กลางทางเดินเปล่าเปลี่ยวทอดยาวไร้ผู้คน หนึ่งเด็กหนุ่มกับสองเด็กหญิงยืนประจันหน้ากัน ดูจากรูปการณ์เด็กหญิงอายุเพียงนี้ไม่สมควรมาเดินเล่นในยามวิกาลเช่นนี้
แต่พลังปราณเข้มข้นที่อุทัยััช่างขัดแย้งกับร่างกายอันเล็กจ้อยบอบบางของเด็กหญิงทั้งสอง มันตระหนักรู้ได้ว่าทั้งสองนั้นต้องมีที่มาไม่ธรรมดา
“พวกเ้า .. พวกเ้าเป็ใครกัน” อุทัยกล่าวถามอีกครั้ง จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาเด็กหญิงผู้หนึ่ง พบเห็นแววตาแห่งปัญญาสูงล้ำกว่าเด็กน้อยที่ปกติควรจะมี ตัวมันถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมา
‘แผ่นดินกว้างใหญ่มีวิชายุทธ์แลเวทมนตร์มากมายสุดพิสดาร เด็กหญิงเหล่านี้ไม่สามารถวางใจได้’ อุทัยครุ่นคิด
เด็กหญิงผู้หนึ่งกล่าวออดอ้อน “พี่ชาย ! .. ท่านเป็คนดีใช่หรือไม่”
เด็กหญิงอีกผู้หนึ่งกล่าวอย่างไร้เดียงสา “พี่ชาย ! พวกเราพลัดหลงกับท่านปู่ พี่ชายช่วยไปส่งพวกเราได้หรือไม่”
เด็กหญิงผู้ออดอ้อนกล่าว “พี่ชาย ! ที่นี่ช่างน่ากลัวนัก ข้ากลัวเหลือเกิน”
เด็กหญิงผู้ไร้เดียงสากล่าวอีก “ท่านปู่บอกว่า คนชั่วมีมากมาย ข้ามิรู้จักบ่ายหน้าไปที่ใดแล้ว”
หากเป็ผู้อื่นคงต้องหลงเชื่ออย่างแน่นอน .. อุทัยครุ่นคิด 'ผู้มีปราณยุทธ์ระดับนี้ โผล่มากลางดึกเช่นนี้ จะมากลัวอันใดอีก'
“ข้าไม่เชื่อพวกเ้าดอก เ้าเป็ิญญาภูตร้าย คอยหลอกหลอนผู้คน” อุทัยกล่าวพร้อมถอยหลังทำท่าจะจากไป เด็กหญิงจึงกล่าวว่า
“พี่ชาย .. เรามิใช่ภูตผีอันใด”
“ท่านเป็ผู้กล้าเปี่ยมคุณธรรม ช่วยพวกเราด้วยเถิด”
“ยามวิกาลเป็เวลาที่มิจฉาชีพแลภูตผีออกทำงาน ช่างน่ากลัวยิ่ง”
“ท่านทำใจมองเห็นเด็กหญิงตัวน้อยๆ เช่นพวกเราต้องประสบอันตรายหรือ ..”
เด็กหญิงทั้งสองกล่าวด้วยแววตาน้ำเสียงใสซื่อ พลางทำท่าขนลุกเกรียวพร้อมสีหน้าหวาดหวั่นราวกลัวขึ้นมาจริงๆ
อุทัยไม่ขบคิดมากความ “ข้ามิใช่ผู้มีคุณธรรมอันใด ผีน้อยเช่นเ้าระวังถูกจับใส่หม้อถ่วงน้ำหนา”
กล่าวจบมันหันหลังสาวเท้าก้าวเดินอย่างรวดเร็วทิ้งเด็กน้อยทั้งสองไว้เื้ั ชั่วครู่เดินมาถึงทางแยกหนึ่ง มันตั้งใจไม่เดินกลับเทวสถานโดยตรง กำลังจะเดินอ้อมออกนอกตัวเมืองเข้าเขตป่าใหญ่
เหลียวหลังกลับไปมอง ยังพบเห็นเด็กหญิงทั้งสองติดตามมาห่างๆ ราวสิบห้าก้าว อุทัยจึงกล่าวดังๆ ว่า
“พวกเ้าเดินไปตามเส้นทางซ้ายนี้ ราวสิบนาทีจะพบเจอบ้านเรือนผู้คน ถัดไปเล็กน้อยจะเป็สถานีกรมเมือง .. พวกเ้าทั้งสองไปร้องขอความช่วยเหลือเถิด”
กล่าวจบไม่รอให้เด็กน้อยตอบคำ มันสาวเท้าอย่างรวดเร็วเดินผ่านเส้นทางขวาของทางแยก หันมองกลับไปเห็นเด็กหญิงกำลังหยุดยืนอยู่ตรงทางแยกราวกำลังตัดสินใจบางอย่าง อุทัยจึงเร่งเร้าฝีเท้าเลี้ยวหลบเข้าพงไม้ไป
พลันใช้ท่าร่าง ‘มายาอสูร’ ปกปิดพลังชีวิตเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เพียงสิบลมหายใจมันก็อยู่ห่างทางแยกนั้นไปกว่าสิบเส้นแล้ว
อุทัยหยุดยั้งลงแผ่พลังปราณเข้าตรวจสอบ ภายในระยะรัศมีหนึ่งเส้นกลับไม่พบผู้ใดติดตามมา
“เฮ้อออออ” อุทัยทอดถอนใจยาว
‘พวกนางเป็ผู้ใดกัน .. มีความประสงค์ใดกับตัวข้า ..’ สิ่งที่ไม่ควรครุ่นคิด .. ครุ่นคิดเท่าไรก็ทำได้เพียงครุ่นคิด ไม่สามารถหาคำตอบได้ จึงตัดใจหาทางอ้อมกลับไปที่พัก
ขณะจะจากไป แว่วเสียงเด็กหญิงเล็ดลอดเข้าโสตัั
“ว๊ายยยย !!!!”
“พวกเ้าเป็ผู้ใดถอยออกไปนะ !!!”
“อย่าทำอะไรเด็กน้อยเช่นเราเลย เรากลัวแล้ว !!!”
ท่าเท้าอุทัยหยุดกึก ‘แย่แล้ว !!! หรือพวกนางกำลังมีภัย .. หรือพวกนางเล่นลวดลายใด .. แต่หากพวกนางเป็เด็กน้อยธรรมดาจริงๆ ตัวข้าคงทำบาปครั้งใหญ่แล้ว’
ต่อมคุณธรรมของอุทัยเริ่มทำงานอีกครั้ง ‘หากย้อนกลับไปชมดูคงไม่เป็ไรม๊าง !’ คิดได้ดังนั้นจึงใช้ท่าร่าง ‘มายาอสูร’ เคลื่อนไหวไปอย่างเงียบกริบ
เลยทางแยกเมื่อครู่มาเล็กน้อย เด็กหญิงทั้งสองตัดสินใจติดตามอุทัยต่อจึงเลือกเส้นทางที่อุทัยเลี้ยวไป แต่ตามมาได้แค่ชั่วอึดใจพลังชีวิตของอุทัยกลับหายสาบสูญ พวกนางจึงออกติดตามโดยทั่ว ระหว่างนั้นกลับพบเจอชาวมิจฉาชีพสามคน
มิจฉาชีพทั้งสามไม่ใช่ชาวเมืองเพชรปราการ วันนี้เพิ่งเดินทางมาถึง เป้าหมายคืองานสมโภชพระธาตุหลวง พวกมันร่างกายหยาบใหญ่สีหน้าแววตาดุร้ายพกพาอาวุธครบมือโอบล้อมเด็กหญิงทั้งสองเอาไว้ตรงกลาง
ชาวมิจฉาชีพฉายา ‘สามสมิงภูทมิฬ’ ความเลวกระฉ่อนทั้งมณฑลอุดร เป็ที่้าของทางการเนื่องเพราะก่อคดีมากมาย ทั้งกระทำการปล้นชิง ฆ่าคนวางเพลิง ข่มขืนกระทำชำเรา หากพบว่าเหยื่อเป็ลูกหลานของผู้มีอันจะกินก็จะลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่
ทั้งสามเป็พี่น้องร่วมสาบานกัน .. พี่ใหญ่คือ ‘สมิงจยอง’ อายุเกือบสี่สิบปี ร่างกายแผ่พลังปราณระดับ ‘มหาปราณ’ ่ต้น มันไว้หนวดเครารุงรังมีแผลเป็บนใบหน้าและตามร่างกาย แสดงถึงประสบการณ์ต่อสู้เสี่ยงชีวิตมานับครั้งไม่ถ้วน
คนรองคือ ‘สมิงเย้าลี’ ส่วนน้องคนเล็กคือ ‘สมิงเหยียน’ ทั้งสองมีพลังยุทธ์ถึงระดับ ‘มัธยปราณ’ ่ปลายแล้ว
“เด็กน้อย .. พวกเ้าหน้าตาผิวพรรณสะอาดสะอ้านชวนมอง ดูท่าเ้าคงเป็ลูกหลานคหบดีแล้ว .. ฮี ฮี” ผู้เป็มิจฉาชีพพี่ใหญ่สมิงจยองกล่าวหัวเราะอย่างชั่วช้า
มิจฉาชีพอีกผู้หนึ่งกล่าว “พี่ใหญ่ .. ข้าว่านำเด็กทั้งสองไปขายสำนักคณิกา ได้คนละห้าตำลึงทองนับว่าไม่เลวอยู่” มันคือสมิงเหยียน
มิจฉาชีพคนที่สาม สมิงเย้าลีกล่าวบ้างว่า “พี่ใหญ่ .. ดูท่าอีกสามปีเด็กเหล่านี้จะเติบใหญ่เป็สาวสะพรั่ง คนละสิบตำลึงทองยังนับว่าน้อยไป ฮี ฮี”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ...” ทั้งสามหัวเราะอย่างพร้อมเพรียง ไม่คิดว่าเพียงเพิ่งมาถึงเมืองเพชรปราการก็พบเจอลาภชิ้นโต
สมิงจยองกล่าวอย่างอารมณ์ดี “พวกเ้าเห็นเข็มกลัดที่พวกนางประดับหรือไม่ .. ต้องเป็สิ่งล้ำค่าแล้ว”
สมิงเหยียนกล่าว “พี่ใหญ่ พี่รอง แค่เข็มกลัดสองชิ้นนี้หากนำไปขาย คงใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย .. ฮ่า ฮ่า” มันมีอายุเพียงสามสิบต้น เป็ผู้ที่ละโมบที่สุดในสามสมิง
สมิงเย้าลีกล่าว “หรือจะจับมันไว้ นำไปต่อรองกับบิดามารดามันดู ว่าจะยอมจ่ายค่าไถ่ตัวเป็ทองเท่าไร .. ฮ่า ฮ่า” มันผู้นี้จ้าวปัญญามีอายุสามสิบห้า กลับหาหนทางที่ทำกำไรยิ่งกว่า
เด็กหญิงทั้งสองยืนตัวแข็งทื่อกล่าวว่า
“พวกเราเป็เด็กยากไร้ จอมยุทธ์ทั้งสามปล่อยพวกเราไปเถิด”
“ใช่ ใช่ .. ท่านจอมยุทธ์ผู้ผดุงคุณธรรม เห็นแก่เทวาบนฟากฟ้าปล่อยพวกข้าสองพี่น้องไปเถิด”
สมิงเหยียนขมึงตาจ้องมอง กล่าวว่า “ชิ .. เด็กยากไร้ กลับประดับสิ่งของล้ำค่าเช่นนี้”
มันลงมือปลดเข็มกลัดพร้อมดึงรั้งผ้าคลุมติดมือออกมาจากเด็กหญิงอย่างแรง เด็กหญิงอีกผู้หนึ่งร้องอุทานออกมา
“อย่านะ !!! .. ญานินเป็อย่างไรบ้าง”
มันจับแขนพี่น้องด้วยความเป็ห่วง เด็กหญิงที่ถูกเรียกว่า ‘ญานิน’ ยืนนิ่ง เท้าปักหลักมั่นกล่าวเบาๆ ว่า
“ข้ามิเป็ไรหรอก .. ญาดา”
‘ญานิน’ และ ‘ญาดา’ คือนามของเด็กหญิงทั้งสอง
ภายในมือสมิงเหยียนคือเข็มกลัดรูปขนนก เป็อัญมณีล้ำค่าส่องแสงกะพริบวับวามท่ามกลางความมืด ส่วนผ้าคลุมก็เป็ผ้าทอด้วยขนสัตว์ชั้นดีมีสีเขียวส่องประกายเลื่อมระยิบ
มันดวงตากลมโตจ้องมองสิ่งของด้วยความโลภ “โอ่วววว ช่างล้ำค่ายิ่งนัก หากนำไปขายเพียงพอให้ข้าเสพสุขในซ่องคณิกาแลบ่อนพนันนานนับปี ฮี ฮี”
เด็กหญิง ‘ญานิน’ ถูกปลดผ้าคลุมออกเผยเห็นชุดภายในสีขาวสะอาดมีกระเป๋าหนังใบย่อมสะพายไว้ด้านข้างลำตัว
สมิงจยองจ้องมองกล่าวว่า “ฮ่า ยังมีอีก .. เสื้อผ้าที่นางสวมใส่ก็เป็สิ่งของชั้นเลิศแลยังมีกระเป๋า ภายในบรรจุสิ่งใด”
สมิงเหยียนกล่าว “พี่ใหญ่ เรารวยแล้ว การค้าครั้งนี้ต้องทำกำไรนัก คงต้องเปลื้องผ้าเด็กน้อยออกมาให้หมดแล้ว ฮ่า”
“ฮ่า ฮ่า ..” ทั้งสองะเิเสียงหัวเราะอย่างยินดี
ส่วนสมิงเย้าลียังคงนิ่งเงียบ มันกำลังครุ่นคิด ‘ไม่ถูกต้อง !!! เด็กหญิงพวกนี้ ... ไม่ถูกต้อง’ พิจารณาดูเด็กหญิงเหล่านี้สวมใส่สิ่งของล้ำค่ามากเกินไป
สมิงเหยียนกำลังเอื้อมมือหมายดึงรั้งกระเป๋าจากเด็กหญิง กลับมือวัตถุชิ้นหนึ่งพุ่งออกมาจากความมืดโดยไร้เสียง
.. โอ้ยยยยย !!! .. สมิงเหยียนอุทานอย่างเ็ป เป็ก้อนหินก้อนหนึ่งถูกซัดเข้าข้อมือขวามันพอดี
พวกมันทั้งสามหันขวับมองหาที่มาของก้อนหินก้อนนั้น ห่างไปสิบก้าวเป็คนผู้หนึ่งเดินก้าวออกมาจากความมืด
“ปล่อยเด็กหญิงไป !!!” .. เป็อุทัยเอง
“พี่ชาย !!! พี่ชายมาแล้ว” เด็กหญิง ‘ญานิน’ และ ‘ญาดา’ ร้องอุทานเป็เสียงเดียว
เด็กหญิงญาดาทำหน้ากระหยิ่มยิ้มกล่าว “พี่ชายข้า .. คืออันดับหนึ่งเมืองเพชรปราการ พวกเ้าไม่รอดแน่ !!!”
เด็กหญิงญานินก็เชิดปากกล่าวบ้าง “รีบกราบแทบเท้าพี่ชายข้าเสีย .. ท่านอาจละเว้นโทษตายพวกเ้า ..”
อุทัย “...” มันพูดอะไรไม่ออก 'มิต้องกล่าวอันใดหนา มิมีใครกล่าวหาพวกเ้าเป็ใบ้ดอก'
สมิงเหยียนกุมข้อมือเขียวช้ำแววตาอาฆาตโหดร้าย พลันชักดาบเล่มใหญ่ออกมาเดินเข้าหาอุทัย
“มารดามัน ! ที่แท้ก็ทารกผู้หนึ่ง เ้าบังอาจซัดก้อนหินทำร้ายข้า คงไม่มีโอกาสเห็นดวงตะวันของวันใหม่แล้ว”
พร้อมแผ่พลังปราณเข้ากดดันกลับไม่พบพลังปราณต่อต้านจากอุทัย มันแสยะยิ้มชั่วร้ายดาบในมือซ้ายสะบัดส่งประกายตัดเฉียงลงหมายตัดลำตัวอุทัยในดาบเดียว
อุทัยตั้งสติก่อเกิดสมาธินิ่งเรียบดังผืนน้ำโคจรปราณอรุณโรจน์ถึงขีดสุด ดวงตาดำเกิดประกายอักขระสีทองหมุนวน มันก้าวเพียงหนึ่งก้าวกลับถึงตัวสมิงเหยียน
“!!!” สมิงเหยียน
สภาวะดาบเพียงถูกฟาดฟันออกสองส่วนไม่ทันแสดงอานุภาพขีดสุด อุทัยกลับประชิดถึงตัวมันเบื่ยงตัวฉากซ้ายหลบประกายดาบ พลันฟันออกด้วยสันมือขวาแผ่พุ่งด้วยพลังปราณถูกข้อมือสมิงเหยียน
ดังถูกสายฟ้าฟาดเข้าใส่ สมิงเหยียนง่ามนิ้วมือฉีกขาดดาบร่วงหลุดมือ อุทัยดำเนินท่าร่างต่อเนื่อง ในระยะประชิดมันดีดพุ่งตัวใช้ท่อนศอกซ้ายเหวี่ยงฟาดเข้ามาตามสภาวะ
.. จักราผ่าพสุธา !
.. โครมมมมม !!! ท่อนศอกฟาดเข้าหน้าสมิงเหยียนอย่างจัง ปราณคุ้มกายแหลกสลายคนผงะหงายเืกระจายจากปาก กลิ้งกระเด็นไปราวห้าหกก้าวพร้อมดาบร่วงตกลงพื้นพร้อมๆ กัน
สมิงจยอง “น้องสาม!!!”
สมิงเย้าลี “!!!”
ญานินญาดา *0*
ทุกคนที่อยู่ภายในเหตุการณ์ต่างตะลึงนิ่งเงียบ พวกมันไม่คาดคิดว่าวิชาหมัดมวยของเด็กหนุ่มผู้นี้จะมีอานุภาพรุนแรงถึงกับคว่ำผู้ฝึกยุทธ์ระดับ ‘มัธยะปราณ’ ภายในสองกระบวนท่า
เด็กหญิงญานินญาดาจ้องมองอุทัยอย่างลึกล้ำ ผ่านไปราวห้าลมหายใจจึงร้องกล่าวว่า
“วันนี้พี่ใหญ่มาเอง ! พวกโจรโฉดเช่นเ้าต้องตายเป็แน่แท้ .. ฮี ฮี”
“ใช่ ! พี่ใหญ่ของข้ามีพลังปราณสูงส่ง พวกเ้ามิใช่คู่มือดอก .. ฮ่า ฮ่า”
.. ด้วยเชิงมวยที่แสดงออก .. จาก ‘พี่ชาย’ ตอนนี้อุทัยเลื่อนระดับกลายเป็ ‘พี่ใหญ่’ แล้ว .. เด็กหญิงทั้งสองยังกล่าวต่อ
“ชิ ! มีฝีมือเพียงเท่านี้ริอาดเป็โจร พวกเ้าอับอายบรรพบุรุษโจรหรือไม่”
“ถึงกับเยี่ยวราดกันเลยสิท่า รีบคุกเข่ากราบพี่ใหญ่ข้าเป็บิดาบัดเดี๋ยวนี้ .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
อุทัย “...” มันหัวเราะไม่ออกร้องไห้ก็มิได้ 'กล่าวให้น้อยๆ ก็ได้หนา มิต้องเร่งให้พวกมันมากระทืบข้าดอก'
เสียงพวกนางเจี๊ยวจ๊าวกล่าวเย้ยหยัน สมิงจยองและสมิงเย้าลีพลันได้สติกลับคืนมาพร้อมไฟโทสะคุกรุ่นขึ้น “ไอ้สาม .. ประมาทยิ่งนัก กลับเสียท่าเด็กน้อยมิมีพลังปราณผู้หนึ่ง” เป็สมิงเย้าลีกล่าว
สมิงจยองผู้เป็พี่ใหญ่ะโลั่น “อ้ายสามเป็เยี่ยงไรไหวหรือไม่”
สมิงเหยียนชันกายค่อยๆ ลุกขึ้น ใบหน้าเหยเกมือสั่นระริก โทสะภายในอกฉีดพุ่งถึงขีดสุด
ถุยยยย !!! มันพ่นเืสีเข้มออกจากปาก ดวงตาแดงก่ำจ้องมองอุทัย
น้ำเสียงกล่าวราวอุทัยเป็ผู้ฆ่าบิดามัน “อ้าย ... หัว ... เกรียน ... ข้าจะฆ่าเ้าเส้นผีภูทมิฬ” มันเริ่มเดินลมปราณสะสมพลัง ก่อเกิดเงาิญญาภูตหมุนวนรอบกาย
ที่มือทั้งสองรวมรั้งกลุ่มพลังเป็เงาิญญาสีดำสนิท มันก้าวเดินเข้าหาอุทัยอย่างช้าๆ ท่วงท่าดังมัจจุราชคร่าิญญากลางพงไพร
“ปราณภูตพนา !!! .. น้องสามเอาจริงแล้ว” สมิงเย้าลีกล่าว
“กลับใช้สุดยอดปราณออกมา อ้ายหนุ่มจงตายตาหลับเถอะ เอ็งช่างได้รับเกียร์ติยิ่งนัก .. ฮึ ฮึ” สมิงจยองกล่าว ความมั่นใจในน้องรักมีเต็มเปี่ยม
สมิงเหยียนจ้องมองเข้าไปั์ตาของอุทัย “ฮี ฮี ฮี .. ร้องขอชีวิตตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว” พร้อมร่ายเวทมนตร์เข้าสะกดติดตรึงดวงจิต
อุทัยจ้องมองเขม็งวิชาิญญาภูตผีไม่ส่งผลต่อจิตใจมันแม้แต่น้อย ดวงตาทั้งสองไหววูบด้วยอักขระมนต์สีทองอีกครั้ง คนก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวพลันกระโจนเข้าใส่โดยไม่บอกกล่าว
จากระยะหกก้าว มองไม่ทันว่าอุทัยเคลื่อนไหวอย่างไร แต่สุดท้ายพบเห็นมันลอยตัวจ่อหัวเข่าทั้งสองอยู่เบื้องหน้าสมิงเหยียนแล้ว
.. ประทับล้มคชสาร !
เข่าคู่กระแทกหน้าอกสมิงเหยียนอย่างจัง
.. โครมมมมมม !!! เงาภูตที่สะสมยังไม่ทันใช้ออก ก็ถูกความแรงของท่าเข่าคู่ทำพลังกระจายหายออกหมดสิ้น ร่างของสมิงเหยียนกระเด็นกลิ้งหลายตลบไถลไปไกลนับสิบก้าว นอนสงบนิ่งไร้การเคลื่อนไหว
สมิงจยอง “เ้าสามมม !!!”
สมิงเย้าลี “เฮ้ยยย !!!” ตาของมันเล็กหลี่งำประกาย มือหยิบฉวยสิ่งของจากข้างเอวซัดขว้างเข้าใส่อุทัยที่เพิ่งตั้งหลักยืนมั่น
.. ฟิ้ววววว .. ฟิ้ววววว .. ฟิ้ววววว
“พี่ใหญ่ !!!” ญานินญาดาะโสุดเสียง
ที่ปล่อยออกจากมือสมิงเย้าลีคืออาวุธลับเป็โลหะรูปลิ่มมีปลายแหลมสามอัน ส่งประกายสีเขียวของพิษร้ายแรง กำลังพุ่งแหวกอากาศอย่างรวดเร็ว เป้าหมายคือจุดตายของอุทัยได้แก่ หน้าผาก ต้นคอ และหัวใจ