หรงเฟยฮวาเด็ดเอาฝักบัวมาพอประมาณแล้วจึงเริ่มลงมือขุดเอารากบัวออกมาจากโคลน นางถกแขนเสื้อขึ้นก่อนจะเอื้อมลงไปขุดคุ้ยเอาส่วนรากออกมา เมื่อดึงขึ้นมาดูแล้วก็จะมองเห็นเป็หัวสีขาวๆ ขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ
“พี่รองท่านอย่าลืมขุดรากของมันไปด้วยนะเ้าคะ” นางะโบอกหรงหย่งฉือที่ยืนเก็บอยู่อีกด้านเสียงดัง
หรงหย่งฉือผู้เห่อน้องสาวจักไม่ตามใจนางเชียวหรือ เมื่อสังเกตจนรู้วิธีการโดยรวมแล้วเขาก็จัดการลงมือขุดออกมาในทันที
สองพี่น้องขยันขันแข็งเป็อย่างมาก เพียงแค่หนึ่งเค่อ[1]ก็สามารถเก็บมาได้ตั้งสองตะกร้าใหญ่ หรงเฟยฮวาเมื่อเห็นว่าพอประมาณแล้วจึงได้ร้องเรียกบอกพี่ชายของตนให้พอก่อน
[1]1เค่อ คือ15นาที
“เฮ้อ!! ในที่สุดก็เสร็จเสียทีน้องสาวเ้าอย่าลืมทำอาหารให้เยอะๆ ด้วยล่ะ ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว!” หรงหย่งฉือเอนหลังนั่งพิงต้นไม้อย่างหมดแรง
เขาคิดดีแล้วคราวหน้าจักต้องลากพี่ใหญ่มาด้วยกันให้จงได้ มิเช่นนั้นขาเขาคงได้หลุดออกจากตัวแล้วเป็แน่
“ได้เลยพี่รองเช่นนั้นท่านช่วยข้าอีกอย่างได้หรือไม่เ้าคะ? วันพรุ่งข้าอยากเข้าไปในตัวเมืองหวังว่าท่านจะช่วยพูดกับท่านพ่อท่านแม่ให้ข้า” หรงเฟยฮวาครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว หากอยากจะหาเงินก็ต้องเข้าเมืองไปดูเสียบ้างจึงจะสามารถวางแผนการต่อจากนี้ได้
“ได้ๆ” หรงหย่งฉือตอบรับโดยมิคิดเลยแม้แต่น้อย ไปเที่ยวเล่นในตัวเมืองยังเหนื่อยน้อยกว่ามาเก็บบัวอีกใครจะไม่ไปกันเล่า!!
“ว่าแต่น้องสาวเ้าจะไปทำไมหรือ? คงมิได้เอาฝักบัวไปขายอีกหรอกนะ คราวก่อนหรงผู่เย่วก็มาหาเื่ทำเอาไม่มีผู้คนอยากซื้อแล้วเ้ายังจะเอาไปขายอีกงั้นหรือ” เมื่อพูดถึงเื่นี้หรงหย่งฉือก็รู้สึกโมโหเป็ฟืนเป็ไฟ คนพวกนั้นมันหมาบ้าดีๆ นี่เอง!!
“ข้าเพียงแค่ไปเที่ยวเล่นเท่านั้นไม่เป็อันใดหรอกเ้าค่ะ หากพวกนางหาเื่อีกข้าเองก็ยินดีที่จะตอกกลับไปเช่นเดียวกัน” หรงเฟยฮวาเอ่ยพูดอย่างไม่ทุกข์ร้อน ดวงตาสีอำพันส่องประกายระยิบระยับประหนึ่งกำลังยืนยันคำพูดของเด็กสาว
หรงหย่งฉือเหลือบมองน้องสาวพลางขบคิดไปพลาง ‘แปลกจริงเหตุใดนางจึงเหมือนเปลี่ยนเป็คนละคน?’
“พี่รองท่านคิดว่าพวกที่เคยลิ้มรสความหวานแล้ว จะยอมหยุดเพียงแค่ครั้งเดียวหรือ?” หรงเฟยฮวาหันไปสบตากับชายหนุ่มพลางเอ่ยพูดอย่างจริงจัง “พี่รองท่านคงลืมไปแล้วกระมัง ยามที่ข้าเกิดมานั้นเป็อย่างไร”
ใช่แล้วหากพูดให้ถูกแล้วล่ะก็ หรงเฟยฮวาคนเก่านั้นได้ตายไปั้แ่ยังมิทันได้ลืมตาด้วยซ้ำ แต่ทว่าจากความช่วยเหลือของภูตตนนั้นนางจึงยังมีชีวิตรอดอยู่ได้ นางได้รู้จากความทรงจำของเ้าของร่างจึงได้ใช้จุดนี้มาอ้างให้เขาคลายสงสัย
เป็ดังคาดหรงหย่งฉือนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ‘ใช่แล้วเขารู้ว่าน้องสาวตัวจริงนั้นได้ตายไปั้แ่นางเกิดมาแต่แล้วอย่างไรล่ะ? ไม่ว่านางจักเป็ดวงิญญามาจากที่ใด นางก็คือน้องสาวของเขาหย่งฉือผู้นี้มิแปรเปลี่ยน’
“ไม่ว่าเ้าจักเป็ใครเ้าก็เป็น้องสาวข้า ข้าเพียงแค่สงสัยว่าเหตุใดพลังในตัวเ้าถึงไม่ตื่นขึ้นเสียที คนผู้นั้นได้พูดเอาไว้ว่าเ้ามีสายเืของภูตไหลเวียนอยู่ในตัว แต่ทว่าข้ากลับมิเห็นสิ่งนั้นที่นางบอกเลย….” เื่ราวในครั้งนั้นทำให้เขาสนใจใคร่รู้เื่ราวของภูตเป็อย่างมาก วันใดว่างงานเขาก็จะมักไปเสาะถามกับผู้คนอยู่บ่อยครั้ง
จนในที่สุดก็ได้รู้ว่าโลกนี้ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่าผู้ฝึกญาณอยู่ อีกทั้งยังได้กล่าวถึงเื่เล่าเมื่อนานมาแล้วว่ามีเหล่าภูตและสัตว์วิเศษที่อาศัยอยู่ในที่ใดสักแห่งในโลกนี้อีกด้วย ถึงแม้เขาอยากจะก้าวเข้าสู่การฝึกฝนพลังมากเท่าใด แต่ทว่ากลับมิรู้ว่าควรฝึกฝนอย่างไรจึงจักเป็ผู้ฝึกญาณได้ หากเขาเก่งกาจกว่านี้ก็จะปกป้องทุกคนได้อย่างง่ายดาย แต่ดูตนในยามนี้สิ!!!….
“ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน บางทีอาจจักต้องรอคอยให้วันนั้นมาถึงกระมัง” หรงเฟยฮวานั่งพิงหลังพี่ชายพลางเหม่อมองไกลออกไป ในดวงตานั้นมองเห็นเพียงทุ่งนาสุดลูกหูลูกตา ทิวทัศน์รอบด้านถูกล้อมไว้ด้วยูเาเล็กใหญ่ ช่างเป็ภาพที่งดงามจริงๆ
ณ บ้านสามตระกูลหรง
ทั้งสองพี่น้องเดินเข้ามาในบ้านด้วยสภาพมอมแมม เนื้อตัวถูกเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนที่แห้งดีแล้ว นางฉีเมื่อมองเห็นสภาพเช่นนั้นของลูกสาวกับลูกชายก็พลันตกตะลึง คิดเองเออเองว่าพวกเขาโดนใครทำอันใดมาแล้วหรือไม่?
โชคยังดีที่หรงหย่งฉือรู้ทันผู้เป็มารดา เขาจึงได้รีบร้อนพูดขัดนางเสียก่อน “ท่านแม่พวกเราเพียงแค่ไปเก็บฝักบัวมาขอรับ อีกทั้งยังได้รากมันมาด้วย” เขาชักจูงหว่านล้อมให้มารดาเลิกสงสัยได้ในที่สุด
“อย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นก็รีบไปล้างเนื้อล้างตัวได้แล้วหากจับไข้ขึ้นมาจะทำอย่างไร” นางฉีส่ายหัวไปมาก่อนจะไปเตรียมมื้อเย็นในห้องครัว อีกทั้งยังมิลืมบ่นลูกๆ อีกด้วย “เ้าเด็กพวกนี้นับวันชักจะซุกซนเกินไปแล้ว สงสัยจักต้องสอนงานปักให้นางจะได้มิออกไปเที่ยวเล่นเช่นนี้อีก”
ทั้งสองสบตากันปราดหนึ่งพร้อมทั้งยกยิ้มกริ่ม ก่อนจะแยกย้ายกันไปล้างเนื้อล้างตัวให้เรียบร้อย
เมื่อกลับเข้ามาหรงเฟยฮวาก็จัดการนำรากบัวหัวใหญ่ล้างน้ำจนสะอาดเอี่ยมอ่อง นางค่อยๆ ปอกเปลือกออกจนหมดทุกลูกแล้วจึงนำมาขูดให้เนื้อรุ่ย บางส่วนเด็กสาวจัดการนำไปหั่นเป็ชิ้นพอดีคำเพื่อเตรียมไว้สำหรับทำอาหาร
นางฉีที่เดินออกมานั้นก็รู้สึกฉงนสงสัย นางคิดมาตลอดว่ากวงพั้งพวกนั้นกินไม่ได้ อีกทั้งชาวบ้านแถบนี้ก็ยังมิเคยมีใครนำส่วนนี้ปรุงอาหารมาก่อน
“ฮวาเอ๋อร์ไอ้ก้อนกลมๆ นั่นมันกินได้จริงอย่างนั้นหรือ?” นางฉีตัดสินใจถามออกไปด้วยความอยากรู้
“กินได้เ้าค่ะท่านแม่อีกทั้งยังอร่อยด้วยนะเ้าคะ” หรงเฟยฮวาพูดพลางยิ้มกว้าง “ท่านแม่ท่านช่วยจุดเตาให้ข้าหน่อยเ้าค่ะ บ้านเรายังพอมีไข่ไก่อยู่หรือไม่? วันนี้ข้าจะทำรากบัวผัดพริกไข่รับรองว่าท่านต้องชอบอย่างแน่นอน”
“ยังมีอีกหลายใบเลยล่ะ อยู่ในตะกร้าข้างเตานั่นน่ะเ้าไปหยิบเอาเองเถอะ” นางฉีพูดพลางหันไปจุดเตาฟืนให้ลูกสาว
“หือ? ฮวาเอ๋อร์ลูกทำเป็อย่างนั้นหรือ” หญิงวัยกลางคนเหมือนพึ่งนึกขึ้นได้ ในยามปกติลูกสาวมิค่อยได้ทำอาหารนักเนื่องจากนางชอบกินมากกว่า ถึงแม้ว่าตนจะเคยสอนไปบ้างแล้วแต่ก็มีแค่อาหารบ้านๆ เพียงเท่านั้น
“ท่านแม่ถึงแม้ข้าจักชอบกินแต่ก็เอาการเอางานนะเ้าคะ ที่ท่านเคยสอนข้าจำได้หมดแล้วเ้าค่ะ” หรงเฟยฮวายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก่อนจะคิดไปว่าเสียดายที่ทำได้แค่เมนูเดียวไข่ไก่ยามนี้เองก็เหลือเพียงสามฟองแล้ว เช่นนี้จะทำอย่างไรล่ะ?
“ท่านแม่ขอไฟแรงเ้าค่ะ” เด็กสาวร้องเรียกผู้เป็มารดา
เมื่อเตาร้อนได้ที่หรงเฟยฮวาก็จัดการใส่น้ำมันหมูลงไปเจียวกับพริกเขียวพริกแดงที่สับเอาไว้ เมื่อน้ำมันกระทบพริกสดจึงเกิดเป็เสียงฉ่า~ ฉ่า~ พริบตานั้นกลิ่นหอมๆ ก็ได้ลอยอบอวลไปทั่วทั้งกระท่อมหลังเล็กชวนให้ผู้คนรู้สึกน้ำลายสอ
หลังจากนั้นก็ใส่ไข่ลงไปผัดเมื่อสุกดีแล้วก็ถึงเวลาใส่รากบัวที่หั่นรอเอาไว้แล้ว อาหารจานนี้นั้นง่ายมากเครื่องปรุงรสก็มีเพียงเกลือ น้ำปรุงรส น้ำตาลเล็กน้อย สุดท้ายใส่น้ำแล้วตุ๋นจนได้ที่ก็เป็อันเสร็จสิ้น
อ้อ!! โดยส่วนมากแล้วเมนูนี้ผู้คนไม่นิยมใส่น้ำตาลลงไปเท่าใดนัก แต่ทว่านางกลับใส่ไปเพียงนิดเพื่อทำให้รากบัวหวานมากขึ้นไปอีก หากผู้ใดมิชอบก็ใส่เพียงแค่เครื่องปรุงสองอย่างก็ได้แล้ว
“เอ๋! ท่านแม่เ้าคะบ้านเราไม่มีน้ำตาลอย่างนั้นหรือ?” เมื่อถึงคราวปรุงรสหรงเฟยฮวากลับมองหาน้ำตาลไม่เจอ จึงได้ะโถามผู้เป็มารดา
นางฉีขุดคุ้ยอยู่เป็นานก็ยังไม่เจอ “สงสัยจักหมดเสียแล้วล่ะ เ้าใช้อย่างอื่นแทนได้หรือไม่?” นางฉีค้นเอาผักผลไม้และธัญพืชต่างๆ ที่เหลือออกมาให้ลูกสาวดู
“เอาผลซื่อจื่อ[2]ก็ได้เ้าค่ะท่านแม่” ลูกพลับนั้นมีรสชาติหวานมากเช่นนี้ก็ใช้แทนน้ำตาลได้แล้ว อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมอันเป็เอกลักษณ์อีกด้วย
[2]ซื่อจื่อ คือ ลูกพลับ
เมื่อเสร็จเรียบร้อยหรงเฟยฮวาก็หยิบเอาจานรากบัวผัดพริกไข่ไปวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะหันมาเตรียมของค้าขายของนางต่อไป
รากบัวนั้นมีสรรพคุณหลายอย่าง นอกจากจะช่วยให้อิ่มท้องแล้วยังทำให้ผิวพรรณผ่องใสสุขภาพดีอีกด้วย วิธีการทำก็ไม่ยากเลยเมื่อเตรียมขูดผิวของรากบัวไว้แล้ว ก็นำมาใส่น้ำกรองด้วยผ้าขาวบางแยกกากออกแล้วทิ้งไว้ให้ตกตะกอนดี
หลังจากนั้นก็เทน้ำทิ้งออกให้หมดเหลือเอาไว้เพียงแต่เนื้ออันขาวเนียนของรากบัว หรงเฟยฮวาจัดการตักผิวขาวๆ นั้นออกมาใส่ผ้าก่อนจะนำไปมัดตากไว้ให้แห้งสนิท หลังจากนั้นก็นำมาตัดเป็ชิ้นเล็กๆ และบดให้ละเอียดก็ได้แล้ว
‘อืมพรุ่งนี้เช้าก็นำเอาไปขายได้แล้ว อยากชิมสักคำจัง….’ เด็กสาวครุ่นคิดไปพลางเช็ดน้ำลายตนเองไปพลาง
หรงเจียวจิ้นที่พึ่งทำนากลับมานั้นได้กลิ่นหอมๆ โชยมาแต่ไกลเขาจึงได้ร้องถามภรรยาตน “วันนี้มีอาหารรสเริสงั้นหรือ เหตุใดจึงหอมเช่นนี้เล่า”
หรงหย่งสือที่ตามมาติดๆ ก็ผงกหัวสนับสนุนคำพูดของบิดาตน
“นั่นสิขอรับ ท่านแม่วันนี้มีของดีแล้วหรือ? กลิ่นอาหารนั้นหอมกว่าปกตินัก”
“พวกเ้ารีบไปล้างเนื้อล้างตัวไป! จักได้มากินข้าวกันเสียที เ้าเด็กซนผู้นั้นชักรอกินข้าวไม่ไหวแล้ว…เ้าดูสิน้ำลายยืดเชียว!! คิกๆ” นางฉีเอ่ยพูดพลางพยักเพยิดไปทางด้านลูกสาว ยามนี้นางนั่งอ้าปากหวอ ดวงตาเอาแต่จ้องมองอาหารตรงหน้ามิยอมหยุด
เมื่อมองตามสายตาของผู้เป็มารดาไปก็เห็นแต่หรงเฟยฮวานั่งน้ำลายไหลย้อยอยู่นานแล้ว พวกเขาต่างก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างขบขันกับท่าทางนั้นของนาง
“เอ้า!! น้องสาวเ้ากินเยอะๆ ล่ะ” หรงหย่งสือและหรงหย่งฉือยกตระเกียบคีบไข่ บ้างก็คีบผักมาใส่ถ้วยของน้องสาวอย่างรักใคร่
เด็กน้อยคีบอาหารตรงหน้ากินอย่างเอร็ดอร่อย สิ่งที่นางชอบที่สุดก็คงหนีมิพ้นผักดองของแม่นางที่ทำให้กินอยู่ทุกวัน
รสเปรี้ยวหวานอย่างพอดิบพอดี เมื่อเคี้ยวไปเพียงครู่รสเค็มเล็กๆ ก็กระจายตัวไปทั่วทั้งปาก ตบท้ายด้วยรากบัวชิ้นใหญ่เด็กสาวกัดเข้าไปหนึ่งคำ น้ำซุปที่ตุ๋นจนเข้าเนื้อดียามนี้ได้ล้นทะลักออกมาประหนึ่งสายน้ำหลาก ‘นี่มัน! อร่อย!!’ อย่างกับว่าเป็อาหารจากผืนดินอย่างแท้จริง
“อันนี้อร่อยจริงๆ ชิ้นกลมๆ นี่มันคือสิ่งใด รสชาติหวานกลมกล่อมดีจริงเชียว” หรงเจียวจิ้นอุทานออกมายามที่กัดรากบัวเข้าไปหนึ่งคำ เขามิเคยกินอาหารเช่นนี้มาก่อนเลย
“วันนี้ฮวาเอ๋อร์ลงมือทำเองเชียวนา จักมิอร่อยได้อย่างไรเล่า” นางฉียกยอปอปั้นลูกสาวด้วยความเบิกบาน รากบัวนี้หวานอร่อยจริงๆ หากนำไปขายนางยังคิดว่าต้องได้เงินมามากมายเชียวล่ะ
“ท่านพ่อนี่คือกวงพั้งเ้าค่ะ มันเป็ส่วนรากที่มุดอยู่ใต้ดินโคลน ต้องขอบคุณพี่รองที่ช่วยข้าเก็บมันมาเ้าค่ะ” หรงเฟยฮวาพูดด้วยรอยยิ้มกว้างพลางหันไปขยิบตาให้กับหรงหย่งฉือ
หรงหย่งฉือพยักหน้าพลางยกยิ้มกรุ้มกริ่ม “ใช่แล้วท่านพ่อเื่นี้ต้องยกความดีความชอบให้ข้าสิขอรับ น้องสาวได้เก็บที่ไหนกันข้าเก็บมาเองคนเดียวต่างหาก” เขาเอ่ยพูดอย่างหน้าตาเฉย ดวงตาเ้าเล่ห์กลับกลอกนั้นช่างทำให้คนรู้สึกหงุดหงิดเสียจริง!
“0….0!!” หรงเฟยฮวามิได้เอ่ยพูดสิ่งใด นางเพียงแต่ถลึงตาใส่พี่ชายคนรองอย่างหงุดหงิด มือก็หันไปคีบไข่ใส่จานของหรงหย่งสือพี่คนโตแทน
หรงหย่งสือลูบหัวของเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน ก่อนจะรีบเร่งเร้าให้นางกินเยอะๆ
หรงหย่งฉือไม่พอใจอย่างยิ่ง เขาเองก็เป็พี่ชายนางเหตุใดเด็กน้อยจึงเอาใจใส่เพียงแค่พี่ใหญ่เล่า เขาทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจให้นางเชียวนะ!! กลั่นแกล้งกันเกินไปแล้ว!!
ชายหนุ่มที่กำลังนั่งไม่พอใจต่อการปฏิบัติของน้องสาวอยู่นั้น เพียงแค่เห็นรากบัวที่หรงเฟยฮวาคีบมาวางไว้ตรงหน้า เขาก็ลืมความมิพอใจเสียจนหมดสิ้น หรงหย่งฉือนั่งลิ้มรสอาหารด้วยใบหน้าเบิกบาน ‘อร่อย! อื้มอันนี้ก็อร่อย!!’
สองสามีภรรยาหรงมองเห็นท่าท่างเช่นนั้นของเขา ก็พลันส่ายหน้าให้กับความแปลกประหลาดของลูกชายตนเองอย่างจนใจ ั้แ่ฮวาเอ๋อร์เกิดมาเขาก็เป็เช่นนั้นมาตลอด มิรู้ว่าจะแก้ไขให้หายได้อย่างไร
ทั้งครอบครัวดื่มด่ำไปกับมื้อค่ำอย่างสุขสันต์สำราญใจ ระหว่างโต๊ะอาหารที่ดูทรุดโทรมกลับมีเสียงพูดคุยหัวเราะกันไม่ขาดสาย ช่วยให้อาหารมื้อนี้มีชีวิตชีวาและพิเศษมากยิ่งขึ้นไปอีกเท่าตัว