นเป็เด็กกำพร้าจากสนามรบ เขาถูกเก็บได้ในหมู่บ้านอันเป็ศูนย์กลางของาระหว่างอาณาจักร โดยลุงฟาน ลุงเจต และลุงเกล
ลุงทั้งสามแต่ก่อนเคยเป็ทหารของอาณาจักรหมอกเมฆา และได้ร่วมทำากับอาณาจักรพิรุณทมิฬมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยความผิดพลาดในภารกิจบางอย่าง ทำให้ลุงเกลถูกปลดจากตำแหน่งและโดนคุมขังเป็เวลากว่าสามปี
เมื่อลุงเกลพ้นโทษ ลุงฟาน ลุงเจต ก็ได้ลาออกจากกรมทหาร ตามลุงเกลกลับมายังบ้านเกิดที่เมืองเชลยพ่าย เพื่อใช้ชีวิตที่เหลือของพวกเขา
ขณะนั้นชิลมีอายุเพียงสามปี จึงไม่รู้เื่ราวอะไรมาก อย่างไรก็ตามเมื่อเขาอายุประมาณเจ็ดปี ลุงทั้งสามก็ได้งานในตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งที่อยู่ในเมืองเชลยพ่าย ซึ่ง่นั้นเหล่าลุงๆดูดีอกดีใจเป็อย่างมาก เพราะเงินของพวกเขาที่ได้มาหลังออกจากกองทัพ ใกล้หมดลงเต็มที
ในตอนนั้นถึงชิลจะอายุเพียงเจ็ดปี แต่ก็รู้ว่าเหตุใดเงินของพวกเขาทั้งสามถึงหมดลงเร็วนัก
นั่นก็เพราะเหล่าลุงๆของเขาติดการพนัน...
ถึงแต่ละครั้งที่เข้าบ่อน พวกเขาจะหมดเงินไปไม่มาก แต่ยิ่งนานวัน เมื่อสะสมทบหลายครั้งเข้า ก็ดูเหมือนจะมากพอดู
ปัจจุบัน ชิลอายุได้สิบเจ็ดปีแล้ว ลุงทั้งสามของเขาได้รับใช้ตระกูลนี้มาเป็เวลากว่าสิบปีแล้ว และเมื่อสองสามวันก่อน ดูเหมือนจู่ๆคุณหนูใหญ่ที่ปกติจะไม่ค่อยปรากฏตัวออกมาจากส่วนในคฤหาสน์ กลับรู้สึกถูกชะตาชิลอย่างน่าประหลาด เลยทำให้เด็กหนุ่มวัยเยาว์ได้กลายเป็บ่าวรับใช้ส่วนตัวของนางทันที
นั่นเป็เหตุให้เหล่าลุงๆประหลาดใจเป็อย่างมาก ใน่เวลาสามวันนี้คุณหนูใหญ่มักใช้ชิล ไปซื้อของเล็กๆน้อยๆที่ตลาดมาให้อยู่บ่อยครั้ง ในแต่ละวันชิลต้องเดินไปกลับระหว่างตลาดและคฤหาสน์อยู่หลายรอบ แต่นั่นก็ไม่ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยหรือรำคาญใจอย่างใด
หากเทียบกับงานเก่าที่เคยทำอยู่เป็ประจำ งานเช่นนี้ถือว่าสบายมาก
และแล้วในที่สุดก็ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น นั่นก็คือ ชิลได้ทำสิ่งของที่คุณหนูสั่งให้ซื้อหายไป
และแน่นอน เมื่อเขาเอาเื่นี้ไปบอกลุงทั้งสาม ก็ทำให้เหล่าลุงๆเกิดอาการตื่นตระหนกราวกับโลกกำลังจะแตก พวกคนแก่ไร้น้ำใจเ่าั้ สั่งให้เขากลับมาหาสิ่งของที่ทำหล่นหายให้พบ และนั่นก็เป็เื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้น
“เฮ้อ... หากการถอนหายใจมากนั้นทำให้อายุสั้นจริง ชีวิตที่เหลือของข้าคงอยู่ได้อีกไม่นาน”
ชิลเงยหน้ามองฟ้าซึ่งเวลานี้มีสีส้มเข้มราวกับสีของเปลวเพลิง สายลมเบาบางพัดผ่านใบหน้าอันอ่อนโยน เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนพลิ้วไหวตามแรงลม บ้างเคลื่อนบังทิวทัศน์ บ้างเคลื่อนไล้ข้างใบหู ั์ตาสีองุ่นจับจ้องเมฆที่กำลังลอยเอื่อยอยู่บนฟ้า
“หากชาติหน้ามีจริง ข้าเองก็อยากจะเกิดมาในสภาพที่ดีกว่านี้”
ชิลกล่าวเสียงเบา รู้ดีว่าชาตินี้อย่างไรก็ไม่มีวันกลายเป็คนยิ่งใหญ่ ั้แ่เด็กเขาเห็นเหล่าผู้มีอำนาจมากมาย กดขี่ข่มเหงรังแกผู้คนอย่างไร้เหตุผล บ่อยครั้งเขาอยากจะช่วยเหลือผู้คนเ่าั้ ทว่ากลับไม่สามารถ
‘เขาไม่มีกำลังมากพอ’
ในโลกนี้มีอำนาจอยู่หลายรูปแบบ อำนาจจากชื่อเสียง อำนาจจากเงินทอง อำนาจจากความรู้ แต่แน่แท้ที่สุดก็คือ อำนาจจากความแข็งแกร่ง
กฎแห่งป่าใช้ได้ดีเสมอ
ผู้ใดแข็งแกร่งกว่า ผู้นั้นย่อมมีสิทธิ์ได้ครอง
ชิลหัวเราะเบาๆในใจ ครั้งหนึ่งเขาเคยเห็นคนผู้หนึ่งสามารถสังหารสัตว์อสูรอันดุร้ายด้วยการตวัดมือเพียงเล็กน้อย ในตอนนั้นโลกทัศน์เขาราวกับเปิดกว้างเป็คราแรก
‘มีการคงอยู่ของผู้ที่แข็งแกร่งเช่นนี้...’
ภายหลังชิลได้รู้ว่า ผู้คนเ่าั้ถูกเรียกว่า ‘ผู้รับใช้์’
ผู้รับใช้์นั้นต่างสามารถขับเคลื่อนพลังงานรูปแบบหนึ่ง พลังงานเ่าั้ถูกเรียกว่า พลังงาน์ ซึ่งผู้ที่เกิดมาและสามารถััได้ถึงพลังงาน์ โดยทั่วไปหมื่นคนจะหาได้เพียงคนเดียว
แรกเริ่ม ชิลนั้นมีความสนใจในผู้รับใช้์เป็อย่างมาก แต่เมื่อพบว่าผู้ที่สามารถใช้พลังงาน์ได้ จะต้องสามารถััพลังงานรูปแบบดังกล่าวได้ั้แ่กำเนิด นั่นทำให้เขาหมดหนทางไปต่อ
เพราะเมื่อเกิดมาจนปัจจุบันอายุสิบเจ็ด เขาไม่เคยััได้ถึงพลังงานแปลกประหลาดเ่าั้เลย
ชิลส่ายหัวไปมาเล็กน้อย รู้ว่าสิ่งที่คิดและวาดฝันไม่มีทางเป็จริง ความฝันก็คือความฝัน หากความฝันคือความจริง แล้วนั่นจะเรียกว่าความฝันได้อย่างไร ถึงมีหลายคนสามารถประสบความสำเร็จในสิ่งที่พวกเขาเคยวาดฝัน แต่นั่นไม่มีทางเกิดขึ้นกับตัวเขาแน่นอน
‘นี่เป็เื่ที่ข้ามั่นใจ’
ชิลลอบถอนหายใจ พลางมองต่ำลงพื้น เห็นมดกำลังเดินต่อแถวเรียงรายจนกลายเป็เส้น ราวกับพวกมันมีจุดมุ่งหมายไปยังที่ใดสักแห่ง เขาไม่รู้กลไกการทำงานของเหล่ามดว่าเป็เช่นไร แต่ก็รับรู้ว่าพวกมันต้องมีระบบบางอย่างที่ทำให้สามารถรับรู้ทิศทางร่วมกัน
“เกิดเป็พวกเ้านี่ช่างแสนสบาย ถึงจะอ่อนแอ แต่ก็ไม่ต้องคิดอะไรมากเื่ให้น่าปวดหัว”
ขณะที่ชิลกำลังมองเหล่ามดเดินเรียงกันเป็ทางยาว จู่ๆก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง
เหล่ามดตัวน้อยกำลังหลีกหนีการเข้าใกล้ต้นไม้ใหญ่ ที่ห่างออกไปจากตัวเขาประมาณห้าเมตร ราวกับต้นไม้ต้นนี้เป็สิ่งที่พวกมันรังเกียจ จนต้องเดินหลบเลี่ยงก็มิปาน
“ต้นไม้นี่มัน..”