เสียงโหวกเหวกโวยวายทำให้ฮูหยินฉางต้องลุกออกมาเปิดประตูกลางดึก
“ฮูหยินคุณหนูรองเจ็บท้องจะคลอดแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวเป่าวิ่งหน้าตื่นมาบอกฮูหยิน “อะไรนะ เร็วเข้ารีบไปตามหมอเร็ว”
“แม่นมจางเจ้ารีบไปต้มน้ำเร็วเข้า ให้ใครก็ได้ไปแจ้งท่านพ่อด้วย” เจิ้งมู่หรงตื่นเต้นจนพูดผิดพูดถูก
“เสียงเอะอะ อะไรกันมีใครเป็นอะไรหรือ” ฉางกงถามภรรยา
“หลิวหลีเจ้าค่ะ ลูกสาวเรากำลังจะคลอดแล้วเจ้าค่ะ เรากำลังจะมีหลานแล้วเจ้าค่ะ”
เจิ้งมู่หรงดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่
แม้ฉางกงจะดีใจแต่ความกังวลก็มีถึงเจ็ดส่วน
เมื่อหมอมาถึงก็สั่งให้ทุกคนออกไปเหลือไว้เพียง เสี่ยวเป่า แม่นามจางและฮูหยินฉาง
“คุณหนูหมอมาแล้วเจ้าค่ะคุณหนูต้องอดทนนะเจ้าคะ"เสี่ยวเป่าสงสารนายสาวสุดหัวใจ
“เสี่ยวเป่าข้าเจ็บเหลือเกิน” เจิ้งมู่หรงได้ยินดังนั้นก็สงสารฉางหลิวหลีจับใจ ในเวลาแห่งความเป็นความตายเด็กคนนี้กลับไม่มีที่ให้ยึดเหนี่ยว
“แม่อยู่นี่หลิวหลี” เจิ้งมู่หรงจับมือฉางหลิวหลีมากุมไว้ หวังเพียงให้ความอบอุ่นของนาง พาแม่นางน้อยผู้นี้ผ่านพ้นประตูผีไปได้
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างราบรื่นใบหน้าของสตรีผู้นั้นก็โน้มลงมาจูบที่ริมฝีปากของอ๋องหนุ่มรูปงาม หย่งซีเฉินขาดสติกัวรุ่ยหานก็เป็นฝ่ายรุกเอง นิ้วมือเรียวกรีดเบาๆบนแผ่นอกกว้าง อารมณ์ของชายชาตรีก็ถูกปลุกขึ้นมาอย่างง่ายดายฝ่ามือนุ่มลูบไล้สัมผัสทุกตารางนิ้วไม่ได้เกรงกลัวเหมือนดังเช่นเวลาปกติ แม้ว่าภายนอกอ๋องหนุ่มผู้นี้จะเย็นชาแค่ไหนแต่เขาก็เป็นเพียงบุรุษเพศผู้หนึ่ง ไม่น่าแปลกว่าในยามนี้จะพ่ายแพ้ให้แก่การปลุกเร้าอันช่ำชองของนาง
“ อดทนไว้นะลูกเจ้าต้องผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปให้ได้” เจิ้งมู่หรงกุมมือฉางหลิวหลีไว้แน่น
“ฮูหยินข้าเจ็บเหลือเกินข้าไม่ไหวแล้ว” สองแก้มนวลอาบเปื้อนไปด้วยน้ำตาแห่งความเจ็บปวด
“เป็นอย่างไรบ้างแม่นมป่านนี้ทำไมเด็กยังไม่ออกมาอีก”
“ใกล้แล้วเจ้าค่ะฮูหยิน”
หน้าห้องตอนนี้แม่ทัพทั้งสองต่างก็นั่งไม่ติด เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของบุตรสาว ทำให้ภาพเก่าๆผุดมาในความทรงจำของฉางกง ตอนนั้นชิวเหยียนนางก็เจ็บปวดมากเหมือนกับหลิวหลีในตอนนี้
นางพยายามอดทนจนคลอดหลิวหลีออกมาได้ แต่นางก็เสียเลือดมาก ทำให้นางไม่มีโอกาสได้เห็นแม้แต่หน้าลูก
“ท่านพ่อท่านว่านานเกินไปหรือไม่ขอรับ" ฉางกงถามบิดา
“เจ้าพูดอะไรของเจ้า เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่” ผู้อวุโสหันไปดุบุตรชาย
“หลานของข้านางไม่ใช่คนยอมแพ้อะไรง่ายๆครั้งนี้นางต้องผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน” มือของแม่ทัพทั้งสองเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ในสมรภูมิต่อให้มีศัตรูโอบล้อมทั้งสองก็หาได้หวั่นเกรงไม่ แต่ตอนนี้สองพ่อลูกกลับกังวลจนคิดอะไรไม่ออก
เวินฉงหลินยืนรออยู่ด้านนอก กัวรุ่ยหานเข้าไปนานแล้วก็ยังไม่ออกมา เวินฉงหลินกลัวว่านางจะเข้าไปรบกวนเวลาพักผ่อนของท่านอ๋องจึงคิดว่าควรเข้าไปตามนาง ยังไม่ทันที่จะเปืดประตู
“องครักษ์เวิน” เสียงเรียกของกัวปิน
“มีอะไรหรือท่านผู้ว่าการ”
“ท่านไม่ต้องเรียกข้าห่างเหินขนาดนั้นก็ได้เรียกข้าว่าท่านลุงก็แล้วกัน” พูดจบเกาปินก็กอดคอเวินฉงหลินทำเหมือนคนรู้จักกันมานาน
“ไม่ได้หรอกขอรับ แล้วท่านมาหาข้ามีเรื่องอะไรหรือ”ฉงหลินถาม
“อ้อ ข้าเกือบลืมไป ท่านไปดูท่านกุนซือหน่อยตอนนี้ถูกบรรดาแม่ทัพมอมเหล้าน่าจะอาการหนักไม่น้อย”
“แต่ข้าต้องเข้าไปดูท่านอ๋อง”
“ไปครู่เดียวคงไม่เป็นไร ข้าจะพารุ่ยหานกลับแล้ว ไม่เช่นนั้นข้าไปดูแลท่านกุนซือก็ได้” เมื่อกัวปินบอกว่ามารับบุตรสาว ฉงหลินก็สบายใจจึงรีบไปดูซ่งหลาน แต่พอฉงหลินไปแล้ว กัวปินกลับหันหลังเดินยิ้มกลับไปคนเดียว โดยที่ไม่ได้สนใจบุตรสาวแม้แต่น้อย
หลังจากคืนนี้ไป นางจะเป็นชายาของท่านอ๋อง อย่างที่ท่านอ๋องไม่อาจปฎิเสธนางได้ มือข้างหนึ่งลูบไล้ไปทั่วอีกข้างก็ปลดสายคาดเอวออกเสื้อคลุมชั้นนอกก็ถูกโยนลงข้างเตียงพร้อมกับเสื้อตัวสวยของนาง ตอนนี้ร่างคนทั้งสองเกือบเปลือยเปล่า แม้ว่าตาจะหลับด้วยอารมณ์ที่คุกกรุ่นเต็มที่แต่ปากของหย่งซีเฉิน ก็ยังพร่ำเพ้อถึงใครคนหนึ่งอยู่