บทที่ 23: กองทัพก้อนขนและบ้านใต้ดิน
รุ่งอรุณของวันใหม่ในป่าต้องห้ามชั้นนอกมาเยือนพร้อมกับเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วและกลิ่นหอมของละอองน้ำค้างที่ลอยมากับสายลมแสงแดดสีทองลอดผ่านช่องหน้าต่างทิศใต้ของบ้านหินสาดกระทบลงบนแพลตฟอร์มไม้กระดานของชั้นลอยสุดโคซี่
อีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปีค่อยๆ ปรือตาขึ้นจากฟูกหญ้าคาแห้งที่นุ่มสบายไอความร้อนจากเตาผิงมวลความร้อนที่อยู่เบื้องล่างยังคงทำหน้าที่โอบกอดเขาไว้จากความหนาวเย็นยามเช้าได้อย่างสมบูรณ์แบบเขายืดแขนบิดี้เี ััได้ถึงกล้ามเนื้อที่ได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มเปี่ยม
ตรงปลายเท้าของเขาฟินน์ ลูกจิ้งจอกอสูรยังคงนอนขดตัวหลับสนิท หายใจฟี้ๆ อย่างมีความสุขส่วนเมื่อมองลงไปที่พื้นบ้านด้านล่าง บาร์นีย์ หมีั์อสูรรถเครนประจำไซต์งานก็ยังคงนอนหงายแผ่หรา กรนเสียงดังครอกครากจนแผ่นดินไหวะเืเบาๆ
ทว่าในความสงบสุขยามเช้านั้น สัญชาตญาณของสถาปนิกกลับััได้ถึง ‘ความเคลื่อนไหว’ บางอย่างที่ผิดแผกไปจากปกติ มันไม่ใช่เสียงอันตรายไม่ใช่เสียงคำรามของสัตว์ร้าย แต่มันเป็เสียง... ดุ๊กดิ๊ก... สวบสาบ...คล้ายกับมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจำนวนมากกำลังเคลื่อนที่อยู่บริเวณลานหน้าบ้าน
อีไลอัสขมวดคิ้วเขาค่อยๆ ปีนลงจากบันไดไม้ เดินข้ามร่างมหึมาของบาร์นีย์อย่างระมัดระวังแล้วผลักประตูกรอบไม้ออกไปเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของหน้าไซต์งาน
และภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็ทำเอาอดีตสถาปนิกวัยสามสิบห้าปีถึงกับอ้าปากค้าง ยืนตัวแข็งทื่ออยู่คาประตู!
ลานหินหน้าบ้านและบริเวณรอบๆอ่างน้ำประปาไม้ไผ่ บัดนี้ถูกยึดครองโดย ‘กองทัพก้อนขน’ ขนาดย่อม!
กระต่ายป่าตัวอ้วนกลมหูยาว ั์ตาแป๋วแหวว หลากหลายสีสัน ทั้งสีขาวล้วน สีน้ำตาล สีเทา และสีด่างขาวดำจำนวนไม่ต่ำกว่าสี่สิบถึงห้าสิบตัว! กำลังะโดึ๋งๆ ไปมาอย่างเริงร่าบางตัวกำลังดมกลิ่นอ่างหิน บางตัวแทะยอดหญ้าและบางตัวก็กำลังยืนสองขาชะเง้อมองมาที่อีไลอัสด้วยความอยากรู้อยากเห็น
และตรงกึ่งกลางของวงล้อมกองทัพกระต่ายนั้นบนโขดหินที่สูงที่สุด ปรากฏร่างของลูกบ้านหมายเลขสาม... ‘เดซี่’ กระต่ายอสูรที่มีใบไม้เวทมนตร์งอกอยู่บนหูมันกำลังนั่งยืดอกอย่างภาคภูมิใจราวกับแม่ทัพที่เพิ่งพากองกำลังกลับมาจากสมรภูมิ
“อรุณสวัสดิ์เ้านาย!” เสียงใสๆของเดซี่ดังก้องขึ้นในหัวของอีไลอัสผ่านสายใยพันธสัญญา “ฉันพาเพื่อนๆ มาแนะนำให้รู้จักแน่ะ!”
อีไลอัสยกมือขึ้นขยี้ตาตัวเองแรงๆเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาด “เดี๋ยวนะเดซี่... นี่มันเกิดอะไรขึ้น? แกไปเปิดฟาร์มกระต่ายมาั้แ่เมื่อไหร่? แล้วพวกนี้คือกระต่ายอสูรสายพฤกษาเหมือนแกหมดเลยเหรอ!?”
เดซี่ส่ายหัวจนใบไม้บนหูส่ายดุ๊กดิ๊ก“เปล่าหรอกเ้านายพวกนี้คือกระต่ายป่าธรรมดาๆ ไม่มีเวทมนตร์ไม่มีมานา พวกมันเป็แค่ญาติห่างๆ ของฉันในป่าชั้นนอกน่ะ” กระต่ายอสูรตัวอ้วนกลมะโลงมาจากโขดหินมาหยุดอยู่แทบเท้าของสถาปนิกน้อย “เมื่อคืนฉันออกไปคุยกับพวกมันมาพวกมันบอกว่า่นี้หมาป่าดุร้ายมาก แถมอาหารในป่าก็หายาก ฉันเลยบอกพวกมันว่าที่นี่มีบ้านหินที่ปลอดภัย มีกำแพงแข็งแรงและมีเ้านายใจดีที่มีแปลงผักใหญ่เบ้อเริ่ม! ฉันเลยไปชวนพวกมันมาอยู่ด้วยกันซะเลย!”
“ห๊ะ!! อะไรนะ!!นี่เธอไปลากฝูงก้อนขนไร้ประโยชน์พวกนี้มาแย่งข้าวพวกเรากินงั้นเรอะ!” ฟินน์ที่เพิ่งตื่นและเดินงัวเงียตามออกมาพอเห็นประชากรกระต่ายนับสิบตัว ก็เบิกตากว้างและส่งเสียงโวยวายทันทีขนสีส้มแดงของมันพองฟูด้วยความหวงอาณาเขต “เ้านาย!ไล่พวกมันไปเลยนะ! บ้านเราไม่ใช่สถานสงเคราะห์สัตว์ป่านะเว้ย! ขืนปล่อยไว้ พวกมันได้แทะเสบียงมันเทศของเราจนหมดเกลี้ยงแน่!”
“โฮก...มีอะไรกัน... อาหารเช้า... มาส่งเหรอ...?” บาร์นีย์งัวเงียเดินตามออกมามันก้มลงดมๆ ฝูงกระต่ายป่าที่แตกฮือหลบทางให้มันราวกับแหวกทะเลแดงน้ำลายของหมีั์เริ่มสอ “กระต่ายน้อย...ดูนุ่มนิ่ม... แทะเพลิน...”
“หยุดเดี๋ยวนี้เลยบาร์นีย์!ห้ามกินพวกมันเด็ดขาด!” อีไลอัสรีบดึงใบหูหมีไว้ก่อนจะหันไปปรามฟินน์ “แกก็ใจเย็นๆ ฟินน์ ฉันเป็ผู้ใหญ่บ้านฉันจะเป็คนตัดสินใจเอง”
เด็กชายหันกลับมามองเดซี่ที่กำลังทำตาปริบๆอ้อนวอน “เดซี่...แกก็รู้ว่าตอนนี้เรากำลังขยายแปลงเกษตร ปัญหาความอดอยากเพิ่งจะเริ่มทุเลาลงถ้าฉันรับกระต่ายธรรมดาสี่สิบกว่าตัวนี้มาอยู่ด้วย ปริมาณการบริโภค ของเราจะพุ่งทะลุเพดานเลยนะพวกมันจะให้อะไรตอบแทนรัฐอิสระของเราได้บ้าง?”
เดซี่ยืดอกขึ้นอย่างมั่นใจ“เ้านายประเมินพวกมันต่ำไปแล้ว!ถึงพวกมันจะไม่มีเวทมนตร์เร่งการเติบโตเหมือนฉัน แต่พวกมันคือ ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร ’ ระดับปฏิบัติการเลยนะ!”
กระต่ายอสูรเริ่มพรีเซนต์งานอย่างฉะฉาน“พวกมันมีกรงเล็บและฟันที่ออกแบบมาเพื่อการถางหญ้าและขุดดินโดยเฉพาะ!ถ้าเ้านายให้พวกมันไปอยู่ในโซนเกษตรกรรม พวกมันจะช่วย ถอนวัชพืช ที่มาแย่งสารอาหารพืชหลักของเราจนเตียนโล่งพวกมันช่วย พรวนดิน ตอนที่มันขุดรูทำให้ดินร่วนซุยและรากพืชเดินได้ดีขึ้น... และที่สำคัญที่สุดนะเ้านาย...”
เดซี่ขยิบตา “พวกมันอึเก่งมาก!และอึของกระต่ายน่ะ คือสุดยอดของดีเลยนะ!”
คำพูดประโยคสุดท้ายของเดซี่ทำเอาิญญานักออกแบบผังเมืองและเกษตรกรของอีไลอัสสว่างวาบขึ้นมาทันที!
“จริงด้วย!”อีไลอัสทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือตัวเอง ดวงตาเปล่งประกาย “ตามหลักพฤกษศาสตร์และปฐีวิทยา ... มูลกระต่ายถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของ‘ปุ๋ยเย็น ’! มันแตกต่างจากมูลของสัตว์ชนิดอื่นตรงที่มันมีอัตราส่วนของไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่สมดุลอย่างน่าเหลือเชื่อและที่สำคัญที่สุด... มันไม่ต้องผ่านกระบวนการหมัก ก่อนใช้งาน!เราสามารถเอามูลกระต่ายไปโรยใส่โคนต้นพืชได้โดยตรงโดยที่มันจะไม่ทำให้รากพืชเกิดอาการ ‘ไหม้’ เหมือนปุ๋ยคอกชนิดอื่น!”
สถาปนิกน้อยมองดูกองทัพกระต่ายตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปมันไม่ใช่ภาระ ไม่ใช่ก้อนขนไร้ประโยชน์ แต่นี่คือ ‘ระบบนิเวศน์หมุนเวียน ’ ที่เดินได้!พวกมันกินวัชพืชและเศษผักที่เหลือทิ้งแล้วแปลงสภาพให้กลายเป็สุดยอดปุ๋ยอินทรีย์ชั้นเลิศ เพื่อนำไปบำรุงแปลงเกษตรให้งอกงามควบคู่ไปกับเวทมนตร์ของเดซี่
การลงทุนนี้...คุ้มค่ายิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่!
“เอาล่ะเดซี่ข้อเสนอ ของแกได้รับการอนุมัติ!” อีไลอัสประกาศก้อง “พวกมันยอมแลกเปลี่ยนแรงงานปุ๋ยและการพรวนดินกับที่พักที่ปลอดภัยและเศษอาหารใช่ไหม?”
“ใช่เลยเ้านาย!พวกมันขอแค่ไม่โดนหมาป่ากินตอนนอนหลับก็พอแล้ว!”
“งั้นก็เตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการขึ้นทะเบียนราษฎร์ ได้เลย!”
อีไลอัสกางแขนออกเขาเรียกใช้งานหน้าต่างระบบ [พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย ] การทำสัญญาครั้งนี้แตกต่างออกไปเพราะเป้าหมายไม่ใช่สัตว์อสูรที่มีมานา แต่เป็สัตว์ป่าธรรมดา อย่างไรก็ตามกฎของระบบไม่ได้กีดกันสิ่งมีชีวิตใดๆ ตราบใดที่พวกมัน ‘ยินยอม’ที่จะอยู่ภายใต้การปกครองและทำตามกฎของอาณาเขต
แสงสีทองแผ่ขยายออกจากฝ่ามือของสถาปนิกน้อยครอบคลุมพื้นที่ลานกว้างจนมิด อาบไล้ร่างของกระต่ายป่าทั้งสี่สิบกว่าตัวเอาไว้พวกมันไม่มีความตื่นตระหนก แต่กลับหลับตาพริ้มรับความอบอุ่นนั้นสัญลักษณ์สถาปนิกเรืองแสงปรากฏขึ้นจางๆ บนหน้าผากของพวกมันทุกตัว ก่อนจะซึมหายไป
[ เงื่อนไขบรรลุผล:ท่านได้ทำสัญญาหมู่ กับสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์กระต่ายป่า]
[ สวัสดิการที่ทำงาน:Sanctuary Regen (ระดับพื้นฐาน) และการคุ้มครองในอาณาเขต SafeHaven ]
ทันทีที่สัญญาเสร็จสิ้นอีไลอัสก็ััได้ถึงกระแสความจงรักภักดีและความอุ่นใจที่ส่งผ่านมาตามสายใยบางๆแม้เขาจะฟังภาษาของพวกมันไม่ออกโดยตรงเหมือนสัตว์อสูร แต่เขาสามารถรับรู้ ‘เจตจำนง’ ของพวกมันผ่านเดซี่ที่เป็ตัวกลางได้
“เอาล่ะในเมื่อเป็ประชากรของเฮเซลบรุคแล้วกฎข้อแรกคือเราจะไม่ให้ใครต้องนอนตากฝนหรือเสี่ยงอันตราย!” อีไลอัสหมุนตัวกลับหลังหัน“ทีมงาน! เคลื่อนพลไปที่โซนเกษตรกรรม วันนี้ฉันจะสร้างบ้านใหม่ให้พวกแก...เป็บ้านที่พวกแกจะต้องหลงรัก!”
ขบวนการก่อสร้างขนาดย่อมมุ่งหน้าไปยังแปลงเกษตรทางทิศใต้ทันทีพื้นที่แห่งนี้ถูกล้อมด้วยตาข่ายไม้กั้นอาณาเขตไว้แล้ว อีไลอัสหยุดตรงแปลงเกษตร 9แปลง มองขึ้นไปทางทิศเหนือ ถึงแม้เขาจะจัดโซนที่อยู่อาศัยไว้ทางทิศตะวันออกแต่เหล่ากระต่ายควรอยู่ในโซนเกษตร เขาเดินไปทางทิศตะวันตกหยุดตรงหน้าบ้านหินที่มีระยะห่างประมาณ 50 เมตร
"สัญชาตญาณของกระต่ายป่าพวกมันรู้สึกปลอดภัยที่สุดเมื่อได้อยู่ใต้ดิน " อีไลอัสวิเคราะห์"แต่ถ้าฉันปล่อยให้พวกมันขุดโพรงสะเปะสะปะ ดินตรงนี้จะยุบตัว และถ้าฝนตกหนักน้ำก็จะท่วมโพรงจนพวกมันจมน้ำตาย ฉันต้องใช้หลักการของ ‘สถาปัตยกรรมใต้ผิวดิน ’ มาประยุกต์ใช้!"
เด็กชายสั่งให้บาร์นีย์รับบทเป็รถแบ็กโฮขุดดินหมีั์ตะกุยหน้าดินจนเกิดเป็ร่องลึกยาว ผิวดินชั้นบนถูกเปิดออกเผยเนื้อดินด้านในที่แน่น ชื้น และเย็นกว่าอย่างชัดเจนกลิ่นดินสดใหม่ลอยขึ้นมาปะทะปลายจมูก เป็กลิ่นของผืนโลกที่ยังมีชีวิต
อีไลอัสกำหนดระดับความลึกไว้เพียงหนึ่งเมตรครึ่งก่อนยกมือสั่งหยุด
“พอแล้วบาร์นีย์…ต่อไปเป็หน้าที่ของสถาปนิก”
เขาะโลงไปในหลุม รองเท้าหนังเหยียบลงบนผิวดินแน่นที่ถูกปรับระดับจนเรียบเสมอกันก้อนหินแม่น้ำถูกหยิบมาเรียงทีละก้อนตามแนวผนังแต่ละก้อนถูกกดให้เข้าล็อกอย่างแม่นยำด้วยสกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร]จนเกิดเป็ผนังหินที่เรียบแน่น ราวกับมันถูกหล่อขึ้นมาจากก้อนเดียว
พื้นผิวดินหยาบค่อยๆ หายไปถูกแทนที่ด้วยแนวหินสีธรรมชาติที่เรียงตัวแนบสนิท ไม่มีรอยแตก ไม่มีช่องว่างไม่มีจุดอ่อนใดให้เห็น
จากนั้นเขาเริ่มสร้าง “หลังคา”
กิ่งไม้เนื้อเหนียวถูกนำมาพาดขวางจากผนังด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งดัดให้โค้งเข้าหากันทีละ่ จนเกิดเป็โครงสร้างรูปโค้ง ต่อเนื่องเป็จังหวะสม่ำเสมอเส้นโค้งแต่ละเส้นเชื่อมกันอย่างพอดีราวกับกระดูกสันหลังของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่กำลังโอบอุ้มพื้นที่ภายในไว้
ช่องว่างระหว่างโครงถูกสานด้วยกิ่งไม้เล็กและหญ้าคาอย่างแ่าก่อนที่ดินที่ขุดออกมาก่อนหน้านี้ จะถูกกวาดกลับมาถมทับลง้า
ดินค่อยๆ ทับซ้อนกันทีละชั้น กดทับ แน่นขึ้นนิ่งขึ้น
จนในที่สุด มันก็กลายเป็ “เนินดิน”
เนินดินโค้งนูนขนาดใหญ่สองเนินยกตัวขึ้นจากพื้นอย่างเป็ธรรมชาติราวกับมันเป็ส่วนหนึ่งของภูมิประเทศมาั้แ่แรกผิว้าถูกปกคลุมด้วยเศษหญ้าและดินร่วนละเอียด สีเขียวอ่อนเริ่มแต้มขึ้นเป็หย่อมๆจากยอดหญ้าที่ค่อยๆ ชูตัวรับแสงแดด
เศษใบไม้เล็กๆ ปลิวมาตกบนผิวเนิน เถาวัลย์บางเส้นเริ่มเลื้อยแทรกดอกไม้จิ๋วสีขาวและเหลืองแซมอยู่ตามรอยดิน
ทั้งหมดนี้… ทำให้โครงสร้างที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อนดูราวกับมัน “มีชีวิต” และ “เติบโตขึ้นเองจากผืนดิน”ทางเข้าของแต่ละโพรงถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน
ท่อนไม้กลวงถูกฝังเฉียงขึ้นจากพื้นเล็กน้อยปลายท่อเปิดออกเป็ปากอุโมงค์ทรงกลม ขนาดพอดีกับร่างของกระต่ายรอบปากท่อถูกล้อมด้วยหินแม่น้ำเรียงแน่นเป็วง รับกับรูปทรงโค้งอย่างลงตัว
เงาอ่อนๆ ภายในท่อให้ความรู้สึกทั้งปลอดภัย… และน่าค้นหาในเวลาเดียวกัน
เมื่อก้มมองเข้าไปด้านในอุโมงค์ไม่ได้แคบอย่างที่คิดแต่มันค่อยๆ เปิดกว้างขึ้นทีละนิด
ผนังด้านในเป็แนวหินเรียงแนบสนิทไปตามความโค้งของโครงสร้างแสงแดดจากปากอุโมงค์ตกลงมาเป็ลำบางๆ สาดกระทบผนังหิน เกิดเป็เงาสลัวที่ทอดยาวลึกเข้าไป
ด้านในสุด พื้นที่เปิดออกเป็โพรงกว้างภายในโพรงกว้างนั้น ไม่ได้เป็เพียงพื้นที่โล่งว่างแต่ถูกจัดสรรอย่างมีระเบียบอย่างน่าประหลาดกองหญ้าแห้งถูกกองเป็เบาะนุ่มสำหรับพักผ่อนมุมหนึ่งถูกใช้เป็ที่เก็บรากไม้และหัวพืชที่ถูกขุดขึ้นมาเรียงอย่างเป็ระเบียบขณะที่โพรงเล็กด้านข้างหลายช่องถูกแบ่งเป็พื้นที่ส่วนตัวของแต่ละตัว
แสงแดดอ่อนๆ จากปากอุโมงค์ส่องลงมากระทบผนังดินและหิน เกิดเป็บรรยากาศอบอุ่นราวกับบ้านจริงๆ มากกว่าที่พักชั่วคราว
ทางแยกหลายสายแผ่ขยายออกจากจุดศูนย์กลางเชื่อมต่อกันเป็เครือข่ายใต้ดินราวกับรากของต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดินเดียวกัน
ที่นี่…ไม่ใช่แค่ “โพรง”แต่มันคือ “บ้าน” บ้านที่ปกป้องจากฝน
บ้านที่เก็บความอบอุ่นในฤดูหนาวบ้านที่เย็นสบายในฤดูร้อน บ้านที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนโลกอย่างแเี
“เสร็จสิ้น… บ้านหลุมกระต่ายเชิงนิเวศ ”เสียงของอีไลอัสดังขึ้นเบาๆ
และทันทีที่เดซี่พยักหน้ากองทัพก้อนขนก็พุ่งเข้าไป!
ร่างเล็กๆ สีขาว น้ำตาล เทาและด่างขาวดำ ไหลทะลักเข้าสู่ปากอุโมงค์ราวกับสายน้ำมีชีวิต เสียงฝีเท้าเบาๆดังก้องสะท้อนจากภายใน พวกมันวิ่งสำรวจไปตามทางแยก มุดผ่านโพรงหนึ่งสู่อีกโพรงหนึ่ง
บางตัวหยุดอยู่ในโพรงกว้างบางตัววิ่งทะลุไปอีกฝั่ง บางตัวโผล่ออกมาจากเนินอีกด้านด้วยท่าทางตื่นเต้น
ระบบทั้งหมดเชื่อมถึงกันอย่างสมบูรณ์
เดซี่ เอาแก้มปุกปุยถูไถกับมือของเด็กชาย “ขอบคุณนะเ้านาย! บ้านใหม่เจ๋งสุดๆ ไปเลย! รับรองว่าพวกมันจะขยันทำงานจนเ้านายปลูกผักไม่ทันเลยล่ะ!”
อีไลอัสหัวเราะร่วนมองดูกองกำลังเกษตรกรรมที่กำลังขะมักเขม้นทำงานอย่างแข็งขัน
“วิกฤตเสบียงได้รับการแก้ไขแถมยังได้ระบบผลิตปุ๋ยอัตโนมัติมาแบบฟรีๆ...” สถาปนิกน้อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก“ดูเหมือนว่าโซนเกษตรกรรมแห่งรัฐอิสระเฮเซลบรุคจะพร้อมเดินเครื่องผลิตเสบียงเต็มสูบแล้วล่ะนะ!”
“ถ้ามันแทะของฉันนะ… ฉันไม่ปล่อยไว้แน่…” ฟินน์พึมพำ แต่หางของมันกลับแกว่งเบาๆ อย่างไม่รู้ตัว
ท่ามกลางแสงแดดยามสายที่สาดส่องรอยยิ้มของอดีตมนุษย์เงินเดือนผู้พบความสุขในการสร้างเมืองผสมผสานไปกับความมีชีวิตชีวาของเหล่าลูกบ้านข้ามเผ่าพันธุ์ตำนานแห่งมหานครในป่าต้องห้าม... ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้นอย่างงดงาม.
[ คลาส:ผู้รังสรรค์แห่งความสงบสุข ]
[ เลเวลตัวละคร: Lv.5]
[ สกิล:สถาปนิกแห่งพงไพร Lv.5, พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย Lv.5 ]
[รายงานประชากรรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค: รวม 44 ชีวิต ]
[ ลูกบ้านในพันธสัญญา:
ลูกบ้านอสูร(พันธสัญญาหลัก):
ฟินน์ (จิ้งจอกอสูรระดับ C)
บาร์นีย์ (หมีั์อสูร ระดับ A)
เดซี่ (กระต่ายอสูรระดับ C)
ประชากรทั่วไป(แรงงาน/ผู้อยู่อาศัย) :
กระต่ายป่าธรรมดา 40 ตัว(สังกัดแผนกเกษตรกรรม)