บทที่ 173 องค์หญิงสามมาเยือน
“ตระกูลสวี่มีของดีขนาดนั้นอยู่ด้วยหรือ?” ชิงหมินไม่ได้เป็นคนเอ่ยถาม แต่คนข้างกายของเขาต่างหากที่พูดมันขึ้นมา
“ตระกูลสวี่มีประวัติที่เก่าแก่ยาวนาน พวกเขามีของล้ำค่ามากมาย” ชายชราผู้เฒ่าไม่ได้ปิดบัง เรื่องนี้เขาเคยได้ยินจากสหาย แต่ตระกูลสวี่ยังไม่ได้ใช้สมุนไพรล้ำค่านี้ออกไป ด้วยเหตุผลที่ว่า...พวกเขาไม่เจอสัตว์ร้ายที่เหมาะสมกับการยกระดับ
อย่างมาก สัตว์ร้ายระดับ 3-4 ก็คือระดับที่พวกเขาได้เจอมากที่สุดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น...สมุนไพรระดับ 9 บางชนิด อาจจะส่งผลร้ายต่อสัตว์ร้ายระดับต่ำมากกว่าที่จะส่งผลดี หากให้กินโดยไม่ลงมือปรับเปลี่ยนคุณสมบัติสมุนไพรก่อน คงจะเป็นการสูญเสียทั้งสมุนไพรและสัตว์ร้ายไปพร้อมๆกัน
แต่ถ้าเป็นการใช้สมุนไพรเพื่อรักษาบุตรีของตนเอง แม้ว่าจะดูไม่คุ้มค่าสำหรับตระกูลสวี่ ทว่า...ตอนนี้หลี่ชิงหมินไม่ใช่หลี่ชิงหมินอีกแล้ว เขาคือ “หวง” ชิงหมิน หมายความว่า...หากสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ ในอนาคตตระกูลสวี่และตระกูลหวงก็เหมือนสหายกันต่อไป
เพื่อการนี้ ต่อให้เป็นการมอบสมุนไพรระดับ 9 นั้นมาเปล่าๆ พวกเขาตระกูลสวี่ก็น่าจะยินดีด้วยซ้ำ
ชิงหมินได้ยินก็คิดถึงเจ้าแมงมุมน้อยของเขา ทักษะในการต่อสู้ของมันและร่างกายที่อ่อนแอยิ่งกว่าสิงโตน้อย หากได้รับการยกระดับแล้วก็น่าจะทำให้มันแข็งแกร่งมากขึ้นใช่ไหม? เขาหันไปสบตากับหวงซีเฉิง แสดงออกว่าต้องการสมุนไพรนั้น แต่จะด้วยวิธีแบบไหนกันล่ะ?
ให้เขาไปร้องขอนางเอกของเรื่องหรือ? นั่นคงจะทำให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังเป็นแน่ ชิงหมินรู้สึกว่าเขากับซือซืออยู่ไกลกันเช่นนี้ดีแล้ว ถ้าได้มีโอกาสเข้าใกล้กันเมื่อไร เขาอาจจะได้รับดวงร้ายๆติดตัวกลับมา พรากเอาความสงบสุขของเขาไปอีกก็ได้
“เจ้าไม่ต้องคิดมากเกินไปกับเรื่องนี้ ตั้งใจศึกษาตำราหวงจื่อให้ดี มีโอกาส 2 เดือน เจ้าควรได้รับหลายอย่างจากมัน อย่างไรก็ตาม...เรื่องของตระกูลสวี่ หากไม่มีวิธีการอื่นที่ดีกว่านี้ ข้าจะจัดการเอง” ซีเฉิงรับคำ เขาตามใจชิงหมินยิ่งกว่าใครๆ เมื่อรู้ว่าคนตัวเล็กอยากได้ของดีนั้น เขาก็จะทำให้ชิงหมินได้รับมันเอง
แน่นอนว่าเขารู้ถึงวิธีการรักษาคุณหนูสวี่ผู้นั้นจากชิงหมินแล้ว และคิดเห็นตรงกันว่าไม่ควรพูดออกไป เนื่องจากมันเป็นวิธีที่เรียกว่าเป็นไปไม่ได้เลย ทั้งอาณาจักรมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยจัดการปัญหานี้ก็คือซือซือ
หากไม่มีวิธีอื่น ซีเฉิงเหลือเพียง 2 วิธีเท่านั้น หนึ่งคือการไปหาตระกูลสวี่โดยตรงเพื่อแลกเปลี่ยนสมุนไพรล้ำค่ากับของล้ำค่าอย่างอื่นในตระกูลหวง หรือสอง....เขาต้องใช้จางหลิวอี้ให้เป็นประโยชน์ แน่นอนว่าต้องดึงสนมขั้นผินขององค์รัชทายาทมาร่วมวงด้วย
หวงซีเฉิงไม่ได้คิดจะให้ซือซือได้ลืมตาอ้าปากอยู่แล้ว นางสมควรจะติดตามผู้อื่นเช่นนี้แหละจึงจะถูกต้อง หากปล่อยให้นางมีอำนาจมากเกินไป คนเช่นนี้ที่ผิดแต่ไม่รู้ว่าตนเองผิด ย่อมเป็นคนที่เขาไม่ต้องการเสวนาด้วยมากที่สุด เกรงว่าถ้าได้รับอำนาจ จะคิดทำการใหญ่จนเขาต้องวุ่นวายปวดหัว
เห็นหลานชายของตนเองมีแผนการที่จะชิงเอาสมุนไพรล้ำค่านั้นมา สีหน้าของชายชราก็ดูไม่ดีมากนัก ถึงอย่างนั้น...หลานสะใภ้ก็บอกแล้วว่าจะพยายามหาข้อมูลจากตำราหวงจื่อที่ลึกลับและเป็นตำราโบราณสืบทอดต่อกันมา ดังนั้น...เขาเชื่อว่าอาจจะมีบางอย่างที่ดีปรากฏขึ้นในอนาคตก็ได้
ทั้งนี้ ล้วนขึ้นอยู่กับโชคของสาวน้อยตระกูลสวี่ผู้นั้นแล้ว....
พวกเขาใช้เวลาพูดคุยกันต่อไม่นานนัก มื้ออาหารจบลงไปด้วยดี ชายชราก็แสดงออกว่าเอ็นดูชิงหมินไม่น้อย ทำเอาสถานการณ์ของตระกูลหวงกลับมามีความสงบสุขมากขึ้น ชายชรายินดีที่ได้รับชาจวี๋ฮวาที่เขาชื่นชอบเป็นจำนวนมาก ทั้งยังได้ยินว่าหลานสะใภ้รับปากจะนำชามาให้เขาอีก ดังนั้นจึงหัวเราะร่ายามส่งหลานสะใภ้ออกไป
หวงซีเฉิงรีบพาคนตัวเล็กกลับจวน วันนี้ไม่สมควรจะมีกำหนดการอื่นอีกแล้ว เขาจะปล่อยให้ชิงหมินได้กินและพักผ่อนอย่างมีความสุข แต่...ช่วงเวลาข้าวใหม่ปลามันที่คิดเอาไว้กลับถูกขัดขึ้นเสียแล้ว
หน้าจวนสกุลหวง ขบวนขนาดใหญ่ที่มีตราสัญลักษณ์ของราชวงศ์จอดสนิทอยู่ที่นี่เป็นเวลานานแล้ว ผู้คนที่ผ่านไปมาไม่รู้เหตุผล แต่พวกเขารู้แค่ว่าตระกูลหวงมีคนใหญ่คนโตมาพบ ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นกันทั้งนั้น ชาวบ้านต่างมุงดูอยู่ไกลๆ ในขณะที่ข้ารับใช้ตระกูลหวงยังคงเฝ้าอยู่ด้านหน้า
เมื่อเห็นรถม้าของท่านผู้นำตระกูลกลับมา ข้ารับใช้อายุน้อยผู้หนึ่งก็ใช้ความเร็วของตนเอง ทะยานมาถึงหน้ารถม้าแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น”
“นายท่าน องค์หญิงสามเสด็จมาขอรับ”
“องค์หญิงสาม?” ซีเฉิงเลิกคิ้ว ไม่เข้าใจว่าคนเป็นองค์หญิงสามนั้นมีเรื่องอะไรที่ต้องการพูดคุยกับเขาถึงกับต้องมาที่นี่
สำหรับซีเฉิงแล้ว ไม่ว่าจะองค์หญิงอะไรก็ล้วนไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่ได้ดี และไม่ได้แย่ กล่าวคือ...เขาไม่ได้สนใจตัวตนเหล่านี้ด้วยซ้ำ แม้แต่การแต่งงานของเขา ก็ไม่ส่งเทียบเชิญไปให้ เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องการเกี่ยวข้องด้วย ทว่า...คิดไม่ถึงว่าองค์หญิงผู้หนึ่งกลับมาที่นี่เพื่อพบเจอเขา ทั้งยังมาแบบต้องการเปิดเผยตัวตนเสียด้วย
“ขอรับนายท่าน ตอนนี้องค์หญิงอยู่ในเรือนรับรอง แต่ว่า...”
“แต่ว่าอะไร?”
“องค์หญิงออกคำสั่งว่าต้องการจะไปชมสวนของจวนหวงขอรับ พวกพ่อบ้านและองค์รักษ์ไม่ยอมปล่อยให้เข้าไปตามคำสั่งของนายท่านที่ไม่ให้ใครรบกวนพื้นที่ส่วนตัวข้างใน ตอนนี้กำลังมีปัญหากัน และองค์รักษ์เชื้อพระวงศ์ก็ชักดาบออกมาแล้วขอรับ อาจจะเกิดปัญหาขึ้น....”
เมื่อได้ยินคำนี้ ดวงตาของซีเฉิงก็เปลี่ยนเป็นมืดครึ้มในทันที อีกฝ่ายก็แค่องค์หญิงผู้หนึ่งเท่านั้น กล้าดีอย่างไรมารบกวนเวลาของพวกเขา แถมยังต้องการเข้าไปวุ่นวายในพื้นที่สวนส่วนตัวที่เขาจัดเตรียมไว้ให้ชิงหมินด้วย! คนผู้นี้...ไม่รู้ว่าโง่เขลาหรืออย่างไร อาจจะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง...
“ท่านรีบเข้าไปเถอะ ข้าจะกลับไปรอที่เรือน...” ชิงหมินแตะหลัง เขารู้ดีว่าหวงซีเฉิงมีงานใหญ่ที่ต้องทำเสียแล้ว ตัวเขาเป็นพวกที่ชอบเลี่ยงปัญหา ในเมื่อปัญหานี้เป็นของซีเฉิง เช่นนั้นก็ให้เขาไปจัดการ ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดก็คืออาหารและขนมที่อร่อย
ในจวนของท่านปู่ก่อนหน้านี้ ชิงหมินแทบจะไม่ได้กินอะไรไปมากมายเลย ท้องของเขายังคงส่งเสียงอยู่เสมอ
“เอ่อ ฮูหยินขอรับ องค์หญิงตรัสว่าพระองค์มาที่นี่เพื่อยินดีกับการแต่งงานของพวกท่าน ดังนั้น...” ความหมายก็คือ ดังนั้นจะหนีไปนอนก่อนไม่ได้แน่
มีคนมาแสดงความยินดีกับการแต่งงาน เช่นนั้นทั้งสองก็ต้องไปต้อนรับด้วยกัน โดยเฉพาะการที่อีกฝ่ายเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ หากไม่ต้อนรับให้ดีจะทำให้เสียเรื่องได้
“ข้าก็ต้องไปด้วยหรือ?”
“ไม่นาน” ซีเฉิงกัดฟันกรอด นึกอยากสังหารองค์หญิงผู้ไม่รู้ความนั้นทิ้งเสียตอนนี้เลย
คนที่ยังไม่ถึงคราวตายกลับวิ่งมาหาความตายเช่นนี้ เขาชื่นชอบนัก เปลี่ยนให้อีกฝ่ายกลายเป็นวิญญาณที่แข็งแกร่งเพื่อสืบข่าวในพระราชวังเสียเลยดีหรือไม่?
ปกติแล้ว วิญญาณที่ตายทั้งๆที่ยังไม่ถึงเวลาจะมีพลังมากอยู่แล้ว ติดที่ว่าควบคุมได้ยุ่งยากนิดหน่อย แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีผลกระทบกับหวงซีเฉิงเลย พลังของเขาอยู่เหนือกับพลังวิญญาณของมนุษย์โลกนี้ไปแล้ว ที่ผ่านมา...เขาต้องทนกับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสก็เพื่อพลังนี้เลยนะ!
ชิงหมินไม่ได้พูดอะไร เห็นว่าเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ก็เดินตามเขาอย่างว่าง่าย ซีเฉิงยังคงดูแลภรรยของเขาอย่างดีแม้ว่าจะโกรธมากขนาดไหนก็ตาม ดังนั้นจะเห็นได้ว่าชิงหมินถูกประคับประคองอย่างดีตลอดทาง
“พวกเจ้าในจวนแม่ทัพ กล้าขวางทางองค์หญิงสามของพวกข้าเลยหรือ?” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดดังขึ้นมา หวงซีเฉิงได้ยินเสียงแหลมเช่นนี้ก็ปวดหัวแล้ว เขาส่งสัญญาณให้ทหารของจวนขยับตัว แน่นอนว่าในฐานะเจ้านายแล้ว เขาย่อมไม่ปล่อยให้ลูกน้องรับกรรมด้วยตนเอง
หวงซีเฉิงสั่งวิญญาณที่อยู่รอบๆ จัดการปิดปากนางกำนัลชั้นต่ำเหล่านี้เสีย ซึ่งการปิดปากที่ว่านี้ไม่ใช่ธรรมดา ในเมื่อกล้าส่งเสียงดังในจวนหวงของเขา ก็ต้องรับผลของการกระทำไปด้วย
“อั่ก!!” นางกำนัลสองสามคนที่กำลังชี้หน้าด่าทหารของจวนสกุลหวง จู่ๆก็ตาเหลือกขึ้นแล้วล้มลง น้ำลายฟูมปากราวกับกำลังติดพิษร้าย เสียงกรีดร้องของนางกำนัลคนอื่นๆดังขึ้นทันที แต่ยังไม่ทันที่พวกนางจะได้หลบหนีหรือโวยวาย คนที่ส่งเสียงดังก็ล้มลงและมีอาการเหมือนกันไม่ผิด
“ผู้ใดกล้าส่งเสียงน่ารำคาญในจวนของข้ากัน!” น้ำเสียงตวาดของหวงซีเฉิงทำให้องค์รักษ์ของวังหลวงแทบจะเข่าทรุด นางกำนัลจำนวนหนึ่งที่มีความฉลาดมากกว่าก็รีบเอามือปิดปากของตนเอง
คนที่ยังไม่เข้าใจส่งเสียงออกมาก็ล้มลงน้ำลายท่วมปากกันทั้งนั้น นี่คือความโหดร้ายที่เล่นงานไม่เลือกหน้าของหวงซีเฉิง และตอนนี้นางกำนัลทั้งหลายได้รู้แล้วว่ามันไม่ใช่แค่ข่าวลือ
การแต่งงานที่สวยหรูและอบอุ่นราวกับภาพวาดฝันของสตรีหลายๆคน แท้จริงแล้วไม่ใช่ตัวจริงของเขา แต่เป็น “ปีศาจร้าย” ที่เล่าลือต่างหาก
ก่อนหน้านี้มีนางกำนัลมากมายที่พยายามจะบอกว่าการเป็นปีศาจร้ายของแม่ทัพใหญ่ก็แค่การพูดเกินจริง พวกนางหลายคนได้เห็นฉากที่แม่ทัพใหญ่อุ้มฮูหยินของตนเองลอยอยู่บนอากาศ รักใคร่กลมเกลียวและทะนุถนอมหยกงามอย่างดี ในใจพลันริษยาขึ้นมา ทว่า...เวลานี้พวกนางได้รู้แล้ว ความใจดีนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อพวกนาง
“ไว้หน้าข้าสักหน่อยเถอะ ท่านแม่ทัพใหญ่”
น้ำเสียงเย็นชาแต่แฝงความอ่อนล้าเอาไว้ไม่มิดดังขึ้น หญิงสาวที่นั่งอยู่กลางสวนรับรองยืนเต็มความสูงของนาง ผิวพรรณที่ดียิ่งกว่าสตรีทั่วไปทำให้นางดูเป็นคนสูงศักดิ์อย่างแท้จริง หากไม่ใช่เพราะใบหน้าที่ปิดบังมิดชิด คงจะได้เห็นความงดงามนั้นเป็นแน่
อย่างไรก็ตาม ชิงหมินกลับขมวดคิ้วมุ่น เขาสังเกตเห็นดวงตาของหญิงสาว มันไม่ใช่ว่าดูเหมือนหวงซีเฉิงก่อนหน้านี้หรอกหรือ?
แน่นอนว่าเจ้าของจวนก็ยังเห็นถึงความผิดปกติบางอย่างด้วย วิญญาณร้ายของเขาจำนวนมากกำลังล้อมกรอบสตรีผู้นั้น ข้างกายองค์หญิงสามมีดวงวิญญาณหนึ่งที่กำลังทำหน้าตาตื่นกลัว หากแต่ร่างทั้งร่างของนางเต็มไปด้วยบาดแผลและร่องรอยความอาฆาต
วิญญาณใต้การปกครองของซีเฉิงไม่มีทางเป็นเช่นนั้น ต่อให้มาจากฐานวิญญาณระดับต่ำมากขนาดไหน เมื่อได้รับพลังงานจากคนเป็นนายไปแล้ว ล้วนมีการพัฒนาและยกระดับพลังวิญญาณขึ้น ไม่มีทางที่จะอ่อนแอเช่นนั้นได้ ดังนั้น...วิญญาณร้ายตนนี้ย่อมไม่ใช่ของเขา แต่วิญญาณเร่ร่อนไม่มีทางเข้ามาในจวนสกุลหวงได้ เช่นนั้น....
“ท่านแม่ทัพใหญ่ ฮูหยินใหญ่สกุลหวง ข้าคือองค์หญิงสามของอาณาจักรเซิน และปีนี้เพิ่งปลุกพลังขึ้นมาได้ วันนี้นอกจากจะมาแสดงความยินดีต่อพวกท่านแล้ว ก็ยังอยากที่จะขอคำชี้แนะด้วย หวังว่าท่านจะเมตตา”
องค์หญิงสามกล่าวด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย นางทำเหมือนกับว่าพลังชีวิตทั้งหมดของนางถูกใช้ไปแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงวิญญาณอันน้อยนิดที่พยายามประคับประคองตนเองอยู่
ซีเฉิงไม่ได้ตอบรับในทันที เขามองไปยังวิญญาณที่อยู่รอบๆ พวกมันส่งตัวแทนมาเพื่อบอกกับเขา สาเหตุที่องค์หญิงผู้นี้อยากจะเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของเขา เป็นเพราะคำสั่งของ “วิญญาณร้าย” ข้างกายของนาง
ไม่น่าแปลกใจที่วิญญาณจำนวนมากที่อารักขาจวนของเขาจะมารุมล้อมอยู่เช่นนี้ ที่แท้ก็เพราะมันเป็นวิญญาณเจ้าปัญหานั่นเอง
ส่วนสาเหตุที่ทำให้องค์หญิงกลับมาพูดจาเหมือนคนปกติได้ ก็เป็นเพราะวิญญาณอารักขาในจวนของเขาควบคุมวิญญาณร้ายข้างกายองค์หญิงสามอยู่ ไม่อย่างนั้น...คนคงจะอยู่ในภาวะหลับใหลไปแล้ว
เห็นได้ชัดว่าวิญญาณร้ายตนนี้รู้ดีว่าในจวนของเขามีของดีอะไรบ้าง ถึงกับควบคุมองค์หญิงสามให้มาที่นี่อย่างนั้นหรือ? เหอะ! แค่วิญญาณกระจอกๆตนหนึ่ง คิดจะขโมยของเพิ่มพลังวิญญาณในจวนสกุลหวง ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย!
“ท่านแม่ทัพใหญ่ ข้า.....” องค์หญิงสามพูดต่ออีกไม่กี่คำ ดวงตาปรือของนางก็หลับลงเพราะความเหนื่อยแรง ร่างทั้งร่างล้มพับลงไปจนนางกำนัลที่เหลือต้องรีบเข้ามาประคอง
“องค์หญิง องค์หญิงสามเพคะ!!” นางกำนัลส่งเสียงร้อง แต่ครานี้ไม่ถูกโจมตีอีกแล้ว หวงซีเฉิงขมวดคิ้ว หันไปมองฮูหยินของตนเอง เขาไม่ได้ต้องการจะยุ่งวุ่นวายกับสตรีผู้นี้ ทว่า....ภาพในอดีตที่แสนเจ็บปวดของเขาก็ย้อนกลับมา
เขารู้ว่าอาการขององค์หญิงสามเป็นอย่างไร ถ้าไม่ช่วยเหลือในทันที นางจะต้องถูกพลังของตนเองกลืนกินเป็นแน่
…………………………………….