ตอนที่ 21 งานวิจัยกับการสื่อสารที่ไม่ง่าย
...
...
...ในรถที่นั่งมาด้วยกันสามคน ฉัน พี่หมอและสาวน้อยพวกเราสามคนต่างมีบทสนทนาที่เป็ตัวของตัวเองจนทำให้ฉันนึกไปว่าบางทีเราอาจจะไม่ได้คุยเื่เดียวกันอยู่
ฉัน: “น้องชื่ออะไรเหรอ ยังไม่รู้ชื่อกันเลยเนอะ ฮ่าๆๆ”
น้อง: “จริงด้วยนะคะคุณแม่บอกว่าไม่ให้คุยกับคนแปลกหน้าด้วย^^ “ (แต่หนูขึ้นรถมาด้วยแล้วแค่ไม่คุยก็พอใช่ป่ะ?)
พี่หมอ: “แล้วไปรู้จักกับพี่ลายเมฆได้ไงจ๊ะ”
บทสนทนาของผู้หญิงสามคนบนรถคันนึงก็ประมาณนี้แหละฉันถามเื่ของน้อง น้องก็ไปพูดเื่อะไรก็ไม่รู้ และพี่หมอก็ถามเื่พี่ลายเมฆวกไปวนมาอยู่แบบนี้ แต่เหลือเชื่อแม้เราจะดูเหมือนไม่ได้คุยเื่เดียวกันก็ตามแต่ท้ายที่สุดแล้ว พวกเราก็สามารถเข้าใจสิ่งที่แต่ละคนอยากรู้ได้คร่าวๆ
เริ่มจากเื่ที่ฉันสงสัยซึ่งก็คือเื่ของน้องน้องชื่อน้องพริม อายุตอนนี้ก็สิบแปดย่างสิบเก้ากำลังจะเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีในคณะศิลปะน้องโตมากับการกินคัพเค้ก(ด้วยความสงสัยว่าน้องโตมายังไงขณะที่รักษาความใสซื่อแบบนี้ไว้ได้ความจริงของโลกที่โหดร้ายนี้มันไม่มีผลกับน้องเลยเหรอฉันจึงถามน้องออกไปและน้องตอบว่าน้องชอบกินคัพเค้กแต่แม่ชอบบอกว่าให้ทานข้าวและผักเยอะๆมันมีประโยชน์แต่น้องก็ชอบกินคัพเค้กมากกว่าอยู่ดี)
สำหรับน้องเธอจำเป็ต้องแก้ปัญหาเื่ที่แม่เธอเคยเตือนไว้ว่าอย่าคุยกับคนแปลกหน้าเธอจึงพยายามทำความรู้จักกับพวกเราผ่านบทสนทนาเพื่อที่จะได้ดูเหมือนว่าเธอไม่ได้คุยกับคนแปลกหน้าและดูเหมือนน้องจะรู้จักฉันและพี่หมอในฐานะบุคลผู้เป็ห่วงเป็ใยคนอื่นเพราะฉันถามแต่เื่ของเธอในขณะที่พี่หมอถามเฉพาะเื่ของพี่ลายเมฆเท่านั้นและดูเหมือนว่าเธอจะแฮปปี้ดีกับการที่เราไม่ได้เป็คนแปลกหน้าอีกต่อไป
ในส่วนของพี่หมอซึ่งถามแต่เื่ที่เกี่ยวกับพี่ลายเมฆก็ได้ข้อมูลในส่วนนี้มาเช่นกันเริ่มต้นด้วยเื่ที่ว่าเธอไปรู้จักพี่ลายเมฆได้ยังไงปรากฏว่าน้องรู้จักพี่ลายเมฆผ่านทางอินเทอร์เน็ตซึ่งพี่ลายเมฆโพสต์หาคนช่วยทำงานเกี่ยวกับทางด้านการพัฒนาซอฟแวร์เธอซึ่งใช้ user name ว่า primo ก็ได้ไปสมัครด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากเธอเป็ผู้หญิงพี่แกก็เลยไม่รับและเมื่อพี่แกเปิดรับสมัครอีกครั้งน้องก็ไปสมัครอีก ซึ่งคราวนี้ user name ของเธอ คือ primeแน่นอนว่าพอเห็นว่าเป็เด็กผู้หญิงคนเดิมพี่ลายเมฆก็ไม่รับอีกเช่นเคย พอมีรับสมัครรอบที่สามพี่ลายเมฆให้ส่งข้อมูลชื่อจริงนามสกุลจริงเพราะต้องเป็ project ที่ต้องทำงานร่วมกันค่อนข้างนานบวกกับความอินดี้ของพี่แกบางทีแกอาจจะนึกครึ้มอยากทำงานตอนตี 1แกจำเป็ต้องหาคนที่รับความอินดี้ของพี่แกได้และในครั้งนี้ด้วยเนื้อหาการรับสมัครงานดังกล่าวไม่มีใครไปสมัครเลยยกเว้น นางสาว พริมรตา ซึ่งก็คือน้องพริมนั่นเองแต่พอเมื่อพี่แกถามถึงความถนัดว่าน้องทำอะไรได้บ้างปรากฏว่าน้องไม่รู้เื่การเขียนโปรแกรมเลยแต่น้องอยากได้ความรู้เื่การเขียนโปรแกรมเลยมาสมัครพี่แกก็เลยสอนน้องเขียนโปรแกรมโดยเมื่อสอนเสร็จพี่แกตั้งใจจะให้น้องเขียนโปรแกรมของตัวเองขึ้นมาโดยใช้ AKA[1] ว่า Ram(แกะ) เพื่อให้น้องมีผลงานต่อยอดต่อไปในอนาคต โดยที่ projectล่าสุดที่พี่แกประกาศรับสมัครคน พี่แกตัดสินใจที่จะทำคนเดียวเพราะดูเหมือนว่าไม่มีใครทนความอินดี้ของพี่แกได้
ฟังถึงตรงนี้แล้วฉันว่าพวกคุณน่าจะสงสัยเหมือนๆกันกับฉัน น้องโตมาจนอายุสิบแปดได้ไงกับการติดต่อและเชื่อใจคนอื่นซึ่งตัวเองเจอในอินเตอร์เน็ตมันเป็ไปได้เหรอว่านี่คือครั้งแรกของน้องที่ติดต่อคนอื่นผ่านทางอินเตอร์เน็ตแล้วโชคดีที่คนๆนั้นดันเป็พี่ลายเมฆซึ่งไม่ชอบผู้หญิงมาั้แ่ต้นและเอ็นดูกับนิสัยแบบซื่อๆของเธอ น้องเป็ลูกสาวสุดรักของเทพีแห่งโชคลาภรึไงกันไหนจะงานที่อาจจะต้องออกไปทำตอนตีหนึ่งกับผู้ชายหน้าหนวดอีก...โลกนี้ช่างมีเื่ที่ลึกลับมากมายจริงๆ
หลังจากที่ขับรถมาสักพักก็ตามคำแนะนำเกี่ยวกับที่ที่น้องนัดกับพี่ลายเมฆไว้เรารถพอร์ชของพี่หมอก็มาจอดอยู่ที่โรงอาหารขนาดใหญ่ซึ่งถือเป็โรงอาหารหลักในมหาวิทยาลัยซึ่งก็เป็เื่ทั่วไปของโรงอาหารที่จะมีคนอยู่มากตอนเข้าหรือเที่ยงเพียงเท่านั้นเนื่องจากเป็เวลาทานอาหารของคนปกติส่วนในตอนเย็นผู้คนมักจะไปหาร้านอาหารข้างนอกทานหรือหากยังอยากทานอาหารที่โรงอาหารก็ต้องมาตอนก่อนหกโมงหรือไม่ค่ำมากจนเกินไปเนื่องจากร้านอาหารส่วนใหญ่ทำอาหารแบบข้าวราดแกง ซึ่งทำในตอนเช้าครั้งเดียวในบางกรณีอาหารอาจหมดก่อน่เย็นหรือบางทีในตอนเย็นอาหารก็อาจจะไม่ได้น่ากินเหมือนเดิมแล้ว
อย่างไรก็ตามในตอนนี้ซึ่งเป็เวลาเกือบหนึ่งทุ่มผู้คนก็ยังคงมีมากอยู่ดีแต่ก็ไม่ได้ถึงกับคับคั่งเหมือน่เวลาเร่งด่วน(เช้าก่อนเก้าโมงและตอนเที่ยง) ไม่ใช่ว่ามีใครมาทานอาหารกันตอนนี้หรอกนะแต่ว่าส่วนใหญ่นักศึกษาจะมาอ่านหนังสือกันเนื่องจากเป็สถานที่สารธารณะซึ่งนัดพบกันได้ง่ายและยังมีบางส่วนบางคณะหรือบางชมรมใช้พื้นที่ตรงส่วนนี้ในการทำกิจกรรมซึ่งมันก็สมเหตุสมผลดีที่คนส่วนใหญ่จะนัดเจอกันที่นี่แต่คนส่วนใหญ่ที่ว่านั่นไม่ได้นับรวมฉัน และแน่นอนพี่ลายเมฆก็ด้วย
ทำไมน่ะเหรอ..เพราะคนแบบฉันหรือพี่ลายเมฆจะไม่ชอบพื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน และที่ฉันแปลกใจยิ่งกว่าคือพี่หมอแกขับรถออกมาได้สักพักจนกระทั่งถามเื่พี่ลายเมฆเสร็จพี่แกถึงถามว่าน้องพริมกับพี่กับพี่ลายเมฆนัดกันที่ไหน...เป็เพราะความรักเหรอ??ไอ้ความรักนี่มันทำให้คนฉลาดอย่างพี่หมอกลายเป็คนโง่ได้ในพริบตาเลยเหรอ??ดูเข้าใจยากเหมือนกันนะไอ้ควารักเนี่ยบางทีไอ้พลังสายเนตรนั่นอาจจะเข้าใจง่ายกว่าก็ได้..
ว่ากันตามตรงหากประเมินจากคนโง่ๆแบบฉันมันก็ชัดเจนแล้วว่าพี่ลายเมฆแกไม่ได้คิดอะไรกับน้องเพราะการที่แกนัดมาในที่ที่คนพลุ่งพล่านซึ่งแกไม่ชอบมันก็บ่งบอกได้อย่างดีว่าพี่แกค่อนข้างบริสุทธ์ใจและเพราะพี่ลายเมฆเป็คนประเภทเดียวกับฉันฉันจึงค่อนข้างมั่นใจว่ามุมมองของพี่ลายเมฆต่อเด็กซื่อๆแบบนี้ก็น่าจะคล้ายๆกันกับฉันซึ่งฉันไม่คิดว่าฉันสามารถคิดอะไรแย่ๆกับน้องได้มากสุดก็น่าจะแค่ลูบหัว เกาคาง แปรงขน อะไรเทือกนั้นมากกว่าความคิดในเชิงชู้สาวนั้นแทบเป็ไปไม่ได้เลย
เราลงจากรถในขณะที่น้องเดินนำฉันและพี่หมอไป่หนึ่งเนื่องจากฉันอยากคุยบางอย่างกับพี่หมอจึงใช้ข้ออ้างไปว่าน้องเป็คนเดียวที่รู้ว่าพี่แกอยู่ส่วนไหนของโรงอาหารจึงให้น้องเดินนำเราไป
“พี่กานคะ คือ.....ในความเห็นหนูหนูว่าพี่ลายเมฆแกไม่ได้คิดอะไรกับน้องเขาหรอกถึงแม้ว่าหนูจะเคยบอกว่าพี่แกน่าจะชอบคนซื่อๆเหมือนเด็กๆก็เถอะ ฮ่าๆๆ ก็พี่เขาชอบเด็กและพี่แกก็อยากมีลูกด้วยนิ งั้น..แกคงจะมองว่าเด็กๆส่วนใหญ่เป็ลูกมากกว่าหนูว่า...คงไม่มีใครมองว่าลูกตัวเองเป็แฟนหรอก”
ฉันบอกความคิดซึ่งฉันคิดว่ามันเป็ไปได้มากที่สุดไปเพื่อทำให้พี่หมอสบายใจขึ้น เพราะพี่หมอดูกังวลอย่างชัดเจนมาก แม้ว่าตลอดเวลาที่คุยกันในระหว่างทางพี่แกจะหัวเราะหรือยิ้มตลอดเวลาก็ตามแต่ั้แ่ที่ฉันบอกพี่หมอไปว่าพี่แกอาจจะชอบคนที่ใสซื่อคล้ายเด็กๆไปและได้ทราบว่าน้องรู้จักกับพี่ลายเมฆ ความกังวลมันเขียนอยู่บนหน้าเธอตลอดเวลาหลังจากนั้น
“...............................”
“....ขอบคุณนะ..”
“ไม่...คือ...หนูคิดแบบนั้นจริงๆนะคะ..”
“..จ้า พี่ดีขึ้นแล้วล่ะ.” พี่หมอพูดพร้อมกับเบือนหน้าหนี
ไม่ต้องใช้รอยหยักในสมองมากมายสักเท่าไหร่เพื่อที่ฉันจะรู้ว่าพี่แกไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลยนี่หว่า...ดูหนักกว่าเก่าด้วยซ้ำเอ่อ...บอกตามตรงฉันรู้สึกแย่นิดๆแล้วล่ะที่พี่หมอต้องมาเป็แบบนี้ถ้าไม่ใช่เพราะฉันบอกพี่หมอไปว่าจะช่วยพี่แกเื่พี่ลายเมฆแกคงไม่ต้องมาเจอเื่อะไรแบบนี้…
แต่เดี๋ยวก่อน... พี่..คือ...พี่ลายเมฆแกไม่ได้ชอบน้องในทำนองนั้นฉันไม่ได้ตั้งใจจะแค่พูดเพื่อให้พี่สบายใจเฉยๆ ฉันมั่นใจว่ามันเป็แบบนั้นจริงๆแล้วฉันต้องพูดแบบไหนล่ะเนี่ยพี่ถึงจะเข้าใจสิ่งที่ฉัน้าจะสื่อ T^T
เพราะงี้ไงฉันถึงได้ชอบคนซื่อๆตรงๆแบบน้องพริมแม้ว่าความซื่อของน้องมันทำให้ฉันดูแย่ทุกครั้งก็ตามคิดดูถ้าประโยคนี้ถูกพูดจากคนแบบน้องแทนที่จะเป็ฉันเจตนาและความหมายมันจะชัดเจนชนิดที่ว่าต่างกันลิบเลยละ
เอาเป็ว่าถ้าเจอพี่ลายเมฆเปลี่ยนจากจะแก้เผ็ดแก กลายเป็..ขอให้พี่แกช่วยทำอะไรสักอย่างกับเื่นี้แทนแล้วกันเฮ้อ..........
(1)AKA ย่อมาจาก Also Knows As คล้ายๆนามปากกาของนักเขียน ซึ่งเป็สิ่งที่พบได้ทั่วไปในวงการนักเล่นเกมส์แร็ปเปอร์ หรือแฮ็กเกอร์ เป็ชื่อที่ผู้คนรู้จักกันอย่างแพร่หลายในวงการ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้คนจะรู้จักเพียงชื่อ AKA ไม่รู้ชื่อจริง
Writer: ต้องของโทษอย่างสุดซึ้งที่write ดันบอกไปว่าจะลงสองวันต่อตอนเนื่องจากเพราะคิดว่าตัวเองคงจะว่างเพราะเป็่ที่ลงเรียน summer
แต่ด้วยความที่ว่าเวลาของ่ summer นั้นน้อยกว่าเทอมปกติมากประกอบกับวิชาที่ลงเป็วิชารีเกรด ไม่ใช่วิชาเลือกเสรีทำให้เวลาเรียนนั้นเต็มแทบทุกวัน(คือเอาวิชาที่ต้องเรียน3 เดือนในเทอมปกติมาบีบให้เหลือเวลาเรียนเดือนเดียวอ่ะ)แถมยังพ่วงมากับการสอบที่ถี่ชนิดที่ว่าเรียนสี่คาบสอบ(หนึ่งอาทิตย์เรียนสี่วันนั่นหมายความว่าสอบทุกอาทิตย์ในแต่ละวิชาที่ลงซึ่งwrite ลงไปสอง) เล่นเอาแบ่งเวลาไม่ถูกกันเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม write จะพยายามเขียนไปทีละนิดทีละหน่อยเมื่อมันครบตอนแล้วจะเอามาลงให้แล้วกันเน้อ...ตอนนี้write ค่อนข้างปรับตัวได้กับการเรียนแบบ hard core แล้วทำให้อาจจะไม่ถึงกับหายนานเป็อาทิตย์ขอบคุณจริงๆที่ยังมีคนติดตามเื่นี้อยู่แม้จะหายบ่อยและนานนนน.......ขนาดนี้ ซึ้งใจจัง