เจิ้งซูเหวินปวดใจอย่างที่สุดยกมือขึ้นกุมหน้าผากแล้วหลับตาลง “การให้สตรีเปิดสำนักศึกษา เรื่องเหลวไหลเช่นนี้ เหตุใดพระองค์ทรงเห็นดีด้วย?ต่อไปเหล่าบัณฑิตทั้งหลายในแผ่นดินจะมองพระองค์เช่นไร? เพิ่งขึ้นครองราชย์ได้ไม่ถึงปี ก็จะทำลายรากฐานบรรพบุรุษแล้วหรือ!”
จื่อหว่านเดินเข้าไปข้างกายไทเฮาขยับมือนวดคลึงเบาๆ บริเวณขมับ พร้อมกับกล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “พระนางอย่าเพิ่งร้อนพระทัยไปเพคะเรื่องนี้จะโทษฝ่าบาททั้งหมดก็ไม่ได้ แม่ทัพใหญ่ฟู่มีชื่อเสียงเลื่องลือ ไม่ว่ากล่าวสิ่งใดในราชสำนักก็มีเสียงตอบรับนับร้อยฮ่องเต้ยังทรงพระเยาว์ ต่อให้คิดจะขัดขวางก็คงไร้กำลังต่อต้านเพคะ...”
เจิ้งซูเหวินได้ยินก็ยิ่งแค้นใจ!ฟาดมือลงบนพนักวางแขนของเก้าอี้ไม้พะยูงอย่างแรง พร้อมทั้งกล่าวอย่างเดือดดาล “น่าแค้นเหลือเกินที่ฝ่าบาทไม่นึกระแวงแม้แต่น้อย!ฟู่ถิงเย่จิตใจทะเยอทะยานดุจหมาป่า เขากำลังยุยงให้ฝ่าบาทกระทำความผิดพลาดครั้งใหญ่เพื่อที่จะได้หาช่องทางช่วงชิงอำนาจ!”
“ไทเฮาคลายโทสะเถิดเพคะ…”จื่อหว่านกล่าวปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พระองค์แค่ยังทรงพระเยาว์ จึงถูกหลอกลวงได้ง่ายพระนางเป็นพระมารดาแท้ๆ ของฝ่าบาท ค่อยๆ สั่งสอนไปก็ย่อมได้เพคะ...”
“ในสายตาของพระองค์ยังเห็นข้าเป็นเสด็จแม่อยู่อีกหรือ?”เจิ้งซูเหวินนึกถึงท่าทีที่เย็นชาของหลี่จิ่งหนานที่มีต่อนางในช่วงที่ผ่านมาก็รู้สึกปวดใจขึ้นมา
จื่อหว่านเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงแผ่ว “บ่าวมีอยู่เรื่องหนึ่ง ไม่ทราบว่าควรกราบทูลหรือไม่”
เจิ้งซูเหวินเงยหน้าขึ้นมองนางสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย “ว่ามาเถอะ”
“ตอนนี้ฝ่าบาทเชื่อฟังแม่ทัพฟู่แบบไม่ลืมหูลืมตาอะไรก็ทรงเห็นดีด้วยไปเสียหมด ภายภาคหน้า...เกรงว่า…” นางเว้นช่วงคำพูดไป กล่าวด้วยเสียงเบาลง“เกรงว่า จะทรง...นับโจรเป็นบิดาเพคะ”
ใบหน้าของเจิ้งซูเหวินพลันซีดเผือด
นี่เป็นสิ่งที่นางกังวลใจมากที่สุด!โอรสไม่ยอมเชื่อฟังคำของตน กลับเชื่อฟังแต่คนภายนอก แล้วจะไม่ให้นางหวาดหวั่นได้อย่างไร?!
นางน้ำตาร่วงพรูออกมาทำอะไรไม่ถูก “ชีวิตของพวกเราสองแม่ลูกช่างทุกข์ยากเช่นนี้…เมื่อครั้งที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนจากไปทำไมไม่ทรงพรากชีวิตข้าไปด้วย!”
กล่าวจบ น้ำตาก็ไหลรินลงมามากกว่าเดิม
“พระนาง อีกฝ่ายวางแผนมาอย่างดีจะทรงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปโดยไม่จัดการไม่ได้นะเพคะ” จื่อหว่านกล่าวออกมาเหมือนเป็นการชี้แนะ“ต้องให้ฝ่าบาทเห็นชัดเจนว่าฟู่ถิงเย่เสแสร้งเป็นคนดี ต่อไปฝ่าบาทก็จะตีตัวออกห่างจากเขาไปเองและจะไม่เชื่อฟังเขาโดยไร้เหตุผลเช่นนี้อีก”
เจิ้งซูเหวินส่ายหน้าทั้งน้ำตา“ฟู่ถิงเย่เข้าสู่สนามรบทั่วสารทิศมาตั้งแต่วัยหนุ่ม ไม่ว่าจะในกองทัพหรือในหมู่ราษฎรก็มีชื่อเสียงอย่างมากแม้แต่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนยังเคยตรัสชื่นชมเขาหลายครั้งหลายคราว่าเป็นวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่เกรงว่าฝ่าบาทจะไม่ทรงเชื่อคำพูดของอายเจียเสียแล้ว”
“คนเราย่อมไม่มีใครดีพร้อมไปเสียหมดบ่าวทราบมาว่า แม่ทัพท่านนี้เพิ่งจะก่อเรื่องอื้อฉาวไว้เรื่องหนึ่ง...”
เจิ้งซูเหวินชะงักไปก่อนจะมองไปยังจื่อหว่าน “...เรื่องอื้อฉาวหรือ?”
...
หวาชิงเสวี่ยปิดประตูไม่ยอมออกจากบ้านขะมักเขม้นกับการคัดลอกตำราเรียน
นางใช้เวลาถึงสิบหกวันคัดลอกตำราเรียนวิชาเคมีและฟิสิกส์ที่จำเป็นออกมาทั้งหมด แล้วยังถือโอกาสคัดลอกตำราชีววิทยาออกมาอีกสองเล่มด้วย
ในช่วงนี้ ตอนแรกหลูเจิ้งชิงเพียงแค่คอยเฝ้าดูอาการของนางอยู่ห่างๆแต่ภายหลังเมื่อมีภาระงานมากขึ้น อีกทั้งฮวนเอ๋อร์ที่เป็นสาวใช้ก็ไม่รู้หนังสือ หลูเจิ้งชิงจึงต้องเข้ามาร่วมช่วยด้วย
ช่วยแก้ไขตัวอักษรที่เขียนผิดเขียนหมายเลขหน้า และช่วยวาดภาพประกอบในส่วนที่จำเป็นต้องมี
เมื่อตัวอักษรสุดท้ายถูกเขียนลงบนกระดาษหวาชิงเสวี่ยก็ถอนหายใจออกมายาวๆ
ในที่สุดก็เสร็จแล้ว
ราบรื่นจนแทบไม่น่าเชื่อ
นางไม่ได้ปวดหัว และไม่ได้เป็นลมล้มพับไป
“ขั้นต่อไป แค่แปลตำราเรียนเหล่านี้เป็นภาษาของต้าฉีอีกครั้งก็จะสำเร็จลุล่วงแล้ว” หวาชิงเสวี่ยรู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัว
ไม่ใช่เพียงแค่ตัวอักษรเท่านั้นแต่ยังมีสำนวนภาษาที่ใช้ในการเขียน ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างสมัยก่อนกับปัจจุบันงานแปลใหม่ครั้งนี้จึงต้องพึ่งพาหลูเจิ้งชิง
เขาอยู่ในต้าฉีมาสิบปีแล้วจึงเข้ากับยุคสมัยนี้ได้อย่างสมบูรณ์
หลูเจิ้งชิงก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ในที่สุดก็เสร็จแล้ว”
หวาชิงเสวี่ยยิ้ม “ใช่แล้วงานต่อจากนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ชิปแล้ว แต่อย่าเพิ่งรีบร้อนเลย ทำงานหนักมาหลายวัน ก็ควรพักผ่อนเสียบ้างท่านกลับบ้านเถอะ มู่อวี่คงจะรอจนร้อนใจแล้ว”
“อืม เจ้าเองก็พักผ่อนให้ดี”หลูเจิ้งชิงพยักหน้า แล้วจัดการเอกสารบนโต๊ะให้เรียบร้อย
หยาดเหงื่อแรงใจทั้งหมดของหวาชิงเสวี่ยอยู่ในนี้หมดแล้ว
“ใช่แล้ว เมื่อก่อนเคยใช้คอมพิวเตอร์จนเคยชินไม่เคยคัดลอกอะไรด้วยมือมากมายขนาดนี้มาก่อนเลย…” หวาชิงเสวี่ยยิ้มอย่างมีความสุข ยืดแขนเหยียดตัว“เหนื่อยจริงๆ ตอนนี้ข้าอยากนอนหลับให้เต็มอิ่มเสียแล้ว”
ความง่วงถาโถมเข้าใส่นางไม่มีแรงต่อต้านเลย เปลือกตาปิดลง ก็ไม่อยากลืมตาขึ้นมาอีกแล้ว ตอนนี้นางแค่อยากจะทิ้งตัวลงบนเตียงและนอนหลับให้สบาย
เสียงอุทานด้วยความตกใจของหลูเจิ้งชิงดังเข้ามาในโสตประสาท“หวาชิงเสวี่ย!”
เสียงนั้นเหมือนอยู่แค่ข้างหูแต่ก็เหมือนอยู่ไกลแสนไกล
หวาชิงเสวี่ยหลับตาคิดอย่างสับสน ‘จะเรียกนางทำไมกัน? หมอหลวงหลูท่านนี้ใจร้อนเสียจริงมีอะไรไว้ค่อยว่ากันตอนตื่นนอนแล้วกันนะ…ตอนนี้นางรู้สึก ง่วงเหลือเกิน’
...
ครั้งนี้นางนอนหลับลึกมากหลับลึกมากจริงๆ
พอตื่นขึ้นมา ท้องฟ้าข้างนอกก็สว่างแล้วเห็นได้ชัดว่าสายมากแล้ว
นางสงสัยว่าตนเองจะหลับยาวจนถึงเที่ยงวันหรือไม่
พอพยายามใช้แขนยันตัวขึ้นก็พบว่าแขนขาไม่มีแรง แถมยังวิงเวียนไปหมด
หวาชิงเสวี่ยพิงขอบเตียงแล้วลุกขึ้นนั่งเมื่อลูบท้องเบาๆ ก็พบว่าตนหิวจะแย่…
เมื่อคืนนี้นางง่วงมากจนไม่ได้กินมื้อเย็นก็นอนหลับไปเลย
อืม ควรจะกินอะไรเสียหน่อยไม่อย่างนั้นอาจจะน้ำตาลในเลือดต่ำจนเวียนหัวเอาได้
ประตูส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดมีคนเปิดเข้ามา
หวาชิงเสวี่ยได้ยินเสียงก็หันไปมองเห็นฮวนเอ๋อร์ถือถ้วยยาเข้ามา
นางดีใจมาก กำลังจะเรียกฮวนเอ๋อร์ให้ไปหาอะไรมาให้กินแต่ก็พบว่าฮวนเอ๋อร์แข็งทื่อไปทั้งตัว!
เพล้ง!
ถ้วยยาในมือร่วงลงพื้นแตกเป็นเสี่ยงๆ! ยาหกเลอะเทอะไปทั่วพื้น กลิ่นยาตลบอบอวลไปทั่วห้อง
ฮวนเอ๋อร์พึมพำด้วยความตกใจ“ท่าน…ท่านหญิงฟื้นแล้ว ฟื้นแล้ว! ท่านหญิงฟื้นแล้ว!”
นางตะโกนเสียงดัง วิ่งพรวดพราดออกไปนอกห้องราวกับโผบิน!
หวาชิงเสวี่ยยังไม่ทันได้พูดอะไรร่างฮวนเอ๋อร์ก็หายลับไปแล้ว นางมองประตูที่เปิดอ้าอยู่ด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น
เกิดอะไรขึ้นกันแน่…
ไม่นานนักก็มีเสียงฝีเท้าดังรัวเข้ามาจากข้างนอก
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็เห็นร่างสูงใหญ่ปรากฏอยู่ที่หน้าประตู
คือฟู่ถิงเย่นั่นเอง
สีหน้าของเขาหมองคล้ำหนวดเครารุงรัง ดวงตาสีแดงก่ำ ดูน่ากลัวเล็กน้อย และยังดู...อิดโรย
ด้านหลังฟู่ถิงเย่มีคนติดตามเข้ามาด้วยหลายคนคร่าวๆ น่าจะมีหกเจ็ดคน
มีทั้งหลูเจิ้งชิง และหมอหลวงอีกหลายคนที่สวมใส่เครื่องแบบราชสำนัก
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?มีตรงไหนที่รู้สึกไม่สบายหรือไม่?” ฟู่ถิงเย่ถามนางทันทีที่เข้ามา
“ข้าสบายดี…” หวาชิงเสวี่ยมองเขาอย่างงุนงงแล้วกล่าวเสียงเบาว่า “ท่านเป็นอะไรไป? เหตุใดจึงมากันมากมายขนาดนี้ข้าแค่หลับไปครู่เดียวเท่านั้นเอง…”
“เจ้าหลับไปตั้งห้าวัน!”ฟู่ถิงเย่กล่าวขึ้นมาเสียงดัง!
หวาชิงเสวี่ยเบิกตากว้างรีบหันไปมองหลูเจิ้งชิง
หลูเจิ้งชิงพยักหน้าน้ำเสียงต่ำและแหบแห้ง “วันนี้เป็นวันที่ห้าพอดี”
เขาดูย่ำแย่กว่าฟู่ถิงเย่เสียอีกใบหน้าซูบตอบ ใต้ตาคล้ำ คาดว่าเขาคงจะแบกรับความกดดันทางจิตใจไว้มากมายในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกใจคอไม่ดีคิดในใจว่า ‘ฟู่ถิงเย่คงจะไม่ทำร้ายหลูเจิ้งชิงใช่หรือไม่?’
นางดึงแขนเสื้อของฟู่ถิงเย่ไว้อย่างร้อนตัว“ข้าไม่เป็นอะไรจริงๆ ท่านอย่าทำให้หมอหลูต้องลำบากเลย...”
นางรู้สึกว่าหลูเจิ้งชิงช่างน่าสงสารถูกนางลากมาให้ช่วยงานแล้วยังต้องโดนฟู่ถิงเย่ตำหนิอีก ฟู่ถิงเย่ตอนโมโหดูน่ากลัวขนาดนั้นช่วงนี้หลูเจิ้งชิงคงจะลำบากแน่…
ฟู่ถิงเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบเหมือนมีน้ำแข็งเกาะ“เจ้ายังมีแก่ใจไปห่วงคนอื่นอีกหรือ?!”
หวาชิงเสวี่ยรีบหุบปากเงียบ
หลูเจิ้งชิงกล่าวว่า“ให้ข้าตรวจชีพจรของแม่นางหวาก่อนเถิด”
ฟู่ถิงเย่จ้องหวาชิงเสวี่ยเขม็งก่อนจะเบี่ยงตัวหลีกทางให้
หลูเจิ้งชิงตรวจชีพจรของหวาชิงเสวี่ยอย่างละเอียดจากนั้นก็ปรึกษากับหมอหลวงท่านอื่นๆ ครู่หนึ่ง ได้ข้อสรุปว่า ให้หวาชิงเสวี่ยพักผ่อนให้มากๆ
คิดดูแล้ว เมื่ออาการป่วยทางสมองไม่กำเริบก็ตรวจไม่พบอะไรเลยจริงๆ นอกเสียจากการพักผ่อนก็ไม่มีวิธีรักษาอื่น
หวาชิงเสวี่ยเอื้อมมือไปดึงแขนเสื้อของฟู่ถิงเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านอย่าโกรธได้หรือไม่? ข้าจะไม่เป็นแบบนี้อีกแล้วข้าให้สัญญากับท่าน”
ตราบใดที่นางไม่ใช้ชิปอีกนางคิดว่าตนจะต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน
ฟู่ถิงเย่นั่งลงข้างเตียงด้วยใบหน้ามืดครึ้มสายตาที่มองไปยังหวาชิงเสวี่ยยังคงเต็มไปด้วยความโกรธ
เสียงของหวาชิงเสวี่ยยิ่งนุ่มนวล“จริงๆ นะเจ้าคะ ข้าจะทำตามที่ท่านบอกทุกอย่าง ไม่ทำอะไรตามใจตัวเองอีกแล้ว”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะประโยคที่ว่า‘จะทำตามที่ท่านบอกทุกอย่าง’ ไปทำฟู่ถิงเย่ใจอ่อนหรือไม่ ความโกรธจึงค่อยๆ ลดน้อยลงเขากล่าวด้วยใบหน้าเคร่งขรึมว่า “จะไม่มีครั้งต่อไปอีก”
“อืมๆๆ” หวาชิงเสวี่ยรีบพยักหน้าอย่างไว
พยักหน้าเร็วเกินไปจนรู้สึกเวียนหัวอีกครั้ง นางรีบหลับตาลงแล้วกอดแขนเขาไว้แน่น
ฟู่ถิงเย่เกิดความกังวลขึ้นมาทันทีถามว่า “เป็นอะไรไป?!”
“ไม่เป็นไร...” หวาชิงเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“สลบไปตั้งห้าวันยังบอกว่าตัวเองไม่เป็นอะไรอีก!”ฟู่ถิงเย่ทั้งโกรธและร้อนใจ
“ไม่เป็นอะไรจริงๆ”หวาชิงเสวี่ยซบไหล่เขาแล้วหัวเราะ “ท่านแม่ทัพ ข้าแค่หิวมากไปหน่อย…”
หลูเจิ้งชิงที่อยู่ข้างๆกล่าวว่า “บอกห้องครัวทำอาหารอ่อนอย่างบะหมี่ หรือว่าไข่ตุ๋นที่ย่อยง่ายๆ มาให้สักชามช่วงนี้อย่าเพิ่งกินเนื้อสัตว์ ป้องกันอาการไม่สบายท้อง”
เขาเขียนใบสั่งยาเสร็จแล้วยื่นให้ฟู่ถิงเย่ “กินยาเหล่านี้ก่อน จะช่วยให้นางฟื้นตัวได้เร็วขึ้น เจ็ดวันให้หลังค่อยลดปริมาณลงครึ่งหนึ่ง”
หมอหลวงคนอื่นๆ เข้ามากล่าวลาฟู่ถิงเย่บอกว่าจะกลับไปทูลรายงานต่อฮ่องเต้
หวาชิงเสวี่ยเพิ่งจะรู้ตัวก็ตอนนี้ที่แท้เรื่องที่นางสลบไปห้าวันนั้น หลี่จิ่งหนานก็รู้เรื่องแล้ว…
นางไม่คิดว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้นางรู้สึกเหมือน…แค่หลับไปตื่นหนึ่งเท่านั้นเอง
...
ทุกคนออกไปหมดแล้ว ในห้องจึงเหลือแค่ฟู่ถิงเย่กับนางสองคน
ฮวนเอ๋อร์ยกบะหมี่มาให้ชามหนึ่งไม่เห็นเนื้อสัตว์แม้แต่น้อย แต่รสชาติกลับกลมกล่อมและหอมกรุ่น
หวาชิงเสวี่ยไม่มีแรงยกชามฟู่ถิงเย่จึงค่อยๆ ป้อนนางทีละคำ
“ตอนนี้สมใจแล้วใช่หรือไม่?”เขาป้อนบะหมี่ให้นาง ในขณะที่น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความขุ่นเคือง เหมือนยังโกรธไม่หาย
หวาชิงเสวี่ยรู้ว่าฟู่ถิงเย่กำลังเป็นห่วงนางจึงดูดเส้นบะหมี่เข้าไปคำหนึ่ง พร้อมกับยิ้มและรับปากอีกครั้งว่า “จะไม่มีครั้งต่อไปอีกแล้ว”
“ตำราเรียนพวกนั้น เจ้าไม่ต้องไปแตะมันอีกที่เหลือให้หลูเจิ้งชิงเป็นคนทำ” ฟู่ถิงเย่กล่าว
หวาชิงเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“หมอหลวงหลูยังมีธุระของตัวเองอีกนะเจ้าคะ จะรบกวนอยู่ตลอดได้อย่างไร…”
“เช่นนั้นก็ให้เขาลาออกจากสำนักหมอหลวงเสียเลย”ท่าทีของฟู่ถิงเย่ดูค่อนข้างเผด็จการ “สำนักหมอหลวงมีคนมากมาย ขาดแค่เขาคนเดียวจะเป็นไรไป”
“ท่านแม่ทัพ แบบนั้นคงไม่ดีกระมัง…”
“ไม่ดีตรงไหน?”ฟู่ถิงเย่ขัดคำพูดของนาง พร้อมกับป้อนบะหมี่เข้าปากนางอีกคำ “ไม่ทันได้ถามแล้วเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้อื่นไม่ต้องการ? มาเป็นหมอประจำตัวที่จวนแม่ทัพของข้ายังสู้การเป็นหมอหลวงขั้นเจ็ดเล็กๆ ในสำนักหมอหลวงไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”
ฟู่ถิงเย่แค่นหัวเราะต่อไป“ตอนนี้เขาไม่ใช่ขุนนางขั้นเจ็ดชั้นสูงเสียด้วยซ้ำ เป็นแค่ขั้นเจ็ดชั้นรองเท่านั้น”
หวาชิงเสวี่ยคิดในใจว่าเขาเป็นข้าราชการเชียวนะ
“...ถ้าอย่างนั้นท่านก็ลองถามเขาดูเถิดแต่ว่าอย่าฝืนใจเขาเลย” นางกลืนอาหารในปากลงคอ แล้วกำชับเขา
ฟู่ถิงเย่ตอบในลำคออย่างไม่ใส่ใจ“เขาต้องยินยอมอยู่แล้ว”
อาการป่วยทางสมองของหวาชิงเสวี่ยมีเพียงหลูเจิ้งชิงเท่านั้นที่รักษานางได้ ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องชิงตัวหลูเจิ้งชิงมาให้ได้