อาฉายืนอึ้งตรงหน้าประตูอย่างไม่รู้จะทำอะไรดีอยู่นาน ตอนหลังถึงค่อยเดินเข้ามาในห้อง ช่วยเปิดพัดลมเพื่อไล่กลิ่นเหล้าที่อวลคลุ้งอยู่ข้างใน แต่ก็คอยระวังไม่ให้ลมพัดไปทางเด็กหนุ่มที่ไม่ได้นอนห่มผ้า จากนั้นก็นั่งลงข้างเตียงไห่เยวียน แล้วถอนหายใจเฮือก
ฟ้าคงยังไม่สางเร็วนัก ราตรีเชื่องช้ายาวนาน ประตูเหล็กข้างล่างใส่กุญแจแล้ว เนื่องจากเป็ห่วงอาการาเ็ของไห่เยวียน อาฉาจึงทำใจกลับบ้านไม่ได้
“เสี่ยวเยวียนเอ๊ย” จำได้ว่าฮุ่ยเหม่ยเรียกลูกชายอย่างนี้ “ถ้ามีเื่กลุ้มอกกลุ้มใจ ก็ระบายให้อาฉาอากงฟังได้เน้อ ถึงฉันอาจช่วยอะไรนายไม่ได้มาก แต่ก็ยังดีกว่าเก็บทุกอย่างไว้ในใจคนเดียวแหละน่า นายยิ่งพูดน้อยๆ อยู่ด้วย เดี๋ยวจะเสียสุขภาพจิตเอานา...”
นิ่งรออยู่สักพัก ไห่เยวียนก็ยังไม่โต้ตอบ แต่เสียงลมหายใจไม่ได้เป็จังหวะสม่ำเสมอแบบคนหลับแล้ว แสดงว่าเด็กหนุ่มน่าจะยังไม่หลับกระมัง!
“เห็นแม่นายเล่าว่านายทำงานพิเศษ แทบไม่เคยแบมือขอค่ากินอยู่อะไรจากเขาเลย อาฉาอากงรู้ว่านายคงลำบากมากที่ต้องแบ่งเบาภาระของทางบ้านทั้งที่เพิ่งตัวแค่นี้ แต่นายไปทำงานพิเศษในร้านเหล้าใช่รึเปล่า คนในร้านเหล้ามันร้อยพ่อพันแม่ ไปเจอแขกนิสัยไม่ดีจะเจ็บตัวเอาได้ง่ายๆ เหมือนอย่างวันนี้ไง ลองไปหางานพิเศษที่อื่นทำดูไหม อาฉาอากงมีเพื่อนเยอะแยะ พูดคำเดียวก็หางานที่เหมาะกับเด็กอายุขนาดนายได้แล้ว นายว่าดีรึเปล่า” อาฉาร่ายยาวเป็พรวน แต่ไห่เยวียนไม่ตอบก็คือไม่ตอบ
“เสี่ยวเยวียน หลับแล้วหรือ” เขาถามอีก
“หนวกหูขนาดนี้จะหลับลงได้ไง” เด็กหนุ่มยังคงนอนตะแคง ไม่หันมามอง
“งั้นฉันไม่พูดแล้ว นอนซะ! ไว้นายตื่นค่อยว่ากันใหม่ ฉันไม่กวนแล้ว รีบนอนเถอะ!” เท่าที่ฟังจากน้ำเสียง ดูเหมือนไห่เยวียนจะเพลียมาก ถ้าอย่างนั้นเขาไม่สั่งสอนต่อแล้วดีกว่า เด็กคนนี้รู้จักคิด แถมยังหางานทำเพื่อแบ่งเบาภาระการเงินของทางบ้าน ไม่เหมือนเจ๋อฟางของเขา ทำเป็พูดดีว่าเขาควรมีบัตรเอทีเอ็ม จะได้ถอนเงินสะดวก ปรากฏว่าพอเขาทำบัตรแล้วดันเอาไปกดเงินซื้อของจากห้างกลับบ้านเป็กอง
พัดลมไฟฟ้าตัวเก่าส่งเสียงหวึ่งๆ ใบพัดหมุนติ้วปานจะแยกร่าง
ในห้องมืดสนิท ไม่มีแสงแม้แต่น้อย พวกเขาสองคนอยู่บนเตียงคนหนึ่ง บนพื้นคนหนึ่ง ใกล้กันนิดเดียว แค่เอื้อมมือออกไปก็ััอีกฝ่ายได้ ท่ามกลางความเงียบสงบรอบตัว ระยะห่างของหัวใจเหมือนหดสั้นลงในทันใด
อาฉาคิดว่าเขาน่าจะอยู่ร่วมกับไห่เยวียนได้อย่างสันติถึงจะถูก เพราะความจริงไห่เยวียนก็แค่ปากแข็งไปหน่อย แต่จิตใจไม่เลวร้าย
เขานึกถึงเศษเสี้ยวความทรงจำเกี่ยวกับงานสมัยที่ตัวเองยังหนุ่ม ตอนชีวิตทำงานเพิ่งเริ่ม เขายังไม่ประสาโลก แต่ละวันถ้าไม่ถูกครูที่สอนวิชาช่างไม้ให้ด่าว่า ก็ต้องถูกลูกค้ากดขี่ ตอนนั้นเขาเก็บกดมาก รู้สึกว่าโลกนี้มีแต่คนเลว เห็นใครต่อใครเป็ศัตรูไปหมด
ไห่เยวียนในตอนนี้ก็คงเหมือนกันสินะ! ปิดประตูหัวใจอย่างแ่าชนิดไม่ให้ลมลอดผ่าน ไม่ยอมให้ใครแตะต้องทั้งสิ้น ใครหน้าไหนก็อย่าได้ล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขต พร้อมกันนั้นยังไม่คิดจะก้าวเข้าไปในหัวใจคนอื่น
“เ้านุ้ย (เด็กน้อย) เอย เ้านุ้ยเอย โอละเห่นอนหนา...” อาฉาครวญเพลงกล่อมเด็กอยู่ในคอ “เ้านุ้ยเอย เ้านุ้ยเอย โอละเห่นอนหนา...”
“ทำอะไรอีกล่ะ” ไห่เยวียนพลิกตัวกลับมา ถามด้วยเสียงไม่สบอารมณ์นัก
“ร้องเพลงกล่องเด็กให้ฟังไง นายจะได้หลับง่ายๆ!” อาฉาตอบ
“เหลือรับจริงๆ...” เด็กหนุ่มบ่นอย่างเหนื่อยอ่อน
“เอาน่า รีบนอนซะ ฟ้าจะสางอยู่แล้ว” อาฉาพูดต่อไปว่า “หรือต้องให้ฉันช่วยตบหลัง นายถึงจะหลับ จะให้ฉันตบหลังได้ก็ได้นะ อาฉาอากงบริการถึงเตียงให้ฟรีๆ เลย” เขาหัวเราะฮ่าๆ สองที
“ไม่เข้าใจคนอย่างนายเลยจริงๆ” ไห่เยวียนมองฝ่าความมืด เห็นอาฉาโคลงหัวไปมาขณะร้องเพลงกล่อมเด็ก ความรู้สึกแปลกๆ ในใจกระจายฟุ้งขึ้นมาอีกครั้ง
อาฉาหันหลังให้เขา ใช้ผ้าห่มขนหนูผืนเล็กห่อตัว ผมสีน้ำตาลกระดกเป็กระเซิง โยกตัวไปมา
ต่อให้มองไม่เห็นหน้า ไห่เยวียนก็พอนึกออกว่าตอนนี้อีกฝ่ายกำลังทำหน้าแบบไหน คนคนนี้ชอบทำดีกับคนอื่น แม้จะเซ่อซ่า แต่ก็ไม่มีพิษมีภัย มักจะสร้างความประทับใจดีๆ ให้ด้วยซ้ำ
ทั้งที่เป็ใบหน้า เป็ร่างกายของเจ๋อฟาง แต่พอิญญาที่อยู่ข้างในกลายเป็ของอาฉาคนซื่อ ใบหน้าก็พลอยเปลี่ยนไปด้วย กลายเป็อ่อนโยน นุ่มนวลขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
ที่เขาว่าจิตใจสะท้อนออกมาทางใบหน้าคือแบบนี้เองหรือ
ยิ่งคิดไห่เยวียนก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองมองไม่เห็นเจ๋อฟางในตัวคนคนนี้อีกแล้ว เขาเห็นแต่อาฉา ชายสูงวัยที่ชอบสวมเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้น หนีบรองเท้าแตะยางพื้นเรียบได้ทั้งปีทั้งชาติ ถ้าเดินๆ ไปแล้วรู้สึกคันก้นขึ้นมายังเอามือล้วงกางเกงเกาได้หน้าตาเฉย
ไห่เยวียนปิดตาลง แล้วค่อยๆ หลับไปท่ามกลางเสียงร้องเพลงเบาๆ ที่ค่อนข้างรบกวนโสตประสาทนั่น
ไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้วที่ไม่มีใครอยู่ข้างๆ ในยามาเ็ ในยามเดียวดาย ที่ผ่านมาเขานึกว่าตัวเองไม่โหยหาการมีคนอยู่เคียงข้าง ดังนั้นจึงไม่เคยออดอ้อนมารดา ไม่้าความสงสารจากใคร ไม่คิดเลย เมื่อได้รู้ว่ามีคนคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ ค่ำคืนจะสงบและผ่อนคลายได้ขนาดนี้
หลับไปเรื่อยๆ จนเผลอปัดมือออกจากเตียงไปโดนหัวอาฉา ไห่เยวียนถึงได้ตื่น
อาฉาที่กำลังสัปหงกสะดุ้งเฮือกด้วยความใ แต่ก็จับมือเขาไปวางบนเตียงเหมือนเดิม แล้วดึงผ้ามาห่มให้ จากนั้นก็บิดี้เีทีหนึ่ง ก่อนจะกลับไปนั่งหลับต่อ
ไห่เยวียนมองหลังหัวอาฉา รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นตรงมุมปากทีละนิดโดยที่แม้แต่ตัวเองยังไม่รู้สึก เขาปิดตาลง แล้วหลับสนิทไปอย่างนั้น
++++