“ข้าว่าทานอาหารกันก่อนดีหรือไม่” ย่อมเป็นเสียงของต้าเฟยเฉิงที่เอ่ยแทรกขึ้นมา
ไป๋ฮวาอยากหันไปขอบคุณคนตรงหน้าเสียเหลือเกิน การกระทำของเขาช่วยลากนางออกจากหลุมลึกโดยแท้ มิใช่ว่านางมิอยากตอบคำถาม เพียงแต่จะให้นางทำเช่นใดได้กัน
แม้บิดาจะไม่รัก มารดามิเหลียวแล แล้วอย่างไรเล่า แค่มีสถานที่แห่งนี้ก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ
เป่ยจินรับรู้ได้ทันทีจากสีหน้าของหญิงสาว ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลและยากที่จะยอมรับ ก็แล้วผู้ใดกันเล่าจะยอมรับได้ นางเข้าใจเป็นอย่างดี ว่าการต้องไร้ญาติ ไร้ที่พักพิงนั้น ช่างอ้างว้างเพียงใด
ไป๋ฮวามิได้กล่าวอันใดต่อ ทำเพียงนั่งลงนิ่งๆ ด้วยกิริยาที่สูงส่งเช่นที่เคยได้รับการฝึกฝนมาตลอด
“เช่นนั้นเจ้าก็นั่งทานเสียด้วยกัน” เป่ยจินผ่อนคลายสีหน้าลงพร้อมกับจัดตะเกียบและจานไปยังเก้าที่ว่างอยู่ เพื่อให้อีกฝ่ายนั่งลงด้วยกัน
“จะดีหรือข้าก็หิวเช่นกัน แต่ข้ายังต้องออกไปดูแลด้านนอกอีก อิอิ” สีหน้ากังวลเพียงชั่วครู่ ก่อนแปลเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้เล่ห์ออกมา พร้อมกับเลื่อนเก้าอี้มานั่งลงของไป๋ฮวา เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ให้แก่คนที่กำลังนั่งลุ้นไปตามๆ กัน
“เรื่องนั้นปล่อยให้คนด้านนอกจัดการไปเถิด คนของบ้านข้าเก่งกาจมาก”
เป่ยจินเห็นเช่นนั้นจึงนึกขำออกมา พร้อมกับตบไปที่อกตนเองเบาๆ เช่นที่พวกหนุ่มน้อยมักจะทำกัน เพียงแต่นางเป็นกุลสตรี เมื่อทำเช่นนี้ จึงมีสายตาของหลายๆ บุรุษที่กำลังมองอย่างขบขัน
บุรุษหนึ่งผู้คลั่งรัก หญิงในดวงใจทำเช่นไรก็น่าเอ็นดูไปเสียหมด
ส่วนบุรุษอีกผู้หนึ่งนั้นคล้ายตัวแทนจากบิดามารดา
“อืม ข้าจะจดบันทึกกิริยาเจ้าในวันนี้ ไปบอกกล่าวแก่บิดามารดาของเจ้าจ้าวจินเออร์”
จินหลงที่รับไม่ได้กับมารยาทขอองหญิงสาวเอ่ยออกมา พร้อมกับแสดงสีหน้าว่ารับไม่ได้จริงๆ เรียกสีหน้าบึ้งตึงจากไป๋ฮวาไปเต็มๆ
“คุณชาย ข้าว่าถึงเวลาที่ควรกลับได้แล้วนะขอรับ” ฉีกงกงที่เห็นว่าเวลาได้ล่วงเลยมานานมากแล้ว อีกทั้งราชกิจมากมายที่ยังรอให้ฮ่องเต้กลับไปจัดการก็มีมากนัก ไม่รวมถึงเหล่านักฆ่าที่ซุ่มรออีกมากมายนัก
แม้เรื่องราวการยึดราชบัลลังก์จะผ่านมาแล้ว หากแต่กลุ่มอำนาจเก่ายังคงมีอยู่มากมายนัก
“อืม เช่นนั้นเรื่องที่เราคุยกันไว้ วันหลังข้าจะมาคุยด้วยอีกครา จวินเทียนหลง ทุกท่านข้าขอตัวก่อน” เมื่อสีหน้าของฉีกงกงแสดงออกถึงเพียงนั้น ต้าเฟยเฉิงจึงยอมยุติการเล่นสนุกเพียงเท่านี้
“เชิญไม่ส่ง” แน่นอนว่าคู่ปรับตัวฉกาจเช่นนเป่ยจินที่เพิ่งได้รับการสถาปนาในวันนี้ ย่อมมิมีทางปล่อยอีกฝ่ายไปง่ายๆ
“จินเออร์ โถ่ เจ้านี่นะ” เมื่อเป็นเช่นนั้นก็มีเพียงไป๋ฮวาที่อดจะเอ่ยตัดพ้อออกมาเสียมิได้ ส่วนคนอื่นๆ นั้น เรียกว่าปลง
“เช่นนั้นเดี๋ยวข้าไปส่งท่านเองเจ้าค่ะ”
“มีเพียงแม่นางฮวาเออร์สินะ ที่ทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีเช่นนี้”
“แต่เพียงแค่หน้าโรงเตี๊ยมนะเจ้าค่ะ อิอิ” ไป่ฮวาเอ่ยแล้วหันไปขยิบตาให้กับเป่ยจิน อีกฝ่ายจึงยกมือขึ้นมาชูนิ้วโป้งแล้วเอ่ยเบาๆ ว่าเยี่ยมออกมา
แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วไป๋ฮวาย่อมเข้าข้างสหายตนเอง เพียงหยอกล้อสักเล็กน้อย ย่อมมิเป็นอะไร
“เช่นนั้นข้าไปด้วย จะปล่อยปลาย่างไว้กับแมวได้เช่นไร” นางแค่หยอกอีกฝ่ายเล่นเท่านั้นเองจะทำตัวไร้มารยาทได้เช่นไรกัน
“หากเจ้าไป พี่ก็คงต้องไปด้วย” จวินเทียนหลงเอ่ยออกมา
“พอๆ ไปกันทั้งหมดนี่ละ จะได้ลงไปดูกิจการด้วย” เมื่อเห็นว่าใบหน้างามยิ้มแย้มออกมาบ้างแล้ว หยางคงอดที่จะพูดออกมามิได้
“ฮ่า ๆ ดีจริง”
หลังจากที่ส่งต้าเฟยเฉิงพร้อมฉีกงกง กลับพระราชวังไปแล้วนั้น เทียนหลงและเป่ยจินจึงได้ส่งองครักษ์เงามือดี ตามไปคุ้มครองระหว่างทางด้วยเช่นกัน
เทียนหลงนับเขาเป็นดั่งสหายและน้องชาย อย่างไรเสียนางก็มิได้จริงจังในเรื่องเหล่านั้นนัก แต่หากอยากได้องครักษ์ฝีมือดีจากนางรอบหลังแล้วละก็ ย่อมต้องนำเงินทองมาแลกเปลี่ยนเท่านั้น บอกแล้วนางมิได้เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น แต่หากมีโอกาสเมื่อใด นางย่อมไม่พลาด
เมื่อกำลังจะเดินเข้าร้านกลับมีเหล่าคุณหนูเดินเข้ามาขนาบข้างนางและไป๋ฮวาพร้อมกับแสดงสีหน้าเหยียดหยาม เหมือนนางมิได้อาบน้ำเช่นนั้น
“อุ๊ย นั้นมิใช่ไป๋ฮวาสหายของเจ้าหรือซีซี ซินเออร์” ใบหน้าขาวที่มีผ้าคลุมส่วนล่างเอาไว้เอ่ยออกมา พร้อมกับหยุดตรงหน้าไป๋ฮวา
“ไป๋ฮวาหรือเจ้าคะ คุณหนูซูเหยียนกล่าวผิดแล้ว ตระกูลไป่มีบุตรสาวที่ใดกันเจ้าคะ ฮ่า ๆ” หนึ่งในคุณหนูกลุ่มนั้นเอ่ยออกมา
“นั้นสิเจ้าคะ มิใช่ว่าเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมาตระกูลเพิ่งติดป้ายประกาศตัดขาดบุตรสาว ที่มีนามว่าไป๋ฮวา ออกจากตระกูลหรอกหรือ เช่นนั้นนางก็คงมิใช่คนแซ่ไป๋แล้วนะเจ้าคะ”
“นั้นสินะ ช่างน่าสงสารเสียจริง มิรู้ว่าเหตุใดถึงโดนไล่ออกจากตระกูลเช่นนั้น” ว่าพลางก็นำผ้าเช็ดหน้าผืนบางที่ไร้ร่องรอยใด ไปซับบริเวณหางตาช้าๆ ราวกับกำลังแสดงให้ผู้อื่นรับรู้ว่าเวทนาเพียงใด จนน้ำตาถึงกับไหลออกมา
‘บทละครจำพวกดอกบัวขาวเป็นเช่นนี้’ เป่ยจินคิดในใจ
“สงสารมากหรือไม่” เมื่ออีกฝ่ายซับหางตาเรียบร้อยแล้ว เป่ยจินจึงอดไม่ได้ที่จะเข้าไปตามไถ่
“อุ้ย ขอโทษเจ้าคะ พอดีพวกข้าไปได้ยินข่าวคราวมา จึงหารือกันเพียงเล็กน้อย”
“อืม ๆ แล้วเจ้ากำลังเอ่ยถึงผู้ใดมิใช่นางหรอกหรือ” เป่ยจินเอ่ยพลางหันหน้าไปหาไป๋ฮวาที่ตอนนี้กำกลังยืนนิ่งๆ ไร้การแสดงออกใดๆ
“อุ๊ย ตายจริง แม่นางฮวาจริงๆ ด้วย ขอโทษนะเจ้าคะ เป็นอันใดหรือไม่ หากท่านมิมีที่ให้อาศัยจะมาที่บ้านข้าก็ได้นะเจ้าคะ ตระกูลซูนับประสาอะไรกับลูกสุนัขยังมีบ้านให้อาศัยหลบฝนหลบแดดได้ ย่อมต้องมีข้าวปลาหาอาหารแก่แม่นางฮวาแน่นอนเจ้าคะ”
ทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบ น้ำแกงอุ่นๆ ที่กำลังจะนำส่งแก่ลูกค้าก็เป็นอันกระเด็นมาใส่ชุดของทั้งสามทันที
“กรี๊ดด พวกเจ้าทำอันใด”
“ข้าเปล่านะเจ้าคะ มันคงเป็นเรื่องบังเอิญเสียมากกว่า ข้ายืนนิ่งๆ มิได้ทำกระไร” สีหน้าใสซื่อและดูตกใจนั้น
ทำให้คนรอบข้างต่างเชื่อถือในคำพูดของเป่ยจิน ทั้งระยะห่างระหว่างนางและคุณหนูซูเหยียนนั้นดูแล้วไม่ใกล้กันเสียเลย จะกลั่นแกล้งคนได้เช่นไร
“พี่เทียนหลงข้ามิได้ทำนะเจ้าคะ” ว่าแล้วก็หันไปหาคนปกป้อง
“คุณชายจินหลง คุณชายหยางคงและข้า รวมไปถึงแขกคนอื่นๆ ในร้านเป็นพยานให้ได้” ไป๋ฮวาเองที่เชื่อในตัวสหายของตนเองก็ร่วมเอ่ยสนับสนุนออกมา
“จะ...เจ้า พวกเจ้ารวมหัวกันกลั่นแกล้งพวกข้า ข้าจะฟ้องท่านพ่อ” คุณหนูซูเหยียนเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่คล้ายจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
ซูเหยียน คุณหนูจากตระกูลซู มีพี่สาวเป็นถึงสนมในฮ่องเต้ นางจึงมิเคยเกรงกลัวผู้ใด อีกทั้งตระกูลซูนั้นเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่และร่ำรวยในแคว้นนี้
ซูและไป๋ย่อมมิถูกัน ด้วยสาเหตุที่ตระกูลไป๋เองก็มีสนมจากตระกูลนี้ดำรงตำแหน่งกุ้ยเฟยในระดับเดียวกัน เพื่อคานอำนาจ
“เช่นนั้นก็ไปสิ ข้าอยากจะรู้เช่นกันบิดาเจ้าจะทำอันใดข้าได้” ไป๋ฮวาที่ไร้อาการสะทกสะท้านใดๆ เอ่ยออกมา สีหน้าของนางมิได้เปลี่ยนไป
แน่นอนว่าหากฮ่องเต้อยากลงโทษมากเพียงใดย่อมต้องดูเบื้องหลังของนางด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเบื้องหน้าอย่างจวินเทียนหลง
ริอาจจะลงโทษนาง เตรียมใจรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นไว้หรือยัง ต้องถามออกไปเช่นนี้จึงจะเหมาะสมกว่า