23.....
“จริงหรือครับท่านผมไม่ต้องเกิดเป็คนปัญญาอ่อนคู่กับพ่อใช่ไหมครับ”
ชวินถามด้วยความดีใจ
“ใช่...เ้าจะไม่ปัญญาอ่อนเหมือนพ่อแต่จะปัญญาดีมาก เรียกว่าฉลาดแสนรู้เลยล่ะ”
“ฉลาดแสนรู้หรือครับ..แต่เอ๊ะ..คำว่าฉลาดก็ดีนะครับแต่ทำไมต้องมีแสนรู้ด้วยครับ”
ชวินชักใจคอไม่ดี
“แล้วคำว่าแสนรู้ เขาใช้กับอะไรบ้างล่ะคนฉลาด ๆ อย่างเ้าที่เรียนจบถึงมหาวิทยาลัยน่าจะคิดออกนะ”
“ทะ..ท่านขอรับ..แสนรู้ใช้กับ...มะ..หมา...” ชวินบอกเสียงสั่น
“ฮ่ะ ๆ ๆ ฉลาดแสนรู้จริง ๆ ซะด้วย”
พญายมราชหัวเราะชอบใจพลอยทำให้เทพทั้งหลายหัวเราะไปด้วย
“มะ..มะ..หมายความว่าผมจะเกิดปะ ปะ..เป็....”
ชวินพูดตะกุกตะกักไม่กล้าเอ่ยคำที่คิดออกมา
“ถะ..ถะ..เอ๊ย!..ถูกต้อง เกิดเป็หมอสะระอา..หมา..หรือสุนัขนั่นเอง...แต่ไม่ต้องเสียใจไปหรอกนะ เ้าไม่ได้ตกระกำลำบากเป็หมาจรจัดไร้เ้าของหรอก เพราะผลจากการที่เ้าไปทำบุญทอดผ้าป่าไงล่ะทำให้เ้าได้เป็สุนัขที่มีเ้าของ แถมเ้าของก็ไม่กระจอกซะด้วยเขาจะปรนเปรอดูแลเ้าเป็อย่างดี เรียกว่าเป็หมาของคนรวยว่างั้นเถอะ”
“ทำไมผมจะต้องเกิดเป็หมาด้วยขอรับ..”ชวินครวญน้ำตานองหน้า
“รึเ้าอยากจะเปลี่ยนกับพ่อเ้าไปเป็คนปัญญาอ่อนขาเป๋มือหงิกล่ะ”
“เอาไหมวะไอ้วิน ข้าขอเป็หมาของคนรวย ดีกว่าเป็คนปัญญาอ่อนร่างกายไม่สมประกอบว่ะ” ทองก้อนบอกกับลูกชาย
“เฮ้ย!...ข้าพูดเล่นโว้ยเื่ของกรรมแลกเปลี่ยนกันไม่ได้ กรรมของใครก็ของคนนั้น รับแทนกันไม่ได้ สรุปแล้วนายชวินเ้าจะต้องไปเกิดเป็สุนัข…นี่ถ้าเ้ามีผลบุญมากกว่านี้ถึงได้เกิดเป็คนเ้าก็จะเกิดเป็คนที่ผิดเพศอยู่ดี อาจจะได้เป็เกย์หรือไม่ก็ทอมเพราะผลจากความเ้าชู้กะล่อนไงล่ะ”
“แต่เกิดเป็หมาแล้วคงไม่เป็หมาตุ๊ดหมาแต๋วหรือเกย์หรอกนะครับ”
ชวินรำพึงเสียงแหบพร่าน้ำตาอาบแก้ม
“โธ่..ไอ้วินลูกพ่อ..เราจะต้องจากกันไม่ได้เจอกันอีกแล้วหรือนี่”
ทองก้อนโอบกอดลูกชายด้วยความอาลัยรัก
“เดี๋ยวก็ได้เจอกัน ไม่ต้องกลัวหรอกน่า..”พญายมราชปลอบใจ
“ผมกับพ่อจะได้เจอกันเหรอครับ..ผมเกิดเป็หมาของพ่อใช่ไหมครับ”
“ไม่บอกเดี๋ยวไม่ตื่นเต้น..เอาไว้ลุ้นเอาเองแล้วกัน เอาล่ะเลิกศาล!..”
สิ้นคำกล่าว ภาพสำนักงานศาลก็หายวับไปทันที เช่นเดียวกับที่ร่างของสองพ่อลูกก็ถูกแรงเหวี่ยงมหาศาลให้หายวับไปอย่างไม่สามารถที่จะต้านทานพลังลึกลับนั้นได้
สิปปกรปลอบใจนัฏนรีมาตลอดทางจนเธอรู้สึกสบายใจและปล่อยวางกับสิ่งที่ชวินทำเอาไว้ได้ เพราะถึงอย่างไร นัฏนรีก็ยังรู้สึกดีต่อชวินอยู่เหมือนเดิม หากลูกของกระต่ายคลอดออกมานัฏนรีก็คงอดที่จะไปดูไม่ได้ ถ้าเป็ชวินมาเกิดจริง ๆ เธอจะขอมีส่วนช่วยเหลือครอบครัวของนางบุญมาบ้าง
“ใกล้จะถึงบ้านดรีมแล้วนะ..ดรีมอยากหาของว่างอะไรทานก่อนไหมเป็ไอศรีมก็ได้”
สิปปกรกล่าวชวน เขาอยากจะมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดสองต่อสองกับนัฏนรีนานๆ เขาจึงได้ขับรถช้า ๆ และหากเส้นทางไหนที่จะอ้อมให้ไกลได้เขาก็ขับรถอ้อมไป
“ไอศรีมเหรอ..ก็ดีนะ”
“งั้นแวะที่สเวนเซ่นแถวห้างใกล้บ้านดรีมนะ”
“แต่..ดรีมไม่อยากไปแล้วล่ะปอนด์”
“ทำไมล่ะ”
“ก็ดูสภาพของดรีมสิ ยังกะคนพิการต้องให้ปอนด์คอยประคองตลอดปอนด์ไม่อายคนเขารึไงเล่า”
“โธ่..นึกว่าอะไร..ปอนด์ไม่เห็นจะต้องอายใครเลยปอนด์มีความสุขที่ได้ดูแลดรีม..จริง ๆ นะ” สิปปกรหันมาทำตาหวานซึ้งก่อนจะหันไปดูทางต่อ
นัฏนรีเริ่มรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมานี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สิปปกรพยายามพูดแบบนี้ สิปปกรไม่ใช่คนปากหวานเหมือนกับชวินก็จริง แต่คำพูดของเขาก็ทำให้เธออบอุ่นใจไม่น้อย แต่ต่อไปนี้คำพูดหวาน ๆ ดี ๆ ของผู้ชายจะต้องไตร่ตรองให้ดี ไม่เช่นนั้นก็จะเป็เหมือนชวินที่พูดจาเอาอกเอาใจปากหวาน แต่ลับหลังนั้นเขาก็ไปหวานกับผู้หญิงคนอื่นด้วยเช่นกัน แต่ความรู้สึกของนัฏนรีกลับไม่คิดว่าสิปปกรจะเป็คนนิสัยแบบนั้นไปได้ เพราะจากที่คบหาเป็เพื่อนกันมานานเธอยอมรับว่าสิปปกรเป็เพื่อนที่จริงใจกับเธอมาก เขาแสดงให้เธอเห็นมาหลายครั้งแล้วโดยเฉพาะครั้งที่เธอประสบอุบัติเหตุจนถึงตอนนี้เขาก็ยังดูแลเอาใจใส่เธออยู่เสมอมา
“ไม่ต้องแวะห้างนะปอนด์ แต่ไปที่บ้านสวนของคุณยายกันยากันดีกว่า”
“ดรีมอยากจะไปหาคุณยายของปอนด์เหรอ”
“ใช่..ดรีมอยากจะไปกราบท่านแล้วก็ถามในสิ่งที่อยากรู้อีกจะได้ไม่ค้างคาใจ”
“แต่..ปอนด์ว่าเอาไว้วันหลังดีกว่านะ”
“ถ้าปอนด์ไม่พาไปก็ปล่อยดรีมลงก็ได้ ดรีมจะเรียกแท็กซี่ไปบ้านสวนคุณยายกันยาเอง”
นัฏนรีบอกด้วยความน้อยใจ เธอก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมพักนี้ถึงได้ขี้น้อยใจบ่อยเหลือเกิน
“คนป่วยคนนี้ขี้งอนจังเลย..ตกลงจ้า..ปอนด์พาไปก็ได้”
เขาหันไปพูดกระเซ้าคนป่วยให้หายงอนซึ่งฝ่ายนั้นก็อมยิ้มด้วยความพอใจ ระหว่างที่เดินทางไปบ้านสวนนั้นไปรยาก็โทรศัพท์เข้ามือถือของสิปปกร เพื่อบอกเื่ของเ้าดุ๊กดิ๊ก
“คุณพีเจ..จะกลับจากออสเตรเลียพรุ่งนี้แล้วเหรอ..อือ..แค่นี้ก่อนนะยาคุยไม่สะดวก เอาไว้ปอนด์โทรกลับดีกว่า”
สิปปกรรีบพูดตัดบท ด้วยเกรงว่าจะเผลอพูดเื่ที่เ้าดุ๊กดิ๊กไปอยู่ที่บ้านของปัญจพลนั่นเองเขาไม่อยากให้นัฏนรีรับรู้ในความจริงข้อนี้ เนื่องจากได้ให้ข้อมูลกับนัฏนรีไปแล้วว่าเ้าดุ๊กดิ๊กอยู่ที่โรงพยาบาล
“ยัยยาโทรมาทำไม..แล้วคุณพีเจอะไรนั่นเป็ใคร”
นัฏนรีได้ยินการสนทนาจึงเอ่ยถามขึ้น
“อ๋อ..ยาเขาบอกว่าคุณพีเจจะกลับจากออสเตรเลียน่ะ”
“แล้วเขาเป็ใครล่ะ ดรีมไม่เคยได้ยินชื่อพีเจนี้มาก่อนเลยนะ”
“เขาเป็นักธุรกิจ เป็เอ้อ..เพื่อนของยา”
สิปปกรบอกอย่างไม่สบายใจที่ต้องปิดบังความจริง
“แปลกเพื่อนของยัยยาทำไมดรีมไม่รู้จักล่ะ แล้วปอนด์รู้จักเหรอ”
“ไม่รู้จักหรอกจ๊ะ..เอ..จะซื้ออะไรไปฝากคุณยายดีน้า..”
สิปปกรรีบเฉออกไปพูดเื่อื่นแทน
“คุณยายท่านชอบทานอินทผาลัมไม่ใช่เหรอ” นัฏนรียังจำได้
“อ๋อ..ใช่ใช่..แต่เพื่อนคุณแม่เพิ่งจะเอามาฝากคุณยายตั้งหลายกิโลคงกินไม่หมดเร็ว ๆ นี้หรอก”
“ถ้าอย่างนั้นเราก็ซื้อผลไม้พวกสาลี่แล้วก็กีวี่ก็ได้นี่” นัฏนรีแนะนำ
“่นี้ผลไม้ที่คุณแม่ฝากให้ปอนด์ซื้อไปใส่ตู้เย็นที่บ้านคุณยายยังเหลือบานเลย เราไปตัวเปล่าก็ได้”
สิปปกรบอก ทำให้นัฏนรีพยักหน้าเออออตาม
เมื่อมาถึงบ้านสวนทั้งคู่ก็รีบไปหายายกันยามาศทันที ซึ่งขณะนั้นกำลังนั่งสมาธิอยู่ที่ห้องพระ และได้สั่งป้าผาณิตเอาไว้ไม่ให้ใครรบกวน คุณยายจะนั่งหลายชั่วโมงทำให้นัฏนรีรู้สึกผิดหวัง แต่ก็จำใจต้องลากลับโดยมีสิปปกรขับรถไปส่งที่บ้านทำให้ทั้งคู่ได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น
สิปปกรกลับมาที่คอนโด พบว่ามารดาของเขามีแขกมาพักด้วยสองคน คือ คุณศศิธร กับ ลูกสาวชื่อเอมี่
คุณศศิธรนั้นเขาเคยได้เจอมาแล้วสองครั้งส่วน เอมี่ ลูกสาวคนเดียวของคุณศศิธรนั้น สิปปกรเพิ่งจะได้พบเป็ครั้งแรกและเขายอมรับว่าเอมี่ เป็ผู้หญิงที่สวยสะดุดตาไม่น้อย เธอมีรูปร่างสูงระหงส์ใบหน้ารูปไข่ได้ความคมเข้มมาจากบิดาชาวดูไบไม่น้อยผิวของเธอแม้ไม่ได้ขาวจัดแต่ก็ดูไม่คล้ำออกจะเนียนสวยน่ามองด้วยซ้ำ
“เอมี่พูดไทยได้ค่ะ”
เอมี่รีบบอกสิปปกรทันทีหลังจากที่เขากล่าวทักทายเอมี่เป็ภาษาอังกฤษ
“เอมี่กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสุดท้ายคงจะรุ่นน้องปอนด์สักปีสองปีเห็นจะได้”
คุณศศิธรบอกกับสิปปกร
“นายปอนด์เรียนจบสถาปัตย์ตอนนี้ก็กำลังเตรียมตัวไปเรียนต่อโทที่อเมริกา”
มารดาของสิปปกรบอกกับเพื่อนบ้าง
“อุ๊ย!..พี่ปอนด์จะไปเรียนอเมริกาหรือคะเอมี่ก็คิดจะไปเรียนต่อที่นั่นอยู่เหมือนกันค่ะ”
เอมี่บอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเธอรู้สึกถูกชะตากับสิปปกรั้แ่แรกเห็นแล้ว จะเรียกว่าเธอปิ๊งเขาก็ว่าได้
“เอาไว้เรียนให้จบมหาลัยที่ดูไบก่อนเถอะเอมี่”
มารดาของเอมี่กล่าวเตือนลูกสาวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“แล้วจะไปอเมริกาเมื่อไหร่ละจ๊ะ”
คุณศศิธรถามลูกชายเพื่อน
“คงต้องรออีกสักระยะหนึ่งก่อนครับ”สิปปกรบอก
“ความจริงนายปอนด์ต้องไปเดือนนี้แหละแต่เผอิญเกิดอุบัติเหตุกับเพื่อนสนิทในกลุ่มเขาน่ะ คนหนึ่งเสียชีวิต อีกคนหนึ่งก็าเ็ต้องคอยเทคแคร์น่ะ” คุณประภาวรรณเป็คนบอกแทนลูกชาย
“อ๋อ..งั้นหรือ..ถ้าอย่างนั้น่นี้ก็ยังว่างอยู่น่ะสิ”คุณศศิธรถาม
“ครับคุณป้า”
“งั้นก็ดีสิ..เอมี่จะได้มีคนพาเที่ยว”
คุณศศิธรหันมาสบตากับลูกสาวเห็นเอมี่ยิ้มด้วยความพอใจ เพราะเอมี่ตั้งใจที่จะมาเที่ยวเมืองไทยหลายวัน ในขณะที่มารดาต้องเดินทางกลับดูไบก่อน
“พี่ปอนด์มีเวลาพาเอมี่เที่ยวหรือเปล่าคะ”เอมี่รีบถาม
“สุภาพบุรุษอย่างนายปอนด์มีหรือจะไม่มีเวลาพาสาวน้อยจากดูไบทัวร์ทั่วไทย จริงไหมตาปอนด์”
คุณประภาวรรณหันมามองหน้าลูกชาย
“ครับ..” เขาตอบรับด้วยความเต็มใจ
“ขอบใจมากลูก ป้าก็จะได้สบายใจหายห่วงตอนแรกก็กังวลว่าเอมี่จะไปเที่ยวยังไงคนเดียว” คุณศศิธรบอกตามตรง
“คุณป้าไม่ไปเที่ยวด้วยกันหรือครับ”
“ป้าก็อยากไปอยู่หรอก แต่พอดีธุรกิจที่โน่นกำลังยุ่งป้าจะกลับดูไบคืนนี้แหละ”
คุณศศิธรบอก
“คุณป้าศศิ ต้องไปขึ้นเครื่องคืนนี้ปอนด์ก็ต้องเป็โชเฟอร์ขับรถไปส่งนะจ๊ะ แม่กับหนูเอมี่ก็จะไปส่งด้วย”
“ด้วยความยินดีครับผม”
แต่ก่อนที่ทุกคนจะได้ไปส่งคุณศศิธรที่สนามบินก็มีโทรศัพท์จากคุณยายกันยามาศเข้ามาที่มือถือของคุณประภาวรรณ และประโยคแรกที่คุณยายถามถึงคือ คุณศศิธร ซึ่งคุณประภาวรรณได้บอกมารดาไปว่าเพื่อนจะไปขึ้นเครื่องคืนนี้พอคุณยายรู้เช่นนั้นก็รีบทักท้วงขอให้ลูกสาวบอกคุณศศิธรให้ยกเลิกเที่ยวบินที่จะไปดูไบทันทีทำให้คุณประภาวรรณรู้สึกแปลกใจผสมงงงวยไม่น้อย
“นี่คุณแม่ เป็หมอดูั้แ่เมื่อไหร่คะเนี่ย..หรือว่าเข้าวัดมากๆ แล้วกลายเป็แม่หมอตาทิพย์ไปซะแล้ว”
ลูกสาวพูดสัพยอกมารดาด้วยความขบขันมากกว่าจะเชื่อถือคำเตือน
“เธออย่ามาพูดล้อเล่นกับความเป็ความตายเชียวนะแม่วรรณนี่ฉันเตือนด้วยความหวังดีนะ” คุณยายกันยามาศทำเสียงดุลูกสาวทางมือถือ
“แหม..คุณแม่ขา วรรณก็แค่พูดเล่นเอาเถอะค่ะวรรณจะบอกเพื่อนให้ แต่ไม่รู้ว่าศศิจะทำตามหรือเปล่านะคะ”
“ถ้าไม่ทำตามฉันก็คงช่วยอะไรเพื่อนเธอไม่ได้”
ยายกันยามาศบอกเสียงเรียบ
“คุณแม่รู้ได้ยังไงคะว่าจะเกิดอุบัติเหตุกับศศิ”
“เอาเป็ว่าฉันรู้ก็แล้วกันเธอมีหน้าที่บอกแม่ศศิธรก็พอ ว่าตอนนี้ให้เขาอยู่เมืองไทยก่อนสักสิบวันค่อยกลับดูไบ”
“อะไรกันคะต้องรออีกตั้งสิบวันเชียว..ศศิเขาเป็นักธุรกิจนะคะจะต้องไปดูแลกิจการกับสามีของเขาที่โน่น”
“ระหว่างที่รอ แล้วคลาดแคล้วภัยอันตรายกับดันทุรังที่จะไปเกิดเหตุไม่ดีก็เลือกเอา เธอต้องบอกเพื่อนเธอเสียก่อน ส่วนเขาจะเชื่อหรือไม่ ก็ต้องแล้วแต่โชคชะตาฟ้าลิขิต”
ยายกันยามาศบอกลูกสาวน้ำเสียงจริงจัง
“ค่ะ..เดี๋ยว วรรณบอกให้ก็แล้วกันว่าคุณแม่เตือนเื่อุบัติเหตุทางเครื่องบินที่อาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิต”
“มันไม่ใช่แค่เตือนอย่างเดียวนะแม่วรรณแต่ฉันขอห้ามไม่ให้เขาเดินทางคืนนี้รอให้เลยสิบวันไปก่อน”
“ค่ะ ค่ะ..วรรณบอกศศิให้ก็แล้วกัน”
ลูกสาวตัดบทคล้ายกับจะรำคาญมารดา
“ให้แม่ศศิธรมาคุยกับฉันดีกว่า”
ยายกันยามาศเปลี่ยนใจเกรงว่าลูกสาวจะไม่บอกเพื่อน
“ศศิกำลังยุ่งเก็บข้าวของอยู่ค่ะเอาไว้วรรณบอกให้เอง”
“แน่ใจนะว่าเธอจะบอกตามที่ฉันพูดทั้งหมด”
“แหม..วรรณไม่ได้ความจำเสื่อมนะคะคุณแม่รับรองจะเล่าทุกอย่างไม่ให้ขาดตกไปสักคำเลยค่ะ คุณแม่จะคุยกับปอนด์ต่อไหมคะ”
“ไม่ล่ะ..ฉันจะเข้าห้องพระแล้ว”
“งั้นราตรีสวัสดิ์ค่ะคุณแม่”
“อย่าลืม...ห้ามเพื่อนเดินทางล่ะ”
ก่อนวางสายคุณยายกันยามาศก็ไม่วายที่จะกำชับอีกรอบแต่คุณประภาวรรณก็ไม่ได้สนใจมากนัก เธอคิดว่ามารดาคงจะนั่งสมาธิมากจนเกินไปทำให้เห็นภาพโน่นนี่ไปหมดแต่จะว่าไปครั้งนี้ก็ถือเป็ครั้งแรกที่มารดาของเธอเตือนเช่นนี้ หรือว่ามารดาจะเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าจริงๆ หากเธอบอกกับเพื่อนไปแล้ว ถ้าไม่มีเหตุการณ์ร้าย ๆ เกิดขึ้นล่ะศศิธรจะไม่พอใจเธอหรือเปล่าที่ทำให้เสียเวลาในการทำธุรกิจ เพราะเื่แบบนี้จะหาคนที่พยากรณ์ได้แม่นยำนั้นยากนักหนาแล้วที่ผ่านมาคุณยายกันยามาศก็ยังไม่เคยทำนายทายทักให้เป็ที่ประจักษ์ชัดในความจริงมาก่อน หากไม่เป็ไปตามคำทำนายคนที่จะถูกมองเป็คนที่ไม่น่าเชื่อถือก็คือคุณยายกันยามาศผู้เป็มารดาของเธอเองพอคิดได้ดังนั้น คุณประภาวรรณจึงตัดสินใจที่จะไม่บอกเพื่อน