“ถึงแล้ว นี่บ้านข้าเอง” ไห่จินจูพาสหายมาถึงประตูจวนที่สลักเอาไว้ว่า‘สกุลไห่’ จวนของนางอยู่ในถิ่นที่พวกเศรษฐีใหญ่ๆชอบมาปลูกจวนอยู่กันมันเป็นทำเลทองที่อยู่ถัดจากจวนของขุนนางออกไปไม่ไกล
“เข้าไปกันเถอะ” ไห่จินจูชวนพวกซูเจินเข้าไปในจวนแต่พวกยามที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้ากันพวกนางไว้ไม่ยอมให้เข้าไป
“พวกเจ้าทำอะไร?” จินจูถามพวกยามอย่างไม่พอใจ
“คุณหนูรอง พวกเขาคือ?...”
“พวกเขาเป็นสหายของข้า อย่าเสียมารยาทรีบเอาอาวุธลง!”จินจูเอามือกดอาวุธที่พวกเขากั้นพวกซูเจินออก
“สหาย?ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ยังต้องได้รับอนุญาตจากนายท่านก่อนขอรับ”
“อะไรกัน! ข้าแค่พาสหายมาบ้านก็ยังต้องขออนุญาตอีกหรือ?บ้านก็บ้านข้าแท้ๆ ถึงท่านพ่อจะยังโกรธข้าอยู่แต่ข้าก็ยังเป็นคุณหนูรองของพวกเจ้านะ” จินจูโวยวาย นี่มันจะเกินไปหน่อยแล้วนะแค่นางไม่ยอมแต่งงานต้องจำกัดสิทธิ์นางขนาดนี้เลยหรือ?
ยามสองคนเองก็ลำบากใจแน่นอนว่านายท่านโกรธมากจึงมีคำสั่งลงมาแต่คุณหนูรองก็ยังเป็นบุตรสาวคนหนึ่งของนายท่านอยู่ดีไม่รู้ว่าหากพวกเจ้านายดีกันแล้วพวกเขาจะซวยอีกหรือไม่?
ไห่จินจูเห็นท่าทางพวกเขายังลังเลก็เริ่มไม่พอใจมากขึ้น ซูเจินเห็นท่าไม่ดีก็คิดจะบอกจินจูว่าพวกนางไปหาโรงเตี้ยมพักเอาก็ได้แต่จินจูก็จับมือนางไว้แน่น
“รีบเปิดทางสิ ท่านแม่กลับมาแล้วใช่หรือไม่?เดี๋ยวข้าจะพาสหายข้าเข้าไปพบท่านแม่ ขออนุญาตท่านแม่เองพวกเจ้าไม่เดือดร้อนหรอก”
ยามสองคนได้ยินคุณหนูรองพูดถึงฮูหยินใหญ่ก็ตัดสินใจง่ายขึ้นหากฮูหยินใหญ่รับหน้าให้ก็คงไม่เป็นปัญหา พวกเขาสองคนพยักหน้าให้กันแล้วลดอาวุธลง“เชิญขอรับคุณหนูรอง”
จินจูพยักหน้าพอใจ “ไปกันเถอะไปพบท่านแม่กันก่อนนะ”
“ได้”
ไห่จินจูพาพวกนางเดินตรงเข้าไปยังเรือนที่มารดาอยู่ทันทีซูเจินลอบสังเกตภายในจวนเงียบๆ กว้างใหญ่ดีสมเป็นจวนของสกุลที่ถือครองตลาดสิ่งทอ
“พวกเจ้ารอข้าอยู่นี่สักเดี๋ยวนะ”ไห่จินจูบอกกับซูเจินเมื่อมาถึงประตูเรือนที่คาดว่าจะเป็นเรือนของมารดาไห่จินจูดูได้จากการตกแต่งจวนที่ดูหรูหรากว่าจวนหลังอื่นๆที่เดินผ่านมา
จินจูเข้าไปในเรือนอยู่พักหนึ่งก็เดินออกมาหาพวกนางด้านนอกพร้อมสาวใช้สองคนที่มาเปิดประตูเชิญพวกนางเข้าไป
“ท่านแม่นี่คือเฉินซูซูกับสหายคนอื่นๆที่ข้าบอกท่านเมื่อครู่นี้เอง”จินจูแนะนำพวกนางกับมารดาตนเอง “ทุกคนนี่คือท่านแม่ของข้าเอง”
“ยินดีที่ได้พบเจ้าค่ะฮูหยินไห่”ซูเจินคำนับสตรีวัยกลางคนตรงหน้า พร้อมๆกับคนอื่นๆที่เหลือ
“เรียกข้าว่าท่านน้าเถอะอย่างไรพวกเจ้าก็เป็นสหายกับเสี่ยวจูของข้า” ฮูหยินไห่พูดด้วยเสียงนุ่มนวลใบหน้าก็มีรอยยิ้มประดับอยู่ตลอด แต่กลับลอบมองซูเจินแวบหนึ่งตอนจินจูแนะนำนาง
“เจ้าค่ะ” ซูเจินรับคำอย่างง่ายดาย
“เสี่ยวจูอย่าปล่อยให้เพื่อนๆยืนเช่นนั้นสิรีบพาพวกเขามานั่งเร็วเข้า” ไห่ฮูหยินดุลูกสาวเบาๆจินจูยินดีที่มารดาดีกับสหายตนจึงไม่ทันได้เฉลียวใจอันใด
“พวกเจ้าก็ไปเตรียมของว่างมาต้อนรับแขกด้วย”นางหันไปสั่งกับสาวใช้ข้างกาย
“ข้าได้ยินเรื่องมาจากเสี่ยวจูแล้วป่านนี้โรงเตี้ยมก็คงเต็มหมดแล้วพวกเจ้าก็พักกันที่นี่เถอะเดี๋ยวน้าจะให้คนจัดเรือนรับรองไว้ให้”ไห่ฮูหยินพูดด้วยท่าทางอ่อนโยนเป็นที่สุด
“ขอบคุณที่เมตตาเจ้าค่ะท่านน้าไม่ทราบว่าจะเป็นการรบกวนมากไปหรือไม่? ข้าเกรงว่าจะก่อปัญหาให้พวกท่านได้”
“หากหมายถึงนายท่านพวกเจ้าไม่ต้องห่วงหรอกหากข้าอนุญาตเขาก็คงไม่กล้าหักหน้าข้า” ไห่ฮูหยินตอบในขณะเดียวกันสาวใช้ก็ยกน้ำชากับของว่างมาวางที่โต๊ะพอดี “มา ทานของว่างกันก่อนรออีกสักเดี๋ยวน้ากำลังให้พวกสาวใช้ไปทำความสะอาดเรือนรับรองให้อยู่”
“เจ้าค่ะ” ซูเจินหยิบขนมขึ้นมากัดคำหนึ่ง“นุ่มลิ้นนัก ขนมเมืองหลวงของหนานเจียงรสดีจริงๆ”
“เป็นคนที่อื่นหรือ? ขนมนั่นเรียกว่า ลอยจันทร์เป็นขนมที่มีเฉพาะที่นี่เท่านั้น เป็นของขึ้นชื่อมากเลยด้วยนะ”ไห่ฮูหยินยังคงยิ้มถามอย่างใจดี
ซูเจินได้ยินก็วางขนมชิ้นนั้นลงยกชาขึ้นมาจิบหนึ่งคำ “เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะบ้านของพวกข้าไม่ได้อยู่ในแคว้นหนานเจียง ขนมเช่นนี้ก็เพิ่งจะเคยกินเป็นครั้งแรกเคยได้ยินมาว่าขนมของหนานเจียงนุ่มลิ้นละลายในปากวันนี้ได้ลิ้มลองแล้วก็เห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ”
ไห่ฮูหยินหัวเราะน้อยๆ “ช่างเจรจานัก เสี่ยวจูเจ้าต้องดูสหายของเจ้าไว้นะเจ้าเอาแต่แก่นเซี้ยวท่านพ่อจึงโกรธเจ้านัก”
“ท่านแม่ล่ะก็”คราวนี้ซูเจินร่วมหัวเราะไปกับไห่ฮูหยินด้วย
“...จือเหลียง”ซูเจินหันไปเรียกจือเหลียงที่อยู่อีกด้านถึงไห่ฮูหยินจะบอกให้นั่งแต่ภายในมีเพียงโต๊ะขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ไม่มีทางที่พวกนางทุกคนจะนั่งร่วมโต๊ะด้วยได้
ซูเจินจึงเป็นเพียงคนเดียวที่นั่งร่วมโต๊ะกับไห่ฮูหยินและไห่จินจูพวกเขาที่เหลือนั่งเก้าอี้ที่สาวใช้ยกมาให้อีกด้าน มีเพียงสองสาวใช้หนิงจูกับเสวี่ยซูที่ยืนคอยรับใช้นายหญิงจือเหลียงเองก็นั่งรวมกับผู้อื่นอีกด้านเช่นกัน
ไห่ฮูหยินผู้นี้ฉลาดนักเพียงตำแหน่งการนั่งก็บีบให้พวกนางแสดงลำดับฐานะได้ชัดเจนไม่รู้ว่าก่อนนี้จินจูบอกกับมารดาว่าอย่างไรแต่หากนางเปิดเผยเรื่องที่นางขอให้เก็บเป็นความลับสหายผู้นี้ก็ไว้ใจไม่ได้เสียแล้ว
ซูเจินรับเอากล่องหยกใบสวยมาจากจือเหลียงแล้ววางให้ตรงหน้าไห่ฮูหยิน“เป็นของเล็กๆน้อยๆ ขอท่านน้ารับไว้ด้วยเจ้าค่ะ”
สาวใช้ข้างกายของไห่ฮูหยินรู้หน้าที่เดินไปหยิบกล่องหยกแล้วเปิดให้ไห่ฮูหยินดูไห่ฮูหยินมองกำไลหยกแดงเกลี้ยงเกลาที่อยู่ภายในกล่องประกายความพึงพอใจพาดผ่านแวบหนึ่งก่อนจะจางหายไป นางพยักหน้าให้สาวใช้นำของไปเก็บแล้วนำผ้าเช็ดหน้าผืนงามออกมาหลายผืน
“ผ้าเช็ดหน้าพวกนี้กำลังเป็นที่นิยมในเมืองหลวงถือว่าน้าให้เป็นของรับขวัญก็แล้วกันนะ”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ”ซูเจินมองผ้าเช็ดหน้าในมือทำทีชื่นชมพวกมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งให้เสวี่ยซูที่อยู่ด้านหลัง
ของรับขวัญ? ช่างเข้าใจพูด
พอให้ของขวัญกันและกันแล้วก็ดูเหมือนจะพูดคุยกันได้ไหลลื่นมากขึ้นไห่ฮูหยินเป็นผู้หญิงท่าทางนุ่มนวลแต่กลับพูดจาอย่างคนฉลาดไม่รู้ว่านางจงให้ซูเจินรู้หรืออย่างไรจึงได้แสดงออกโจ่งแจ้งนัก
จินจูมองมารดาสลับกับซูซูไปมาไม่มีโอกาสแทรกบทสนทนาได้เลย พวกนางพูดคุยราวกับเป็นคนวัยเดียวกันจินจูเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
“ฮูหยินเจ้าคะ นายท่านกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”สาวใช้นางหนึ่งเข้ามาบอกด้านข้างไห่ฮูหยินนางมองไปยังประตูเห็นข้างนอกเริ่มจะค่ำแล้ว
“ดูสิ น้าชวนคุยเสียเพลินใกล้ได้เวลาอาหารค่ำแล้วด้วย น้าเชิญพวกเจ้าไปร่วมรับประทานอาหารที่เรือนหลักด้วยกันก่อนนะ”ไห่ฮูหยินเอ่ยชวน เมื่อเจ้าบ้านชวนนางก็ไม่มีอาจปฏิเสธ
“เช่นนั้นคงต้องขอรบกวนแล้วเจ้าค่ะ”
“เสี่ยวจูลูกไปทำความเคารพท่านพ่อและแจ้งเรื่องของสหายลูกก่อนเถอะเดี๋ยวแม่จะพาพวกเขาตามเจ้าไปทีหลัง”
จินจูเห็นด้วยที่ควรจะไปเกริ่นเรื่องสหายกับท่านพ่อก่อนจึงพยักหน้าแล้วลุกขึ้น “เช่นนั้นลูกไปหาท่านพ่อก่อนนะเจ้าคะ”
พูดแล้วก็ก้าวฉับๆออกไปอย่างรวดเร็วไห่ฮูหยินเห็นก็ได้แต่ส่ายหน้าไล่หลัง
“ดูนางเถิดกระโดกกระเดกเช่นนั้นบิดานางจึงไม่ค่อยชอบ”
“นางก็ดูร่าเริงดีนะเจ้าคะ”
“จินจูบุตรสาวข้าคนนี้ไม่เหมือนพี่สาวนางรักอิสระและไม่ทะเยอทะยานข้าจึงเห็นด้วยที่นางจะไปเข้าสำนักศึกษาแต่ก็อ่อนใจที่นางไม่รู้จักอดทนอดกลั้นไม่พอใจสิ่งใดก็โผงผางออกไปเลย ไม่รอจังหวะเหมาะสมจนทำบิดาขายหน้าบิดานางจึงโกรธนัก”