ในที่สุดตู้ฮ่าวก็จากไปพร้อมกับความเกลียดชัง ก่อนที่จะจากไปยังไม่วายส่งสายตาอาฆาตให้เซียวเจิ้ง ซึ่งชัดเจนแล้วว่าเขาจะไม่ยอมหยุดอยู่แค่นี้ คราวนี้เขาถอยกลับไปเพียงชั่วคราวเพราะ้าหลีกเลี่ยงความแข็งกร้าวของกองทัพเท่านั้น
ชายหนุ่ม 7 – 8 คนที่นั่งอยู่บนโต๊ะเดียวกับลู่จวิน ในเวลานี้ก็มารวมตัวอยู่รอบ ๆ เช่นกัน พวกเขาไม่สนใจเลยว่าจะมารบกวนเวลาอาหารของเซียวเจิ้งกับสาวสวยหรือไม่
“พี่ แนะนำให้ฉันรู้จักบ้างสิ”
หลังจากที่ได้ออกแรงต่อสู้ ชื่อเว่ยก็ตื่นเต็มตาและรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก เขาทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ แล้วยิ้มเผล่อย่างขี้เล่น
“นี่เซียวเจิ้ง เป็เพื่อนร่วมรบกัน ในสมัยที่ฉันรับราชการอยู่ในเขตของพวกนาย” ลู่จวินมองอย่างมีเลศนัย “และเขาก็คือาาเหล็กที่นายอยากจะท้าสู้มาตลอด”
“าาเหล็ก!?” ชื่อเว่ยะโโหยง จากนั้นขยับเข้าไปใกล้เซียวเจิ้งอย่างกระตือรือร้น “พี่ชายคือาาเหล็กที่ล้มเสิ่นหลางลงในการแข่งขันต่อสู้ครั้งนั้นใช่ไหม?”
“เื่ในอดีตมันไม่น่านึกถึงหรอก” เซียวเจิ้งรับบุหรี่ที่ชื่อเว่ยยื่นให้อย่างกระตือรือร้น แล้วกล่าวอย่างถ่อมตัว
“ถ่อมตัวเกินไปแล้ว!” ชื่อเว่ยกล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้น “สถิติมากมายที่นายเคยทำเอาไว้ ตอนนี้ยังไม่มีใครทำลายมันได้เลย! แผนการซ้อมรบหลายอย่างก็ถูกจัดทำขึ้นเป็ตำรา แม้แต่หัวหน้าหลาย ๆ คนก็ยังพูดถึงนาย พวกเขาบ่นว่าเสียดายกันหมด!”
ลู่จวินคลี่ยิ้ม แล้วกล่าวออกมาว่า “ชื่อเว่ยมีนายเป็เป้าหมายในการฝึกฝนมาโดยตลอด เขาได้อันดับหนึ่งในการแข่งขันเมื่อปีที่แล้ว และในอีกไม่กี่เดือนนี้ เขาก็จะเข้าร่วมการซ้อมรบในนามของกองกำลังที่ 38”
“มีอนาคตสดใสแน่นอน” เซียวเจิ้งยกนิ้วโป้งให้อีกฝ่าย พร้อมกับกล่าวชื่นชม “กองทัพของพวกเราโชคดีมากที่มีทหารที่เก่งกาจแบบนาย”
ชื่อเว่ยหน้าแดงก่ำ พูดขึ้นมาว่า “พี่เจิ้งอย่าล้อเล่นเลย เมื่อเทียบกับนายแล้ว ฉันก็เป็แค่ขยะเท่านั้น” สิ้นเสียง เขาก็เหลือบตามองเซียวเจิ้งด้วยสายตายั่วยุ พร้อมที่จะคุกคามตลอดเวลา
เมื่อเห็นแบบนั้น ลู่จวินก็มีสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมาไม่แพ้กัน เขาไม่มีความคิดที่จะช่วยเหลือเซียวเจิ้งเลย เพราะเขาเองก็อยากเห็นว่าใน่เวลา 5 ปีที่ไม่ได้เจอกัน ความสามารถของเซียวเจิ้งในอดีตจะหายไปหรือไม่
ท้ายที่สุดแล้วเมื่อ 5 ปีก่อน เขาถือเป็ไพ่ตายของกองกำลังที่ 38 และได้รับการยกย่องว่าเป็าาแห่งกองทัพ หากไม่มีอุบัติเหตุในตอนนั้น เขาจะต้องกลายเป็ผู้นำคนสำคัญของเขตทหารอย่างแน่นอน
“สายตาของนายเริ่มจะทำให้ฉันสงสัยในจุดประสงค์แล้วนะ” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ชื่อเว่ยสะดุ้งเล็กน้อย จากนั้นยิ้มกว้างโชว์ฟันขาวแปดซี่ “พี่เจิ้ง มาสู้กันสักรอบดีไหม? สู้กันพอเป็พิธีก็พอแล้ว”
ชื่อเว่ยกล่าวออกมาเบา ๆ แต่ความปรารถนาอันรุนแรงกลับฉายชัดอยู่ในแววตา ราวกับว่าหากไม่ได้สู้กับเซียวเจิ้ง เขาจะนอนไม่หลับ กินข้าวไม่อร่อยไปจนถึงเดือนหน้า
“ฉันถูกปลดประจำการมา 5 ปีแล้วนะ หลายปีมานี้ก็เอาแต่ทำงานหาเลี้ยงชีพจนเหนื่อยล้าไปหมด พี่ชื่อเว่ย หยุดล้อเล่นกับฉันได้แล้ว ถ้าฉันเป็อะไรไปขึ้นมา นายก็ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ฉันอีกน่ะสิ?”
เซียวเจิ้งกล่าวออกมาตามเหตุผลและความเป็จริง โดยหวังว่าชื่อเว่ยจะล้มเลิกความคิดที่ไม่ปกตินี้
“แต่สายตาของนายมันบอกฉันว่านายคือยอดฝีมือตัวจริง!” ชื่อเว่ยกล่าวออกมาอย่างจริงจัง
เซียวเจิ้งหัวเราะอย่างคนโง่งม เขากำลังจะกล่าวปฏิเสธ แต่ได้ยินลู่จวินพูดขึ้นมาเสียก่อนว่า
“สหายเซียว ชื่อเว่ยได้ยินฉันพูดถึงวีรกรรมอันรุ่งโรจน์ของนาย เขาก็เลยตัดสินใจที่จะเข้าร่วมกองทัพ หลายปีมานี้เขามองนายในฐานะไอดอลมาโดยตลอด ถ้ามีคนในกองทัพกล้าว่าร้ายนาย เขาจะเป็คนแรกที่เข้าไปจัดการ จนเขาถูกลงโทษหลายต่อหลายครั้งเพราะเื่นี้”
เซียวเจิ้งชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นหัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ในเมื่อพี่ชื่อเว่ยคิดถึงฉันมากขนาดนี้ งั้นพวกเรามาสู้กันก็ได้ แต่ขอบอกไว้ก่อนนะ ฉันไม่ได้ออกแรงมานานแล้ว นายอย่ารุนแรงมากนักล่ะ ฉันไม่อยากเจ็บตัว”
ชื่อเว่ยพยักหน้าจนหัวสั่น “ไม่มีปัญหา!”
ทั้งสองคนลุกขึ้นยืน และเดินตรงไปยังพื้นที่โล่งบริเวณดาดฟ้า จากนั้นตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้
ลู่จวินเชื่อว่าถึงเซียวเจิ้งจะเอาแต่กินกับนอน ไม่ทำอะไรเลยใน่ 5 ปีที่ผ่านมา แต่ความสามารถในอดีตของเขาก็ยังคงไม่หายไปไหน ถึงจะไม่ได้อยู่ใน่ที่เก่งกาจที่สุด แต่ก็ไม่มีทางที่จะอยู่ในขั้นเลวร้าย ดังนั้นลู่จวินจึงราดน้ำมันลงบนกองเพลิงอย่างอดไม่ได้
“ชื่อเว่ย ระวังตัวให้ดี สหายเซียวขึ้นชื่อว่าหมัดหนักมาก เมื่อเขาปล่อยหมัดออกมา คนธรรมดาจะต้องรับไม่ไหวแน่นอน”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หลานซินที่นั่งอยู่ทางด้านข้างก็ขมวดคิ้วมุ่นอย่างอดไม่ได้
ที่พูดแบบนั้นออกมา ไม่ได้หมายความว่าจะให้ชื่อเว่ยออกแรงอย่างเต็มที่เหรอ? และการที่เซียวเจิ้งจำใจยอมไปต่อสู้กับชื่อเว่ย มันเป็เื่ที่น่าสนุกมากนักหรือไง? ถ้าเธอไม่กลัวว่าเซียวเจิ้งจะหาว่าเธอเป็คนจู้จี้จุกจิก เธอก็คงจะออกไปห้ามพวกเขาแล้ว
ชื่อเว่ยยืดกล้ามเนื้อ ก่อนที่จะกล่าวพร้อมรอยยิ้มและสายตาที่เป็ประกาย
“พี่เจิ้ง ฉันจะเริ่มแล้วนะ!”
“เข้ามาเลย”
เซียวเจิ้งคลี่ยิ้ม สายตาของเขาสงบนิ่งราวกับสายน้ำที่ไร้คลื่น
เอี๊ยด!
ชื่อเว่ยไถลเท้าเสียดสีกับพื้นเรือ ทำให้เกิดเสียงแหลมแสบแก้วหูดังออกมาราวกับเสียงแตร จากนั้นเขาก็พุ่งตัวเข้าหาเซียวเจิ้งราวกับหมาป่ากระหายเื ด้วยเรี่ยวแรงที่ไม่ธรรมดา!
“ลงมือได้สวย!”
เซียวเจิ้งนึกชื่นชมอยู่ในใจ เมื่อชื่อเว่ยพุ่งตัวเข้ามา เขาก็รีบก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง แล้วเอียงตัวเล็กน้อยเพื่อหลบหมัดที่รุนแรงและหนักแน่นของชื่อเว่ย จากนั้นยกแขนซ้ายไปคว้าแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของอีกฝ่าย แล้วยกขาขึ้น กระแทกเข่าโจมตีใส่ชื่อเว่ยอย่างรวดเร็ว!
ทั้งการหลบหลีก การเคลื่อนไหว และการโจมตีของเซียวเจิ้งนั้นลื่นไหลราวกับสายน้ำ เขาใช้เวลาไปเพียงอึดใจเดียว อีกทั้งยังคล่องแคล่วและแข็งแกร่งอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้
ฝ่ายชื่อเว่ยผู้ถูกจับแขนไม่มีเวลาที่จะล่าถอย เขารีบยกแขนซ้ายขึ้นมาป้องกัน แต่แรงกระแทกอันรุนแรงจากเข่าของเซียวเจิ้งก็ทำให้แขนทั้งข้างเกิดอาการชา สีหน้าของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ถูกเซียวเจิ้งโจมตี ชื่อเว่ยก็ถอยหลังไปตามเรี่ยวแรงอันมหาศาลนี้ เพื่อให้พ้นจากระยะโจมตีของเซียวเจิ้ง เขาปรับลมหายใจของตัวเองเล็กน้อยและกำลังจะออกแรงอีกครั้ง แต่คราวนี้กลับได้ยินคำพูดของลู่จวินที่นั่งอยู่ด้านข้าง
“ชื่อเว่ย นายแพ้แล้ว”
แพ้แล้ว?
ชื่อเว่ยรู้สึกสันสนมาก เขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็แบบนั้น
การทดสอบฝีมือการต่อสู้กับเซียวเจิ้งในระยะเวลาสั้น ๆ นี้ แม้ว่าเขาจะเป็ฝ่ายพลาดพลั้งไปบ้าง แต่ถึงกับบอกว่าเขาพ่ายแพ้ ชื่อเว่ยรู้สึกว่าลูกพี่ลูกน้องของตัวเองพูดเกินจริงไปหน่อย
ในการแข่งขันแต่ละรอบ การพลาดพลั้งและเสียท่าคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าหากจะใช้เื่นี้มาเป็ตัวตัดสินว่าเขาเป็ฝ่ายแพ้ ชื่อเว่ยผู้กระหายในการต่อสู้ย่อมไม่เต็มใจอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าคู่ต่อสู้จะเป็าาเหล็ก าาแห่งเหล็กกล้า คนที่เขาชื่นชมมานานก็ตาม
“ไม่พอใจงั้นเหรอ?” ลู่จวินกล่าวออกมา “ถ้านายเป็ศัตรูของเขา แขนของนายได้หักไปแล้ว”
ชื่อเว่ยได้สติในทันทีเมื่อได้ยินคำพูดนี้ หยดเหงื่อไหลลงมาด้วยความตกตะลึง
เป็เพราะคำเตือนของลู่จวิน ทำให้เขาตระหนักถึงความน่ากลัวของเซียวเจิ้ง
ตอนที่เซียวเจิ้งจับแขนของเขา เขารู้สึกเหมือนแขนทั้งข้างถูกห่วงเหล็กยึดเอาไว้ ไม่สามารถดึงออกได้เลย และหลังจากที่เซียวเจิ้งเตะเขา เซียวเจิ้งก็ปล่อยมือจากแขนของเขาด้วย ไม่อย่างนั้น..........ไม่อย่างนั้น ถ้าแขนยังถูกดึงเอาไว้ เซียวเจิ้งก็จะเอาชนะเขาได้ภายในชั่วพริบตาเดียว
เมื่อนึกถึงเื่นี้ นอกจากความเสียใจเล็กน้อยที่ปรากฏอยู่บนใบหน้า ก็มีความหลงใหลคลั่งไคล้ที่ทวีคูณยิ่งขึ้น
“พี่เจิ้ง สมแล้วที่นายคือไอดอลที่ฉันชื่นชมมาตลอด 5 ปี ขอคารวะเลย!”
“นายอย่าไปฟังลู่จวินมาก” เซียวเจิ้งยิ้มรับ แล้วโบกมือ “เขาก็แค่กลัวว่านายจะทำให้ฉันเจ็บตัว”
ทั้ง ๆ ที่มีความสามารถโดดเด่น แต่กลับถ่อมตัวถึงขนาดนี้ ความชื่นชมที่ชื่อเว่ยมีต่อเซียวเจิ้งยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นทุกที เขาหัวเราะร่า แล้วกล่าวขึ้นมาว่า
“ความจริงแล้ว ฉันเองก็อยากเห็นพี่เจิ้งกับลูกพี่ลูกน้องของฉันสู้กันสักครั้ง”
“ไสหัวไปเลย!” ลู่จวินะโด่า “คิดจะเสี้ยมให้คนอื่นเขาตีกันเหรอ? เชื่อไหมว่าบิดาอัดนายได้?”
ทุกคนพากันหัวเราะออกมา
หลังจากที่พูดคุยกันสักพัก ลู่จวินก็ไล่ชื่อเว่ยและคนอื่น ๆ ออกไป แล้วหันมากล่าวกับเซียวเจิ้งว่า “คนพวกนี้เป็เพื่อนของชื่อเว่ย นาน ๆ ทีจะได้มาเยือนเมืองิจู ก็เลยลากฉันให้ออกมาดื่มด้วยกัน” ลู่จวินเว้น่ไปสักพักหนึ่ง ก่อนที่จะกล่าวออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง
“นายกลับมาั้แ่เมื่อไหร่?”
“ประมาณครึ่งปีได้” เซียวเจิ้งคลี่ยิ้ม
“แล้วทำไมถึงไม่มาหาฉัน?” ลู่จวินกล่าวด้วยความไม่พอใจ
“ฉันมัวแต่ยุ่งอยู่กับการหางานทำน่ะสิ ฉันว่าจะรอให้งานมั่นคงก่อน แล้วค่อยไปหานายเพื่อรำลึกความหลัง” เซียวเจิ้งอธิบาย
ลู่จวินไม่ได้เอ่ยถามอะไรมากนัก นั่นก็ถือว่าเป็การยอมรับเหตุผลเส็งเคร็งของเซียวเจิ้งแล้ว เขาสูบบุหรี่ แล้วพูดขึ้นมาว่า
“ดูเหมือนว่านายจะเปลี่ยนไปนะ ถ้าเมื่อก่อนถูกยั่วโมโหแบบนี้ นายไม่มีทางอดทนได้แน่”
“เมื่อก่อนฉันยังเป็เด็กที่ไม่รู้จักคิด แต่จะทำตัวเป็คนหัวแข็งที่วิ่งเข้าชนปัญหาตลอดไปไม่ได้หรอก ถูกไหม?” เซียวเจิ้งกล่าว
ลู่จวินพยักหน้า เขาเองก็รู้สึกเหมือนหลานซิน
เซียวเจิ้งเปลี่ยนไปแล้ว บนร่างกายไม่หลงเหลือกลิ่นอายของความสูงส่ง เขาดูเหมือนกับคนธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคม กลายเป็คนที่เรียนรู้การกล้ำกลืนความอัปยศอดสู เรียนรู้การยอมรับความเจ็บช้ำโดยไม่ขัดขืน หรือบางทีนี่อาจจะเป็กระบวนการในการเติบโต ที่ผู้ชายทุกคนจะต้องผ่านพ้นมันไปให้ได้?
“นายรู้อยู่แล้วว่าฉันทำงานอยู่ที่ไหน ถ้ามีเื่อะไรก็มาหาฉันได้ทุกเมื่อ ปัญหาใหญ่เกินไป ฉันอาจจะไม่กล้าพูดว่าช่วยเหลือนายได้ แต่ถ้าเป็เื่เล็ก ๆ น้อย ๆ ฉันก็พอจะมีหนทาง”
ลู่จวินคลี่ยิ้มออกมา แต่รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความขื่นขมและอารมณ์อันซับซ้อน ความไม่พอใจฉายชัดอยู่ในแววตา เขาไม่พอในใจสภาพของเซียวเจิ้งในตอนนี้เลย
“รับทราบ เอาไว้คราวหน้าฉันจะชวนนายไปดื่มด้วยกัน” เซียวเจิ้งหัวเราะ จากนั้นตบบ่าลู่จวิน “ไปอยู่กับเพื่อนของนายเถอะ อย่าปล่อยให้พวกเขารอนาน”
ร่องรอยของการหยอกล้อพาดผ่านในแววตาของลู่จวิน ในยามที่เหลือบมองชายหญิงที่กำลังทานมื้อค่ำกันสองคนภายใต้แสงเทียน ริมฝีปากบางพลันคลี่ยิ้ม แล้วพูดขึ้นมาว่า
“เข้าใจแล้ว ฉันขอตัวก่อนนะ หลังจากนี้ฉันจะติดต่อไปหานายบ่อย ๆ”