หลังจากที่ทัวร์กลับไปเจสสิก้าก็กลับมาที่ห้องทำงานอีกครั้ง โดยที่ครั้งนี้ เ้าสองแสบอยู่กันพร้อมหน้าแต่เธอก็เลือกที่จะไม่สนใจเพราะตอนนี้เธอรู้สึกเหนื่อยเกินกว่าที่จะต้องมานั่งหยอกล้อเล่นกับสองพี่น้องนั้น
เจสสิก้าเดินเข้าห้องน้ำไปด้วยร่างกายที่เปลือยเปล่าสายน้ำที่ไหลผ่านร่างกายช่วยขับไล่ความเหนื่อยล้าให้ออกไปมันทำให้รู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย
วันนี้เป็วันที่เหนื่อยมากจริงๆนอกจากพวกทัวร์เด็กนักเรียนแล้วก็ยังมีบรรดาชายหนุ่มที่เดินทางมาเพื่อจุดประสงค์ที่ว่า
อยากจะเห็นผู้บริหารสาวคนใหม่ของสถานที่แห่งนี้และพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อที่จะสานสัมพันธ์ มันทำให้เธอเหนื่อยเกินกว่าที่จะรับได้เหนื่อยที่ต้องปั้นหน้าเข้าหาทุกคน ยิ้มแย้มไปกับคำพูดที่สวยหรูของเหล่าชายหนุ่มพวกนั้น
หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมาดึงความสนใจเจสสิก้าเหลือบตามองสองสัตว์ร้ายพลางคิดว่าที่มันไม่หลบหลีกไปอาจเป็เพราะคนที่กำลังจะเข้ามาเป็คนที่พวกมันเองก็รู้จักจึงไม่มีความจำเป็ต้องหลบไป
ก๊อกก๊อก
“คุณเจสค่ะ มีจดหมายมาถึงคุณค่ะ” เสียงของน้าแนชลีย์ดังขึ้นเจสสิก้าถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกและผ่อนคลายลง จึงได้ะโบอกว่าให้เข้ามา
“จดหมายอะไรเหรอคะน้าแนชลีย์”
“จดหมายงานเลี้ยงวิชาการประจำปีค่ะ” หลังจากได้ยินเธอก็ขมวดคิ้วอย่างสงสัยและนั่นก็ทำให้น้าแนชลีย์ต้องอธิบายเพิ่มเติมถึงที่มาที่ไปของงานเลี้ยงครั้งนี้ให้กับเธอฟัง
“งานเลี้ยงวิชาการนั่น ภายในหนึ่งปี จะจัดขึ้นสองถึงสามครั้งแล้วแต่ว่าผู้จัดจะจัดมันขึ้นเมื่อไหร่ ที่ไหน เวลาใด ก็เท่านั้นเองค่ะ”
“อ้อ ขอบคุณค่ะ” เจสสิก้ารับจดหมายมาเปิดอ่านก่อนจะพบว่ามีชื่อของเธอและพ่อเด่นหราอยู่ โดยมีชื่อของผู้เชื้อเชิญปรากฏอยู่มุมล่างสุดทางขวามือ
“ดร.สโตน คาร์บกิ้น”
เจสสิก้ายักไหล่อย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเก็บจดหมายเชิญใส่กระเป๋าไว้แตกต่างจากเ้าสัตว์ร้ายที่จู่ๆก็มีพฤติกรรมที่แปลกประหลาดไปอย่างรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็
โดยเฉพาะลูเคียสที่แสดงท่าทางที่ดูดุร้ายมากยิ่งกว่าเดิมและนั้นก็ทำให้เจสสิก้าและแนชลีย์ที่กำลังจะออกจะห้องไปต้องหันไปมองอย่างแปลกใจ
ปึ่ก! ปึ่ก!
“พวกมันเป็อะไร” น้าแนชลีย์พูดขึ้นมาเพราะยังไม่เคยเห็นเ้าสัตว์ร้ายทั้งสองแสดงพฤติกรรมพวกนี้มาก่อนปกติก็ท่าทางดุร้ายแต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่เป็เหมือนครั้งนี้
“มันคงหิวมั่งค่ะ วันนี้วันจันทร์ แต่อาหารหนักๆของมันก็ วันพุธนี่น่า”เจสสิก้าพูดขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ เพราะเวลาที่เธอยั่วโมโหลูเคียสก็มักจะแสดงอารมณ์ร้ายๆออกมาเหมือนกันแต่ครั้งนี้ดูรุ่นแรงกว่าเดิมก็แค่นั้น มันจึงไม่น่าแปลกใจเท่าไรสำหรับเธอ
“วันนี้เลิกงานเร็ว เจสกลับไปหาพ่อก่อนนะคะจะได้คุยเื่งานเลี้ยงอะไรนี่ด้วยเลย”
“ค่ะ เดินทางกลับดีๆนะคะ”
….
หลังจากที่เจสสิก้าเดินจากไปแนชลีย์ก็จัดการปิดไฟ โดยที่ไม่สนใจฉลามหนุ่มที่พากันว่ายไปยังทิศทางหนึ่งเพราะคิดว่าทั้งคู่คงจะพากลับบ้านไป
เื่ที่ทั้งคู่ไม่ใช่ฉลามธรรมดานั้นเธอรู้ตอนที่คุณคาร์ลเป็คนบอก ตอนแรกเธอก็ไม่ได้เชื่อด้วยซ้ำความที่เธอทำงานกับคาร์ลมานานและเธอก็เป็คนที่รู้เื่วันนั้นวันที่ช่วยลอเรนจ์เอาไว้แล้วคาร์ลก็ได้ทำการช่วยเหลือโดยที่มีเธอเป็คนคอยประสานงานในการจัดหาบ้านพักให้กับลอเรนจ์เอง
จนวันนั้นวันที่แนชลีย์ได้รู้เื่หญิงสาวท้องใกล้คลอด ตอนแรกที่รู้เื่ เธอยอมรับว่าใพลางคิดว่าเด็กในท้องอาจจะเป็ลูกของคาร์ลกับลอเรนจ์ก็ได้
แต่คาร์ลบอกว่าไม่ได้เป็แบบที่เธอคิดด้วยความไว้ใจเธอมากคาร์ลจึงได้ปรึกษากับลอเรนจ์อยู่นานจึงได้ยอมบอกความลับเื่นั้นให้ฟัง
…เื่ที่ลูกชายของเธอสามารถกลายร่างเป็ฉลามได้และที่น่าใคือในท้องของลอเรนจ์ยังมีอีกตัวที่กำลังจะออกมาทักทายโลกอันกว้างใหญ่
และถือเป็ความโชคดีในโชคร้ายที่แนชลีย์มีพี่ชายเป็หมอสูตินารีและเมื่อนั้นทั้งตัวเธอเองและพี่ชายจึงช่วยกันปิดเป็ความลับั้แ่นั้นเป็ต้นมาและพี่ชายของแนชลีย์จึงได้กลายมาเป็หมอประจำครอบครัวสามแม่ลูกฉลามไปโดยปริยาย
….
หลังจากที่กลับมาถึงบ้านเจสสิก้าก็ตรงไปยังห้องทำงานของคาร์ลผู้เป็พ่อทันทีเธอเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานก่อนจะพูดขึ้นมา
“แด๊ดค่ะ มีจดหมายงานวิชาการมาถึงนะคะ”
“มาถึงเร็วจังเลย” คาร์ลที่กำลังดูเอกสารที่ตอนนี้กองอยู่บนโต๊ะเต็มไปหมดขานรับคำพูดของลุกสาวทันที
“ว่าแต่ เราต้องไปร่วมงานพวกนี้ด้วยเหรอคะ ทำไมเจสไม่เห็นรู้มาก่อนเลย”
“ไม่รู้ก็ไม่แปลก เพราะงานนี้พึ่งจะจัดได้ไม่ถึง 10 ปีงานนี้จะจัดและสุ่มสถานที่ไปเรื่อยทั่วประเทศเพื่อกระชับมิตรนะ ”
คาร์ลตอบออกมาอย่างไม่สนใจเพราะคาร์ลเองก็ไม่รู้ว่าดร.สโตนทำแบบนั้นทำไมแต่เพื่อความปลอดภัย ทุกครั้งที่งานนี้มาถึงคาร์ลจะต้องแจ้งเื่พวกนี้ให้ครอบครัวของลอเรนจ์เสมอเพื่อให้กำชับหนุ่มๆว่าถ้า่เวลานี้มาถึงอย่าออกไปเที่ยวเล่นที่ไหน
เพราะมีนักวิชาการและนักวิจัยวิทยาศาสตร์มากันมากมายมันจึงเสี่ยงเกินไปถ้าถูกจับได้ขึ้นมา
และถึงแม้ว่าคาร์ลจะคิดและสงสัยว่า ดร.สโตนจะใช่คนเดียวกับที่จับลอเรนจ์ไปทดลองหรือไม่แต่ก็ยังไม่กล้าฟันธงเท่าไร จึงทำแค่เพียงปกปิดมันและไม่กล้าถามออกไป
“แล้วงานจะจัดขึ้นที่ไหน และเมื่อไหร่ล่ะลูก”
“พรุ่งนี้ที่ *CircularQuay เวลา 19.30 น.”
….
กริ๊ง กริ๊ง
เสียงโทรศัพท์ภายในบ้านดังขึ้นนั่นทำให้หญิงสาววัยกลางคนที่กำลังทำงานบ้านอยู่ถึงกับชะงัก พลางเดินไปรับสาย
“สวัสดีค่ะ”
(ลอเรนจ์มันมาถึงแล้วนะ ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา พวกนั้นจะไม่เคยมาที่นี่ก็เถอะ)
แค่นั้นลอเรนจ์ก็รับรู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่าย้าจะสื่ออะไรเธอถือกับมือสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ และไม่นานเธอก็รับรู้ได้ถึงอ้อมแขนของใครบางคนที่กอดเธอจากทางด้านหลัง
“แม่ครับ พวกมันมาแล้ว”
หลังจากที่สองพี่น้องขึ้นจากน้ำก็ได้สวมเสื้อคลุมที่ทิ้งเอาไว้แถวชายทะเลก่อนจะเดินเข้าบ้านมาเจอกับแม่ที่กำลังถือหูโทรศัพท์ด้วยมือที่สั่นเทา
หลังจากปลายสายวางไปทั้งสามคนก็มานั่งกันที่โซฟาภายในห้องรับแขก ความเงียบเข้ามาปกคลุมพวกเขาทั้งครอบครัวเอาไว้จนนิโคลัสผู้ไม่ชอบความเงียบสักเท่าไรโพล่งขึ้นมาอย่างอดรนทนต่อไปไม่ได้เพื่อเรียกร้องความสนใจ
“แม่ครับ นิคหิวแล้ว เรากินข้าวกันดีกว่านะครับ”
และเพื่อไม่ให้การทำลายความเงียบของน้องชายกลายเป็หมันลูเคียสจึงเออออไปด้วย เพื่อให้แม่คลายความกังวล
“เราช่วยกันทำมื้อเย็นดีกว่านะครับ” ลูเคียสส่งยิ้มให้ผู้เป็แม่ทั้งที่ในใจยังคงกังวล โดยเฉพาะหญิงสาวเ้าของหัวใจของเขาที่จะไปงานนี้ด้วย
หลังจากที่จัดการมื้อเย็นกันแล้วเขาก็หยิบมือถือขึ้นมาต่อสายหาคนที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุด รอสายไม่นานปลายสายก็กดรับ
(ว่าไงลูซ)
“งานที่ว่านั้น จัดขึ้นวันไหนเหรอครับ”
(พรุ่งนี้นะลูเคียส อาขอเตือนนะ ว่าอย่าออกไปไหน)
“ผมจะกำชับนิคให้ แต่ว่าอาครับให้ผมไปส่งเถอะ”
(แต่มันอันตรายนะ!)
“เพราะว่าอันตราย ผมยิ่งต้องไปยังไงละครับ!” ใช่ยิ่งต้องไป ในเมื่อคนเ้าของหัวใจกำลังจะก้าวขาเข้าไปสู่ความวุ่นวาย
(โอเคๆยังไงก็ห้ามไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นอาจะให้มารับและไปส่งเท่านั้นถึงเวลากลับเมื่อไหร่อาจะโทรหา)
“เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ”
นั่นคือบทสรุปของทุกอย่างซึ่งตอนนี้ลูเคียสก็ได้จอดรถรออยู่ที่หน้าบ้านของ คาร์ล โดยมีหญิงสาวที่อยู่ในชุดเดสสีน้ำทะเลเดินออกมาด้วยกัน
หลังจากที่ทั้งคู่ขึ้นรถเขาก็ขับรถออกไปทันทีโดยมีสายตาสงสัยใคร่รู้ของหญิงสาวมองมาที่ตัวเองตลอดเวลา
….
“แด๊ดคะ นี่ใครเหรอ เจสไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
เจสสิก้าเอ่ยปากถามพ่อที่นั่งอยู่ด้านข้างกันด้วยความสงสัย
“คนนี้ชื่อลูซ เขาอาสาจะมารับส่งนะ”
“อ้อ” พยักหน้ารับก่อนที่จะไม่สนใจคนที่ชื่อลูซอะไรนั่นอีก
@Circular Quay เวลา 19.30 น.
ไม่นานก็มาถึงท่าเรือCircular Quay จนได้ เจสสิก้ากับคาร์ลลงจากรถโดยที่คนมาส่งได้วนรถออกไปแล้วสองพ่อลูกทั้งคู่ก็ก้าวขาขึ้นไปสู่ตัวเรือยอร์ชลำใหญ่เบื้องหน้า
หลังจากที่วนรถกลับออกมาในระยะที่ไม่มีใครเห็นแต่ลูเคียสก็สามารถสังเกตเห็นทุกอย่างถึงแม้จะไม่ชัดเท่าในทะเลก็เถอะ
ลูเคียสกวาดสายตามองไปรอบๆเพื่อดูว่าอะไรที่พอมีอะไรเป็อันตรายต่อคนทั้งสองที่เพิ่งขึ้นเรือไปหรือไม่และตอนนั้นเองที่หางตาเหลือบไปเห็นคนคุ้นตาที่เดินอยู่ในระยะไกล กำลังก้าวขึ้นเรือไปมันอาจจะไม่ใช่ก็ได้คนคนนั้นก็ได้
แต่ทว่าเขาก็ไม่อาจลืมชื่อนั่นที่ออกมาจากปากของเจสสิก้าไม่ได้
‘ดร.สโตน คาร์บกิ้น’
ถึงชื่อขึ้นต้นจะเหมือนกันแต่ก็ไม่สามารถที่จะฟันธงได้ว่าคือคนเดียวกัน ในเมื่อ เขาไม่เคยรู้เลยว่าคนที่จับแม่ไปทดลองนั่นนามสกุลอะไร จำได้ก็แค่ว่าผู้ที่อยู่เื้ันั่นคือใคร
แต่ดร.สโตน ในความทรงจำของลูเคียสนั่นไม่เคยเปิดเผยสกุลของตัวเองเลยแม้แต่นิด แต่ถ้าได้เห็นหน้าเพียงแค่นิดก็คงจะนึกได้ว่าใช่คนเดียวกันหรือไม่แต่คงไม่ใช่ในเวลานี้อย่างแน่นอน
ถึงจะยังกังวลแต่เขาก็ได้แต่ภาวนาขอให้มันไม่ใช่คนที่ตัวเองหนีจากมา
หลังจากที่ตัดความสงสัยออกไปลูเคียสก็รีบกลับไปที่บ้านทันที เพราะที่นี่อยู่ห่างออกมาค่อนข้างไกลมากและก็ไม่รู้ด้วยว่างานจะเลิกเมื่อไหร่
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาทำได้คงมีเพียงคำว่ารอเท่านั้น
และนั่นคือสิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้
….
---------------
*Circular Quay เป็ศูนย์รวมการเดินทางทั้งรถไฟ รถเมล์และเรือเฟอร์รี่ การเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้จึงสะดวกมาก จากจุดนี้สามารถเดินต่อไปเพื่อชมโอเปร่าเฮ้าส์และสะพานฮาร์เบอร์ ซึ่งสวยงามทั้งกลางวันและกลางคืน